20เหตุผลต้องดู “LA LA LAND” หนังมิวสิคัล 7 รางวัลลูกโลกทองคำ ขึ้นแท่นระดับตำนานฮอลลีวู้ด

20เหตุผลต้องดู “LA LA LAND” 
หนังมิวสิคัล  7 รางวัลลูกโลกทองคำ
ขึ้นแท่นระดับตำนานฮอลลีวู้ด

 

 

1. LA LA LANDนับเป็นภาพยนตร์ที่ครบรส ครบเครื่องด้านศิลปะมากที่สุด เพราะจัดเต็มตลอดเรื่อง ทั้งร้อง เล่น เต้น แสดง พร้อมความอลังการของฉากภาพยนตร์ที่เนรมิตให้มหานครลอสแองเจิลลิสกลายเป็นนครแห่งดารา

2.LA LA LANDภาพยนตร์รักโรแมนติก-มิวสิคคัลเรื่องเยี่ยม ถ่ายทอดความรักและความฝันผ่านบทเพลงแสนไพเราะ ผลงานจากผู้กำกับแนวหน้าวงการฮอลลีวูด “ดาเมี่ยน ชาเซลล์”จากภาพยนตร์ดนตรีสร้างแรงบันดาลใจอย่าง Whiplashที่เคยคว้ามาถึง 3 รางวัลออสการ์

3.LA LA LANDภาพยนตร์กระแสแรง กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกมาแล้วในทุกงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และนับเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังจับตามากที่สุด ต่างยกให้เป็นภาพยนตร์เต็งหนึ่งรางวัลออสการ์ประจำปีอีกด้วย

4.ผู้กำกับ “ดาเมี่ยน ชาเซลล์” หยิบความคลาสสิคแบบ Old Hollywood ในภาพยนตร์คลาสสิคหลาย ๆ เรื่อง มาผสมผสานกับเรื่องราวในปัจจุบันเสียใหม่ กลายเป็นความร่วมสมัยที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิคได้เป็นอย่างดีและน่าติดตาม ทำให้ LA LA LANDเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังทุกคนห้ามพลาด

5.LA LA LANDระดมหัวกะทิด้านดนตรี มาร่วมทีมสร้างสุดยิ่งใหญ่ อาทิ "จัสตินเฮอร์วิทซ์" นักแต่งเพลงชั้นเยี่ยมจาก Whiplash"เบนจิ พาเซค" และ "จัสตินพอล" นักแต่งเพลงระดับบรอดเวย์ ซึ่งเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนี่ และแกรมมี่ อวอร์ด มาแล้ว “มาอุสเดอวรีส์” จากภาพยนตร์ดัง Moulin Rougeและ Romeo + Julietร่วมถ่ายทอดความรักและความฝันผ่านเสียงเพลงที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้ชมไม่รู้ลืม นับเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

6.LA LA LAND ปลุกกระแสการเต้นร่วมสมัยให้กลับมาเขย่าวงการอีกครั้ง ภายใต้การออกแบบโดย “แมนดี้มัวร์” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรายการ So You Think You Can Danceและนับเป็นครั้งแรกที่เธอจะนำศิลปะการเต้นขึ้นสู่จอกว้างในโรงภาพยนตร์

7. ผลงานการแสดงที่ดีที่สุดของสองนักแสดงมากฝีมือแห่งโลกภาพยนตร์อย่าง “เอมม่าสโตน” และ “ไรอัน กอลลิ่ง” ที่เรื่องนี้ต้องร้อง เล่น เต้นเอง ผ่านการทุ่มเทและฝึกฝน เพื่อให้ LA LA LANDกลายเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

8.การโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งของสองนักแสดงนำที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วด้วยกันทั้งคู่“เอมม่าสโตน” จาก Birdman (2014)และ “ไรอัน กอลลิ่ง”จาก Half Nelson (2006) ร่วมถ่ายทอดความรักสุดโรแมนติกและรวดร้าว ใน LA LA LAND นครดารา

9.นอกจากได้สองนักแสดงนำผู้เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์อย่าง “เอมม่าสโตน” และ “ไรอัน กอลลิ่ง” แล้ว LA LA LANDยังได้นักแสดงชื่อดังมากฝีมือแถวหน้าฮอลลีวูดอย่าง “เจ เคซีมมอนส์”และนักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังระดับโลกขวัญใจแฟนเพลงวัยรุ่นอย่าง “จอห์น ลีเจนด์” มาร่วมสร้างสีสันให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

10.นอกจาก “จอห์น ลีเจนด์”จะเป็นหนึ่งในทีมนักแสดงแล้ว เขายังร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์“StarA Fire” ที่วง The Messengers ใช้แสดงในภาพยนตร์อีกด้วย

 

 

11.นับเป็นการแจ้งเกิดด้านการแสดงอย่างเต็มตัวของ “จอห์น ลีเจนด์” เพราะเรื่องนี้เขาได้รับคำชมจากทีมนักแสดงด้วยกันอย่างล้นหลาม“ถ้ามองในด้านดนตรี เขายอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้ามองในด้านการแสดง เขาเล่นเข้ากับ ไรอัน ได้ดีมาก เขาทำให้เราตะลึงไปเลย เขามีทักษะโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ผมว่าเราจะได้เห็นเขาเล่นหนังมากขึ้นแน่นอน ไม่ใช่แค่ร้องเพลงอย่างเดียวแล้วล่ะ”คำสัมภาษณ์จากทีมอำนวยการสร้าง

12.LA LA LAND ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของชายหนุ่ม-หญิงสาวนักฝัน ที่ออกเดินทางตามหาความฝันในมหานครลอสแองเจิลลิส เมื่อเส้นทางความรักของทั้งคู่เดินทางมาเจอกัน แต่ทว่าไม่อาจขับเคลื่อนไปพร้อมความฝันได้ กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ นำไปสู่การเริ่มต้นของเรื่องราวความรักสุดอัศจรรย์และแสนปวดร้าว

13. ฉากการร้องเพลงที่ปรากฎให้เห็นในภาพยนตร์ ส่วนใหญ่เกิดจากการร้องเพลงสดจากนักแสดงจริง ๆ ยกตัวอย่างฉากเพลง “Audition” และ “City of Stars” ทั้ง “เอมม่าสโตน” และ “ไรอัน กอลลิ่ง”ต้องร้องสดในฉากนั้นจริง เพื่อสื่อสารอารมณ์ของตัวละครให้ออกมาสมจริงมากที่สุด 

14.ด้านฉากการถ่ายทำสุดอลังการ ทีมงานต้องเลือกใช้สถานที่จริงในการถ่ายทำ ยกตัวอย่างเช่น ฉากเปิดของภาพยนตร์ที่เปลี่ยนการจราจรติดขัดบนถนนทางหลวงของลอสแองเจิลลิสให้กลายเป็นฟลอร์เต้นรำนั้น ทีมงานต้องเตรียมงานกันอย่างหนักหน่วง โดยซ้อมก่อนถ่ายทำจริงถึง 3 เดือน และต้องถ่ายให้เสร็จสมบูรณ์เพียงเทคเดียวเท่านั้น 

15.อีกฉากการเต้นที่ทีมงานทุ่มเทมาก ๆ นั่นคือฉากการเต้นในหอดูดาว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะนักแสดงต้องเต้นรำบนเส้นสลิงจริงๆ เพื่อถ่ายทอด “การเต้นที่ไร้แรงดึงดูด” ให้ออกมาสมจริงมากที่สุด ตอกย้ำความพิถีพิถันของทีมงานที่ละเอียดปราณีตทุกขั้นตอนการถ่ายทำ

 

 

16.    การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง LA LA LANDถ่ายทำด้วยฟิล์มม้วน 35 มม. ตลอดทั้งเรื่อง และต้องเปลี่ยนฟิล์มตลอดทุก ๆ 10 นาที ดังนั้นในการถ่ายทำฉากใหญ่ ๆ จึงจำเป็นต้องถ่ายให้เสร็จเพียงเทคเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์จึงปราศจากเทคนิคพิเศษใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดมุมมองภาพยนตร์แบบยุคเก่าให้เข้ากับเรื่องราวในยุคสมัยใหม่ ส่งให้LA LA LAND กลายเป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานของเก่ากับของใหม่ได้อย่างลงตัว 

17.    ทีมงานเลือกสถานที่หลักในการถ่ายทอดเรื่องราวความรักและความฝันของสองศิลปิน ผ่านมหานครลอสแองเจิลลิส ด้วยความที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว นั่นคือความคลาสสิคและความโมเดิร์นที่แอบแฝงอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นมหานครแห่งคนช่างฝันอีกด้วย อีกทั้งยังเต็มไปด่วยวัฒนธรรมป๊อปที่หาได้ยากจากสถานที่อื่น ๆ

18.    นอกจากความอลังการด้านต่าง ๆ ของภาพยนตร์ทั้งฉาก แสง เพลงประกอบ ท่าเต้น และนักแสดงแล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำว่า LA LA LANDเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่าเรื่องหนึ่งของโลก นั่นคือเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดง โดยได้ “แมรี่ ซอเฟรส”นักออกแบบเครื่องแต่งกายที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์จากNo Country For Old Menและ Interstellar มารังสรรเครื่องแต่งกายของนักแสดงแต่ละคนมากกว่า 50 ชิ้น เพื่อสร้างบรรยากาศของภาพยนตร์ให้ดูวินเทจมากขึ้น เรียกได้ว่า แฟชั่นใน LA LA LANDก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจับตามอง

19.    ความพิถีพิถันของการออกแบบเครื่องแต่งกายถูกตอกย้ำผ่านการเลือกสีของแต่ละชุดในทุกฉากการถ่ายทำ เพื่อให้ภาพรวมของ LA LA LANDสะท้อนภาพยนตร์ยุคคลาสสิคให้มากที่สุดนั่นเอง และเพื่อสะท้อนให้เห็นภาพตัวละครมากขึ้นอีกด้วย“มันดูเป็นธรรมชาติมากมีการเล่นสีในหนังมิวสิคัลยุคคลาสสิค แต่ในเรื่องนี้เราทำมันให้สอดคล้องกับความเป็นตัวละครด้วย” คำสัมภาษณ์ของผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย “แมรี่ ซอเฟรส”

20.    LA LA LANDภาพยนตร์รักโรแมนติก-มิวสิคคัลเรื่องล่าสุด เตรียมมอบประสบการณ์ชมภาพยนตร์ครั้งใหม่ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังออกเดินตามหาความฝันได้เป็นอย่างดี “สิ่งที่คนดูจะได้รับในหนังเรื่องนี้ คือการปลุกแพชชั่นในตัวคุณออกมา เพราะรากลึกของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับความสร้างสรรค์ ผมคิดว่า LA LA LAND เกี่ยวกับความหลงใหลในบางอย่าง มันเกี่ยวกับความหลงในศิลปะ หลงใหลในความรัก และความหลงใหลนั่นเองที่ผลักดันพวกเราจนมีหนังเรื่องนี้”–ผู้กำกับไฟแรง ดาเมี่ยน แชเซลล์กล่าว

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram