[Review] ยุติทุกสงครามไปพร้อมกับเธอ Wonder Woman ครบทุกรสชาติที่หนังฮีโร่ควรจะมี!

 

[Review] ยุติทุกสงครามไปพร้อมกับเธอ Wonder Woman

ครบทุกรสชาติที่หนังฮีโร่ควรจะมี!

 

 

หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลาน งมหาแนวทางที่แตกต่างของจักรวาลภาพยนตร์ DC มาสามเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Man of Steel ภาพยนตร์เปิดจักรวาลที่เล่าเรื่องราวของซุปเปอร์แมน ฮีโร่จอมพลังจากต่างดาวที่พยายามอยู่ร่วมกับมนุษยชาติ แม้จะต้องเสียสละด้วยชีวิต หรือแบทแมน อัศวินรัตติกาลผู้ชอกช้ำจากโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขากลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สุดดุดัน หรือ Suicide Squad ภาพยนตร์รวมดาวร้ายที่แจ้งเกิดให้กับสาวสุดกวนอย่างฮาร์ลีย์ ควินน์ และล่าสุดกับซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่ที่เปิดตัวไปแล้วใน Batman V Superman แม้เราจะยังไม่ได้รู้จักเธอในเรื่องนั้น แต่แค่เพลงประจำตัวขึ้นทุกคนก็ขนลุกขนชันกับความแข็งแกร่งของเธอแล้ว

 

มาในคราวนี้ที่เป็นคิวของเธอได้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวเองเป็นครั้งแรกบนจอภาพยนตร์อย่าง Wonder Woman เรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กของเจ้าหญิงไดอานา (รับบทโดย กัล กาโดต์) แห่งเกาะเทอร์มีสกีร่า เกาะสวรรค์ที่อาศัยของชาวอเมซอน ชนเผ่าสุดแกร่งที่มีเพียงผู้หญิงเท่านั้น ไดอานาหวังจะกลายเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่แม่ของเธอ ราชินีฮิปโปไลตา (รับบทโดยคอนนี เนลเซน)ไม่สนับสนุน ทำให้เธอต้องแอบฝึกฝน จนเติบโตมาเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งบนเกาะ

 

 

เหตุการณ์พลิกผันไปเมื่อการมาเยือนของนักบินหนุ่ม สตีฟ เทรเวอร์ (รับบทโดยคริส ไพนน์) ที่ขับเครื่องบินหลบหนีแล่นมาตกลงที่เกาะแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชีวิตของไดอานา เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เธอจะไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าหญิงแห่งเกาะสวรรค์อีกต่อไป แต่เธอต้องการออกจากเกาะไปเพื่อหยุดยั้งสงครามทั้งมวล ชะตากรรมผลักดันให้เธอกลายเป็นผู้ปกป้อง ท่ามกลางไฟจากเทพเจ้าแห่งสงคราม โดยเธอไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

ด้วยความยาวของภาพยนตร์ที่กินเวลาไปกว่า 142 นาที (ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) แต่การเล่าเรื่องราวและการตัดต่อนั้นไม่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้รู้สึกว่ายืดเยื้อและยาวนานเลย ผู้กำกับค่อยๆปูเรื่องราวให้เราเข้าใจทั้งที่มาของชาวอเมซอน และความสำคัญของพวกเธอ ดำเนินไปควบคู่กับแผนการร้ายที่หวังจะกุมชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของฝ่ายร้าย ที่สำคัญคือภาพยนตร์แทรกฉากต่อสู้เข้ามาอย่างต่อเนื่องชนิดที่ไม่ยอมให้ผู้ชมได้เบื่อเลยสักนิดเดียว เรียกได้ว่าฝีมือการกำกับของผู้กำกับหญิง แพตตี้ เจนกินส์นี้ไม่ธรรมดา

 

 

สำหรับผู้เขียนแล้ว ฉากที่น่าประทับใจมากที่สุดคือฉากเปิดตัวครั้งแรกในชุดรบเต็มขั้นของ Wonder Woman เพราะไม่ใช่แค่ความสวยสดงดงามเท่านั้น แต่เนื้อเรื่องในช่วงนั้นยังสะท้อนให้เราเห็นแง่มุมของสงคราม ที่สะท้อนผลกระทบเน้นไปที่เด็กและสตรี ตอกย้ำความสำคัญของฮีโร่สาวคนนี้ให้หนักแน่นและแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ทำให้เรื่องจูงใจของเธอเหมาะสมกับการเป็นฮีโร่ที่ต้องการจะยุติสงครามทั้งมวล

 

เรื่องราวแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันของเธอ และกัล กาโดต์สอบผ่านฉลุยกับการเป็น Wonder Woman ตั้งแต่ความไร้เดียงสา ไปจนถึงความเจ็บปวด และการเข้าใจมนุษย์ที่ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำอีกต่อไป นี่จึงกลายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ตัวละครสตีฟ เทรเวอร์ที่เหมือนจะเป็นตัวแทนของเพศชายในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้เป็นเพียงตัวเสริมเท่านั้น แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญในตอนจบของเรื่องที่เราทุกคนจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

 

ในส่วนของงานภาพนั้น Wonder Woman ได้นำเสนอมุมกล้องและการตัดต่อฉากต่อสู้ได้มันส์ ระทึก เข้มแข็งได้ไม่แพ้ Man of Steel โทนสีของภาพยนตร์ก็เป็นไปในโทนเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง ด้วยการใช้สีแดง น้ำเงิน และส้ม ผสมผสานกันตอกย้ำว่านี่คือรุ่งอรุณครั้งใหม่ของวงการซุปเปอร์ฮีโร่ หากจะให้ติภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงจะเป็นการทำให้ตัวร้ายเป็นเพียงแค่แรงผลักดันให้ตัวละครหลักเด่นขึ้นเท่านั้นเอง แม้จะย้ำถึงความร้ายกาจมาตลอดทั้งเรื่อง แต่ในฉากไคลแม็กซ์ที่แม้จะหักมุมอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราสะพรึงไปกับความทรงพลังที่ปูมาว่าเป็นถึงเทพเจ้าแห่งสงครามเท่าไรนัก

 

สุดท้ายแล้วอย่างที่เราเคยบอกไป Wonder Woman ไม่ได้เป็นแค่ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มากอบกู้โลก แต่ในวงการภาพยนตร์เธอคือซุปเปอร์ฮีโร่ที่มากอบกู้จักรวาล DC ให้เข้ามาสู่สังเวียนภาพยนตร์ฮีโร่ที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวันได้อย่างสมศักดิ์ศรี และการมาของเธอจะต้องสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดในอนาคตได้น้อยอย่างแน่นอน อย่าพลาดรสชาติใหม่ของภาพยนตร์ฮีโร่ที่ครบรสและครบเครื่องที่สุดอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Wonder Woman 1 มิถุนายนนี้ในโรงภาพยนตร์!

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram