รวมนักแสดงสมทบชื่อดังใน 1917 สู่ความยิ่งใหญ่ในสงความโลกครั้งที่ 1

 

ตัวละครของ 1917

 

เนื่องด้วยเรื่องราวนี้ดำเนินไปตามลำดับเหตุการณ์ ซึ่งก็คือการที่ผู้ชายสองคนนี้ส่งข่าวสารที่จะรักษาชีวิตของเพื่อนทหารหลายร้อยคนเอาไว้ ตัวละครสมทบจึงประกอบไปด้วยผู้ที่สโคฟิลด์และเบลคได้พบระหว่างปฏิบัติภารกิจนี้ สำหรับตัวละครสำคัญเหล่านั้น ซึ่งหลายคนเป็นนายทหาร เมนเดสต้องการนักแสดงที่จะสามารถสร้างความเข้มข้นให้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นที่พวกเขาอยู่บนหน้าจอได้ “คุณได้พบพวกเขาเพียงแค่ห้าหรือสิบนาที แล้วพวกเขาก็ไป” เมนเดสกล่าว “เราต้องการให้พวกเขาสร้างความรู้สึกของประวัติศาสตร์และชีวิตที่เคยดำรงอยู่ เพื่อที่จะรู้สึกเหมือนว่าคุณได้พบกับเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่อื่นๆ ที่บังเอิญมาประสานกับเรื่องราวของเรา ในการนั้น คุณต้องการนักแสดงที่มีบารมี สถานะและฝีมือ ผมเคยร่วมงานกับนักแสดงพวกนี้ถ้าไม่บนเวทีละครก็ในหนังมาก่อน และผมก็มั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถนำเสนอภาพที่ชัดเจนออกมาได้ แม้ว่าเราจะใช้เวลาอยู่กับพวกเขาเพียงแค่น้อยนิดก็ตาม”

 

 

สิบเอกแซนเดอร์ส

แดเนียล เมย์ส

“ฟังนะ เอรินมอร์อยู่ด้านใน จัดการตัวเองให้เรียบร้อยซะ” ในตอนที่สิบเอกแซนเดอร์สผู้ดื้อดึงสั่งให้เบลค “เลือกคนและนำสัมภาระของเขามาด้วย” เขาก็ไม่รู้หรอกว่าทหารสองคนของเขาจะต้องมุ่งหน้าสู่แนวฮินเดนเบิร์ก ในหนึ่งในปฏิบัติการณ์ที่สำคัญที่สุดของสงครามที่เปลี่ยนแปลงไปครั้งนี้ “แซนเดอร์สเป็นสิบเอกในกองทัพอังกฤษตามแบบฉบับของคุณ” แดเนียล เมย์สกล่าว “เขาดื้อด้าน คร่ำหวอดจากสงคราม ช่างประชดประชัน และมองเรื่องต่างๆ ตามหลักความเป็นจริง แน่นอนว่าเขาใส่ใจและคอยดูแลกองทหารของเขา ซึ่งมันแสดงให้เห็นจากอารมณ์ขันและการปล่อยมุขกับทหารในสังกัดของเขา โดยเฉพาะกับเบลค สำหรับสิบเอกคนไหนๆ ก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่การมองโลกในแง่บวกและการบำรุงขวัญกำลังใจทหารครับ”

            แซนเดอร์สรู้ว่าพวกเยอรมันมีแผนอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้ล่วงรู้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขากำลังสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เบื้องหลังแนวตั้งรับของพวกเขา ในตอนที่เขาได้รู้ว่าเบลคและสโคฟิลด์ถูกขอให้ทำอะไร เขาก็รู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสของเรื่องนี้ในทันที “ปฏิกิริยาของแซนเดอร์สก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ทั้งตกตะลึงและแปลกใจ” เมย์สกล่าว “ความยิ่งใหญ่และความหนักอึ้งของภารกิจนี้ที่พลตรีเอรินมอร์มอบให้กับพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ของทุกคนที่ได้ฟัง ชะตากรรมของคนหลายร้อยคนตอนนี้อยู่ในมือของเบลคและสโคฟิลด์แล้ว และแน่นอนว่าแซนเดอร์สปรารถนาดีต่อพวกเขาและต้องการให้พวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยทุกประการ”

 

1917

พลตรีเอรินมอร์

โคลิน เฟิร์ธ

พลตรีเอรินมอร์ ผู้แบกรับภาระหนักอึ้งของสงครามบนบ่าของเขา ได้มอบหมายเบลคและสโคฟิลด์ให้ทำการเดินทางที่เป็นไปไม่ได้ข้ามดินแดนที่ไร้ผู้ครอบครองและตามหากองพันเดวอนส์ที่สอง ผู้กำลังจะรุกคืบผ่านป่าครัวซิเยส์ ไปสู่ใจกลางของดินแดนที่ถูกศัตรูยึดครองไว้ ภารกิจของพลทหารทั้งสองคือส่งจดหมายไปให้กับพันเอกแม็คเคนซีย์ เพื่อเรียกร้องให้เขาล้มเลิกการโจมตีพวกเยอรมันที่เพิ่งถอยทัพกลับไป เอรินมอร์รู้ว่าพวกเยอรมันได้แสร้งถอยทัพตามกลยุทธ และตอนนี้ พวกเขาก็พร้อมที่จะกำจัดกองทัพไหนๆ ก็ตามที่จะท้าทายพวกเขา

            “อาจเป็นว่าตัวเอรินมอร์เองก็รู้สึกเห็นใจหนุ่มๆ พวกนี้เป็นการส่วนตัว” โคลิน เฟิร์ธกล่าว “อาจเป็นว่าเขาไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองมีความรู้สึกเช่นนั้น หรือไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นก็ได้ ผมมั่นใจว่าเขาจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้ว มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ งานนี้จะต้องสำเร็จลุล่วง”

            “สิ่งที่เราเห็นจากเอรินมอร์คือการเป็นนักกลยุทธ์” เฟิร์ธกล่าวต่อ “ภายในระยะเวลาสั้นๆ เขาได้ศึกษาตัวเลือกผู้ส่งสารของเขาและจงใจเลือกคนที่มีความรู้สึกเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวกับภารกิจนี้ นั่นคือชายหนุ่มผู้ต้องการจะช่วยพี่ชายของเขา มันเป็นกลยุทธที่โหดร้ายและยากที่เราจะจินตนาการถึงกลยุทธที่จะมีประสิทธิภาพมากไปกว่านี้ได้ เอรินมอร์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของความเร่งด่วนและการยึดถือหลักปฏิบัติด้วยความจริงที่ว่าเขาไปเยือนที่พักทหารด้วยตัวเอง เพื่อออกคำสั่งเป็นการส่วนตัวและทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเข้าใจคำสั่งเหล่านั้นดี แซมคอยระวังที่จะรักษาเสียงของเขาให้เป็นทางการ จริงจัง เคร่งขรึมและไม่แสดงอารมณ์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจจคือภารกิจ ว่าอะไรคือความเสี่ยงและอะไรคือสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่ว่าตัวเขารู้สึกอย่างไรกับมัน”

            หลังจากการซ้อม เฟิร์ธก็ถ่ายทำฉากของเขาภายในหนึ่งวัน “การถ่ายทำฉากทั้งฉากภายในช็อตเดียวต้องอาศัยการเตรียมพร้อมมหาศาลจากทุกแผนก” เฟิร์ธกล่าว “สำหรับนักแสดง มันเหมือนกับคืนแรกของละครเวที ไม่มีอะไรมาปกปิดข้อผิดพลาดได้ แน่นอนว่าเราแสดงหลายเทค แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไร้ที่สิ้นสุด และเทคหนึ่งก็จะต้องเพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่ต้นจนจบ จากทุกมุมมอง คุณไม่สามารถตัดต่อมันได้ ดังนั้น ข้อผิดพลาดที่เล็กน้อยที่สุดก็หมายถึงว่าทั้งกองจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งน่ะครับ”

            แม้ว่าจะได้อยู่ในกองถ่ายเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่เฟิร์ธก็ประทับใจกับความแม่นยำทางเทคนิคของสิ่งที่เมนเดสและทีมงานเบื้องหลังของพวกเขาได้สร้างขึ้นมา “มันน่าทึ่งที่ได้ดูทักษะและความชำนาญที่ใช้ในการถ่ายทำแต่ละฉากครับ” เฟิร์ธกล่าว “การเตรียมพร้อมและทักษะที่ทุกแผนกได้แสดงออกมาน่าตกตะลึงทีเดียวครับ”

 

 

ร้อยโทเลสลีย์

แอนดรูว์ สก็อต

ร้อยโทเลสลีย์ ผู้บัญชาการกองพลยอร์ค หลังจากที่นายพลสตีเวนสันและลูกน้องสามคนของเขาถูกสังหารไปเมื่อสองคืนก่อนหน้านี้ กำลังเพ้อเพราะไข้หวัดใหญ่และความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นจากการเดินทัพ เลสลีย์ ผู้เฝ้าระวังแนวรบในดินแดนที่ไร้ผู้ครอบครอง บอกพระเอกของเราว่าพวกเขาโง่ที่เชื่อว่าพวกเยอรมันถอนทัพไปแล้วและเตือนพวกเขาว่า พวกเยอรมันต่อสู้และตายลงไปในทุกตารางนิ้วของดินแดนนี้ เขาขอให้เบลคและสโคฟิลด์ลองนึกดูว่า ทำไมศัตรูของพวกเขาถึงตัดสินใจถอยและมอบพื้นที่ให้พวกอังกฤษในเวลานี้

“ร้อยโทเลสลีย์เป็นตัวละครที่ฉลาดมากๆ” แอนดรูว์ สก็อตกล่าว “ในความคิดของผม วัตถุประสงค์ของเขาในเรื่องราวนี้คือการเพิ่มการต่อต้านเล็กๆ เข้าไปในสิ่งที่อาจจะเป็นภารกิจที่ตรงไปตรงมา และเพื่อแสดงให้เห็นว่าสงครามนี้เป็นสงครามด้านจิตใจมากแค่ไหน ผมคิดว่าเขาใส่ใจทหารของเขาอย่างมาก แต่เขาเหนื่อยล้ากับสงครามและรู้สึกหงุดหงิดสุดๆ เขาต้องทำหน้าที่และตัดสินใจในขณะที่ตัวเองหมดแรง ป่วยหนักและต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่เลวร้ายอย่างเหลือเชื่อ สำหรับผม ความท้าทายอยู่ที่การนำเสนอเรื่องนั้นภายในฉากที่ยาวเพียงไม่กี่นาที และเราก็พยายามที่จะทำมันให้สำเร็จด้วยวิธีไหนก็ตามที่เราทำได้ ทั้งอาการมือสั่น อารมณ์ขันแบบจิกกัด ทีมเมคอัพที่เหลือเชื่อ เครื่องแต่งกาย เมื่อคุณได้เห็นชายคนนี้ คุณควรจะรู้ได้ทันทีถึงความหนักอึ้งของสิ่งที่เขากำลังเผชิญน่ะครับ”

เช่นเดียวกับนักแสดงสมทบส่วนใหญ่ สก็อตต้องถ่ายทอดข้อมูลมากมายเกี่ยวกับร้อยโทเลสลีย์ภายในระยะเวลาสั้นๆ บนหน้าจอ “ผมทำงานในหนังเรื่องนี้สองวันครับ” สก็อตเล่า “นี่เป็นครั้งที่สามที่ผมได้ร่วมงานกับแซม มันก็เลยเป็นเรื่องเยี่ยมที่ผมเข้าใจวิธีการทำงานของเขา แม้ว่าครั้งนี้จะแตกต่างออกไปอย่างมากก็ตาม คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาให้กับผมคือการปลดปล่อยตัวเองจากความกดดันของการแสดงให้ผ่านภายในสองหรือสามเทค  แต่มันหมายความว่าฉากนั้นจะต้องเวิร์คทั้งหมดในทุกด้านตั้งแต่ต้นจนจบ ดังนั้น มันก็เลยต้องอาศัยสมาธิอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของไดอะล็อค การออกแบบการเคลื่อนไหว กล้องและนักแสดงสมทบ การที่ไฟแช็คจุดบุหรี่จะต้องถูกจุดขึ้นในเวลาที่เฉพาะเจาะจงหรือการข้องเกี่ยวกับนักแสดงคนอื่นๆ อย่างเหมาะเจาะ มันมีความกดดันมหาศาลเพราะแน่นอนว่าเราไม่สามารถอาศัยการตัดต่อแบบฉับไวหรือช็อตแก้ไขได้ มันทำให้นักแสดงเปราะบางมากๆ แต่ในทางกลับกัน มันก็ทำให้นักแสดงทรงพลังมากๆ ด้วย ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแบ็คกราวน์ละครเวทีของแซม มันเป็นวิธีการทำงานที่น่าตื่นเต้นและเปิดโอกาสให้จินตนาการได้โลดแล่น ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกองถ่ายแล้วล่ะครับ”

 

1917

ร้อยเอกสมิธ

มาร์ค สตรอง

ในตอนที่ทหารของร้อยเอกสมิธบังเอิญเจอกับเบลคและสโคฟิลด์ในฟาร์มที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง ตัวเขาเองกำลังเหนื่อยล้าและหน้ามืด ร้อยเอกสมิธผู้ชาญฉลาด มีสายตาแหลมคมและมีเมตตา ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธกับสโคฟิลด์เกี่ยวกับพันเอกแม็คเคนซีย์ ผู้ขี้หงุดหงิด ถ้าพวกเธอไปถึงเขาได้ ขอให้พวกเธอแน่ใจว่ามีพยานรู้เห็น สมิธรู้ว่าบางคนต้องการการสู้รบ...และเต็มใจที่จะเพิกเฉยต่อคำสั่งใดๆ ก็ตามเพื่อให้เกิดการสู้รบ

 

 

พลทหารจอนดาลาร์

นาบาน ริซวัน

จอนดาลาร์ หนึ่งในทหารของร้อยเอกสมิธ ผู้ที่สโคฟิลด์ขออาศัยไปด้วยเพื่อไปให้ใกล้กับแนวรบใหม่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นพลทหารชาวซิกข์ ผู้ท้าทายอคติอย่างเปิดเผยของเพื่อนทหารของเขาและสร้างความขำขันให้กับพวกเขาด้วยการเลียนแบบนายทหารระดับสูงแบบเหมือนเป๊ะ เพียงแต่เมือคืนนี้ กองทหารของจอนดาลาร์ภายในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใดครอบครอง นอกเมืองบาพูม และเขาเองก็คิดถูกที่สงสัยว่า ศัตรูชาวเยอรมันของพวกเขาจะเจ้าเล่ห์ได้แค่ไหน

 

1917

 

ลอรี

แคลร์ ดูเบิร์ค

            ลอรี หญิงสาวผู้กล้าหาญ ผู้ที่สโคฟิลด์เจอในกระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่งในเมืองเอกูต์ รักษาบาดแผลให้กับเขาในขณะที่ขอให้เขาช่วยหาอาหารมาให้กับเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้ภายใต้การดูแลของเธอ “ลอรีไม่ได้เป็นตัวแทนของดินแดนหรือประเทศชาติไหนๆ แต่เธอเป็นตัวแทนของชีวิต ซึ่งเต็มไปด้วยความเปราะบางในพื้นที่สงครามอันโหดเหี้ยมค่ะ” แคลร์ ดูเบิร์คกล่าว “ฉันมีคุณทวดที่อายุ 103 ปี เธอเล่าให้ฉันฟังเสมอว่าระหว่างสงคราม เราสูญเสียทุกอย่าง ฉันคิดว่าลอรีเองก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ทรัพย์สมบัติทั้งหมด แต่เธอเป็นผู้รอดชีวิต เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากการซ่อนตัวเพราะตั้งแต่เยอรมนีบุกฝรั่งเศส พวกทหารก็อยู่ทุกหนทุกแห่งค่ะ”

            ในตอนแรกเด็กสาวลอรีไม่เต็มใจที่จะไว้วางใจทหารฝ่ายไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรหรือพวกเยอรมัน แต่เธอรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณว่า สโคฟิลด์เป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่เธอได้เจอในสงครามที่ไร้ที่สิ้นสุดนี้ที่จะช่วยเหลือเธอ “เธอไม่ไว้ใจทหารคนไหนทั้งนั้นเพราะพวกเขามีอาวุธ” ดูเบิร์คเล่า “เธอมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างทหารเยอรมันหรือทหารอังกฤษเพราะพวกเขาต่างก็เป็นตัวแทนของความรุนแรง และคนที่มีอาวุธทุกคนก็มีอำนาจเหนือชีวิตเธอ เธอถูกชี้นำด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง เธอมีชีวิตอยู่ได้เพราะความเป็นมนุษย์ของเธอและเธอก็แบ่งปันสิ่งนั้นกับสโคฟิลด์ ในตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่างปลาสนาการไป สัญชาตญาณของลอรีผลักดันให้เธอเยียวยามนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะถ้าเธอมีชีวิตอยู่ได้ เธอก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้มีชีวิตได้ด้วยเหมือนกัน”

 

 

ร้อยโทริชาร์ดส์

เจมี ปาร์คเกอร์

            ร้อยโทริชาร์ดส์ ผู้บังคับบัญชากองร้อยเอ แห่งกองพันที่สอง เป็นผู้นำเหล่าทหารที่จะเป็นทหารกลุ่มแรกเข้าสู่ดินแดนที่ไร้ผู้ครอบครองทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเอกูต์ ที่เพิ่งยึดกลับมาได้เมื่อเร็วๆ นี้ “ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้เห็นริชาร์ดส์ เขาดูเหมือนจะเป็นคนนิรนาม” เจมี ปาร์คเกอร์กล่าว “ไม่ใช่ผู้ชายในเครื่องแบบ แต่เป็นหน้าที่ที่ถูกกระทำโดยนายทหารสัญญาบัตร ผมคิดว่าตัวอย่างนั้นจะทำให้เขาได้รับความเคารพจากคนของเขา ผู้มองว่าเขาตกที่นั่งเดียวกับพวกเขา ถ้าผมเป็นหนึ่งในทหารของเขา ผมคิดว่าผมคงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเสียจากจะไว้ใจในระเบียบที่ริชาร์ดส์พยายามจะรักษาไว้ท่ามกลางความโกลาหลเหล่านั้น”

            ในชายขอบของดินแดนที่ไร้ผู้ครอบครอง ริชาร์ดส์ให้ความสำคัญกับหน้าที่ของเขา “ผมไม่เข้าใจหรอกครับถึงความรู้สึกของการอยู่ในดินแดนที่ไร้ผู้ครอบครอง” ปาร์คเกอร์กล่าว “ริชาร์ดส์ให้ความสนใจกับหน้าที่ของเขา ซึ่งผมคิดว่าการให้ความสนใจกับมันคือสิ่งที่ผลักดันให้เขาก้าวต่อไป มันทำให้เขาไม่เหลือพื้นที่สำหรับความคิดของตัวเอง แต่ตามที่ผมเข้าใจ ในเวลาที่เงียบสงบระหว่างการเคลื่อนไหว ความกลัวจะกัดกินอำนาจควบคุมตัวเอง สำหรับคนบางคนในเรื่อง กระบวนการนั้นมันครบถ้วนไปแล้วจนทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่สำหรับริชาร์ดส์ อย่างน้อยที่สุดในตอนที่เราได้เห็นเขา เขาก็ยังดูเหมือนจะจมจ่อมไปกับงานตรงหน้าได้”

            ในตอนที่ริชาร์ดส์เล่าให้สโคฟิลด์ฟังว่า พันเอกแม็คเคนซีย์อยู่ถัดไปจากนี้ 300 หลา ในอุโมงค์แบบเปิดหน้าดิน ริชาร์ดส์ก็ไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยในตอนที่เขาได้เห็นสิ่งที่พลทหารรผู้นี้จะทำเป็นลำดับต่อไป “ริชาร์ดส์เสียสมาธิไปเพราะสโคฟิลด์และถ้าเขามีเวลาที่จะใคร่ครวญถึงข้อความของสโคฟิลด์ ผมคิดว่าเขาอาจจะรู้สึกสิ้นหวังกับความเลวร้ายของจังหวะเวลานั้นมากเท่าที่คนๆ หนึ่งจะรู้สึกได้” ปาร์คเกอร์กล่าว “แต่ตัวตนของริชาร์ดส์ก็หมายถึงความคิดแรกของเขาไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนอื่นๆ ที่จะมาทีหลังเขาอีกไม่นาน นั่นเป็นเหตุผลให้เขาพยายามจะหยุดสโคฟิลด์จากการตัดสินใจนั้นครับ”

 

1917

 

พันตรีเฮพเบิร์น

เอเดรียน สการ์โบโรห์

            พันตรีเฮพเบิร์น หัวหน้าในกลุ่มนายทหารอาวุโสของพันเอกแม็คเคนซีย์ พร้อมที่จะออกคำสั่งให้กองร้อยบีแห่งกองพันเดวอนส์เคลื่อนพลไปต่อสู้กับทหารเยอรมันที่แม็คเคนซีย์เชื่อว่า มีอาวุธด้อยกว่าและกำลังถอยร่นไป แม็คเคนซีย์ ผู้พร้อมที่จะส่งทหารของเขาระลอกแล้วระลอกเล่าสู่สมรภูมิ คิดว่าชัยชนะอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 500 หลา...แต่แม้แต่เขาเองก็ไม่มั่นใจถึงการท้าทายคำสั่งใหม่ของกองทัพ

 

 

ร้อยโทเบลค

ริชาร์ด แมดเดน

            ร้อยโทเบลค พี่ชายของพลทหารทอม เบลค เป็นนายทหารผู้ภาคภูมิใจประจำกองร้อยเอ แห่งกองพันเดวอนส์และเขาก็ติดตามพันเอกแม็คเคนซีย์ไปจนถึงแนวฮินเดนเบิร์กที่ป่าครัวส์ซิเย เขาไม่รับรู้เลยว่าน้องชายของเขาได้รับมอบหมายให้มาหยุดยั้งภารกิจของเขา เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาของเขา เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังแนวรบใหม่ของพวกเยอรมัน ซึ่งความจริงแล้วคืออาวุธทำลายล้างที่ฝังลึกลงไปสามไมล์ ภายใต้การป้องกันที่แน่นหนา และปืนใหญ่ที่รอคอยจังหวะอยู่ ในแบบที่พวกอังกฤษไม่เคยเห็นมาก่อน

 

1917

พันเอกแม็คเคนซีย์

เบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์

            พันเอกแม็คเคนซีย์ ผู้บัญชาการกองพันที่สอง ผู้นำการเคลื่อนพลสู่ป่าครัวซิเยส์ เชื่อว่าเขาไล่ต้อนพวกเยอรมันจนจนมุมและสามารถเจาะทะลุแนวรบของพวกเขาได้ แม็คเคนซีย์ ผู้เพิกเฉยต่อคำสั่งให้หยุดการโจมตี เชื่อว่าภารกิจที่ไม่ได้รับการอนุมัติของเขา จะพลิกกระแสสงครามครั้งนี้ แต่พลตรีเอรินมอร์มั่นใจว่า ตัวพันเอกผู้นี้ ที่ตัดขาดการติดต่อทุกอย่างกับเขา ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมีอาวุธที่น้อยกว่า

 

1917

ฝูงชน (นักแสดงแบ็คกราวน์)

ต่างจากภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่จะใช้ตัวประกอบดิจิตอลแทนฝูงชน นักแสดงแบ็คกราวน์ใน 1917 เป็นคนจริงๆ เช่นเดียวกับบรรดาสามี พ่อ พี่น้องและลูกชายที่ได้สู้รบในสงครามจริงๆ เมนเดสเลือกนักแสดงสมทบ 500 ชีวิตของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการส่วนตัวจากผู้คน 1,600 คนที่ทีมงานจัดหามาในตอนแรก ที่ปรึกษาทางทหารของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำพวกเขาเข้าค่ายฝึก ซึ่งรวมถึงการสอนพวกเขาเกี่ยวกับกลยุทธในสงคราม การรุกรานและการจัดการเรื่องอาวุธ

ทหารจำนวนมากที่สู้รบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีอายุค่อนข้างน้อย และในบางกรณี มีเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่า 16 ปีที่โกหกเรื่องอายุตัวเองเพื่อสมัครเป็นทหารด้วย สำหรับฉากที่ต้องอาศัยฝูงชน มีการเลือกตัวประกอบในพื้นที่กรุงลอนดอนสำหรับส่วนในโบวิงดันของการถ่ายทำ ในขณะที่สำหรับซาลิสเบรี เนื่องด้วยระยะเวลานานของการถ่ายทำในพื้นที่นี้ ผู้ชายท้องถิ่นที่อายุระหว่าง 16-35 ปีได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมการออดิชันเปิดเพื่อคัดเลือกตัวนักแสดง

การออดิชันเหล่านี้เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 ในตอนที่ผู้ช่วยผู้กำกับที่สองฝ่ายฝูงชน ไอลีน ยิปและฮอลลี การ์ดเนอร์จากทู เท็น คาสติ้งได้พิจารณาผู้ชายจำนวน 1,600 คนในระยะเวลาสองวันของการออดิชัน ความฟิตในระดับหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะพวกเขาจะต้องสามารถวิ่งระยะทางไกลๆ พร้อมกับแบกอาวุธไปด้วยได้ หลายคนที่ถูกเลือกถูกขอให้ไว้หนวดและไม่มีการไว้เคราใดๆ ทั้งนั้น เว้นแต่เหล่าทหารซิกข์ ผู้สวมผ้าโพกศีรษะด้วยเช่นกัน

สรุปแล้ว ตัวประกอบ 500 คนถูกเลือกมาสำหรับฉากในซาลิสเบรี ตัวประกอบบางส่วนจากโบวิงดันสนุกกับช่วงเวลาในกองถ่ายของพวกเขามากจนพวกเขาเดินทางไปที่ซาลิสเบรีด้วยเช่นกัน

 

1917 เข้าฉาย 30 มกราคม ในโรงภาพยนตร์

1917

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram