เฉลย Maleficent: Mistress of Evil แฝงประเด็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์+การเหยียดผู้แตกต่าง

 

 

ดาร์คกว่าที่คิด! ฉากหนึ่ง Maleficent: Mistress of Evil

ซ่อนความโหดร้ายใต้ความสดใส

 

                เทพนิยายดิสนีย์ขึ้นชื่อเรื่องความสดใส และความเป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเทพนิยายเจ้าหญิงดิสนีย์ รวมไปถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงนิทรา ที่แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วคำสาปจะถูกทำลายด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ เจ้าหญิงเจ้าชายได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ใน Maleficent: Mistress of Evil เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน เปิดโอกาสให้พวกเขาเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ และในเรื่องนี้มันเกี่ยวพันไปถึงประเด็นสงครามและรอยบาดแผลในอดีตของประวัติศาสตร์มนุษย์

 

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภายในเรื่อง

 

 

หากจะพูดว่า Maleficent: Mistress of Evil เป็นภาพยนตร์สงครามก็คงไม่ผิดนัก เพราะหลายเหตุการณ์ในเรื่องชวนให้นึกไปถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ไม่ว่าจะปรากฎขึ้นมาเมื่อไรก็กลายเป็นรอยบาดแผลในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเสมอ และจุดเริ่มต้นของทุกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มักจะเริ่มต้นจากการมองว่ามนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ หรือผลักเผ่าพันธุ์นั้นให้ด้อยค่าต้อยต่ำเสียจนไม่เหลือคุณค่ามากกว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มหยอดเรื่องดังกล่าวตั้งแต่การเดินทางเข้าไปยังเมืองอัลสเตดของมาเลฟิเซนต์

 

มาเลฟิเซนต์ถูกขอให้เอาผ้ามาคลุมปกปิดเขาของเธอไว้ มันไม่ใช่แค่การปิดเขาเท่านั้น แต่มันเป็นดั่งการปกปิดตัวตนของเธอ ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อทำให้ชาวเมือง หรือครอบครัวของเจ้าชายฟิลิปสบายใจ ทุกอย่างเริ่มแจ่มชัดขึ้นเมื่อมาเลฟิเซนต์นั่งลงบนโต๊ะมื้อค่ำ แน่นอนว่าเธอไม่สามารถใช้มีด หรือส้อมที่ทำจากเหล็กได้ แทนที่ราชินีอินกริธจะสั่งให้เปลี่ยนใหม่ หล่อนกลับบอกให้มาเลฟิเซนต์ใช้มือแทน แถมด้วยการเหยียดหยันว่าสิ่งที่มาเลฟิเซนต์ทำนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติเผ่าพันธุ์ ด้วยการเลี้ยงออโรร่าให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้ ราวกับมองไม่เห็นคุณค่าในตัวตนที่แตกต่างของเธอแม้แต่น้อย

 

 

นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ความโหดร้ายภายใต้สีสันอันแสนสดใสเริ่มต้นในวันแต่งงาน เหล่าภูติแฟรี่จากป่ามัวร์สถูกเชื้อเชิญให้มาร่วมงาน พวกเขาเดินทางเข้าสู่โบสถ์ทำพิธี โดยบรรดามนุษย์ทั้งหมดถูกกันไม่ให้เข้าร่วม ทันใดนั้นประตูโบสถ์ก็ถูกปิดล็อคแน่นหนา เสียงเพลงก็เริ่มบรรเลง พร้อมกับฝุ่นควันที่ถูกยิงให้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งโบสถ์ ฝุ่นสีแดงฉานที่ถูกสร้างขึ้นมาพิเศษเพื่อทำลายเหล่าภูติทั้งหมด เมื่อเหล่าภูติแตะถูกฝุ่นสีแดงนั้นก็สูญสิ้นชีวิต กลายเป็นเพียงต้นไม้ใบหญ้า เหตุการณ์นี้แทบไม่ต่างจากการสังหารหมู่เลยแม้แต่น้อย

 

หากตัดความสดใสออกไป ฉากในโบสถ์นี้ชวนให้นึกถึงฉากดังจากภาพยนตร์และซีรีส์สุดโด่งดังอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกมาจากภาพยนตร์ที่ตอนจบสุดแสนจะหดหู่ กับฉากรมควันในตอนท้ายเรื่องจากภาพยนตร์เรื่องเด็กชายในชุดนอนลายทาง (The boy in striped pajamas) หรือกระทั่งฉาก Red Wedding ในซีรีส์ Games of Throne ทั้งสองฉากสร้างทั้งความหดหู่และความโศกเศร้าเช่นเดียวกับใน Mistress of Evil เพียงแค่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีโทนความมืดหม่นเหมือนทั้ง 2 เรื่องที่เรายกมาเท่านั้นเอง

 

 

เรื่องราวดังกล่าวนี้เองยิ่งกลับไปช่วยย้ำถึงแก่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ได้นำเสนอมาก็คือ ความแตกต่างไม่อาจเป็นข้ออ้างในการทำร้ายหรือลดทอนคุณค่าของพวกเขา เราสามารถใช้ความรักเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อก่อให้เกิดสันติสุขขึ้นมาได้จริง ๆ ใครว่า Maleficent: Mistress of Evil ไม่ดาร์ค ต้องลองไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้อีกสักครั้งในโรงภาพยนตร์แล้วล่ะ

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram