REVIEW : Maleficent: Mistress of Evil สงครามแห่งเทพนิยาย มันส์อลังการ

 

 

รีวิว Maleficent: Mistress of Evil ความรักมิอาจนิยามได้ด้วยเผ่าพันธุ์

 

                Maleficent วายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของดิสนีย์ นางแม่มดปีศาจที่อยู่คู่กับเรื่องราวเจ้าหญิงนิทรามายาวนานกว่า 60 ปี เมื่อกลายมาเป็นฉบับภาพยนตร์ เรื่องราวของเธอก็ถูกนำมาขยายเพิ่มเติม หากเรายังจำได้ ในภาคแรกของภาพยนตร์ฉบับคนแสดงเรื่องนี้ เราได้เห็นความเจ็บปวดที่หล่อหลอมมาเลฟิเซนต์จนเธอกราดเกรี้ยว ปิดผนึกจิตใจตัวเอง ก่อนจะถูกหลอมละลายด้วยความรักที่เธอมีต่อยัยอัปลักษณ์ ออโรร่า

 

                ภาพยนตร์ Maleficent เมื่อปี 2014 ได้ฉีกขนบการเล่าเรื่องราวเจ้าหญิงดิสนีย์ไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากการพลิกกลับมาเล่าที่มาที่ไปของวายร้ายแล้ว ยังบิดความหมายของจุมพิตแห่งรักแท้ไปอีกมุม จนกลายเป็นว่ามาเลฟิเซนต์ นางพญาปีศาจผู้ร่ายคำสาปใส่เจ้าหญิงน้อย กลับคอยดูแลและหลงรักเจ้าหญิงออโรร่าราวกับเป็นลูกแท้ ๆ ของเธอ และด้วยจุมพิตนั้นออโรร่าก็ได้ฟื้นคืนจากคำสาปอีกครั้ง เรื่องราวเหมือนจะจบลงอย่างสงบสุขตลอดกาล แต่ไม่ใช่...

 

 

                Maleficent: Mistress of Evil คือตำนานใหม่ที่ไม่เคยถูกเล่าขานที่ไหนมาก่อน เมื่อเจ้าชายฟิลิปขอเจ้าหญิงออโรร่าแต่งงาน มาเลฟิเซนต์ที่ไม่เชื่อในรักแท้ย่อมต่อต้านเป็นธรรมดา แต่เธอยอมที่จะไปพบกับครอบครัวฝั่งเจ้าชายฟิลิปที่พระราชวังเมืองอัลสเตด ที่นั่นเธอได้พบกับราชินิอินกริธ การพบปะที่ควรจะเป็นการเฉลิมฉลองกลับบานปลายจนกลายเป็นชนวนเหตุแห่งสงครามระหว่างมนุษย์และเผ่าพันธุ์วิเศษแห่งป่ามัวร์ส

 

                สงครามที่อุบัติขึ้นไม่ใช่เพียงสร้างรอยร้าวระหว่างมาเลฟิเซนต์และออโรร่าเท่านั้น แต่ยังชักนำเธอให้ได้ค้นพบความจริงของเผ่าพันธุ์ดาร์คเฟย์ เผ่าพันธุ์นางฟ้าที่มีรูปลักษณ์เหมือนมาเลฟิเซนต์ หลายคนเชื่อว่าพวกมันสาปสูญไปหมดแล้ว แต่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะระอุเพลิงสงครามในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้โชติช่วงยิ่งกว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าการกลับมาครั้งนี้ของ Maleficent 2 จะจัดเต็มเทคนิค CGI สุดอลังการอย่างแน่นอน

 

 

                หากคิดว่าภาคที่แล้วภาพสวยแล้ว ต้องขอบอกว่าภาคนี้อัพเกรดขึ้นไปอีกขั้น พวกเขาได้เนรมิตความอัศจรรย์และกลิ่นอายของเทพนิยายแฟนตาซีออกมาได้อย่างงดงาม เนียนตา ยิ่งได้ดูในระบบ IMAX ที่ภาพขยายเต็มขนาดตลอดทั้งเรื่องแล้วยิ่งตื่นตาตื่นใจราวกับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวสุดอัศจรรย์ เผ่าพันธุ์วิเศษกลับมาครับ พร้อมกับการร่ายมนตร์ของมาเลฟิเซนต์ที่ยิ่งใหญ่ ดุดันมากขึ้น ผสมผสานกับดนตรีประกอบที่เพิ่มความสะพรึงให้กับแต่ละฉากได้อย่างลงตัว ใครเป็นคอของภาพยนตร์แฟนตาซีรับรองไม่มีผิดหวัง

               

                เสน่ห์ของนักแสดงเองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เอ่อล้นไปทั่วทั้งภาพยนตร์ ความงดงามของแอล แฟนนิ่ง ในบทเจ้าหญิงออโรร่า ที่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เธอกลายเป็นราชินีออโรร่า แห่งดินแดนมัวร์ส ความใสซื่อที่เติบโตมากยิ่งขึ้นประชันได้สูสีกับ 2 ตัวแม่ที่แท็คทีมปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทางฝั่งมิเชล ไฟเฟอร์เองก็โปรยเสน่ห์จนเราอยากจะยกให้บทบาทราชินีอินกริธ เป็นบทบาทวายร้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกบทบาทหนึ่งของเธอเลยทีเดียว

 

 

                แต่ทั้ง 2 คนก็ยังคงต้องพ่ายให้กับ มาเลฟิเซนต์ ที่ในภาพยนตร์ภาคนี้ แอนเจลิน่า โจลี่ ยกระดับเสน่ห์ของตัวละครนี้ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เธอทำให้เราเชื่อได้หมดใจว่าเธอเกิดมาเพื่อรับแสดงในบทบาทนี้จริง ๆ และใน Mistress of Evil นี้จะเป็นโอกาสให้เราได้ไปรู้จักถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของมาเลฟิเซนต์ และเหล่าดาร์คเฟย์ทั้งหมด พร้อมกับฉากสงครามท้ายเรื่องที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ใครที่เป็นแฟนของขุ่นแม่มาลีฟินตาแตกกันอย่างแน่นอน

 

                ในส่วนของเนื้อเรื่องภาพยนตร์นั้น ก็สมกับการเป็นภาพยนตร์ของดิสนีย์ที่เป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัย ครบรสทุกอารมณ์ ทั้งตื่นตาตื่นใจ หลุดขำ อิ่มเอม และซาบซึ้งไปกับเรื่องราวที่พวกเขาเรียงร้อยออกมา เหมาะทั้งสำหรับการไปดูคนเดียว, ดูกับคนรัก หรือกระทั่งพากันไปดูทั้งครอบครัว แฟนดิสนีย์ตัวจริงห้ามพลาด Maleficent: Mistress of Evil ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram