รีวิว The First Purge กำเนิดคืนละเลงบาป หนังเดือดจิกกัดสังคมอเมริกัน

 

รีวิว The First Purge กำเนิดคืนละเลงบาป หนังเดือดจิกกัดสังคมอเมริกัน

 

 

                ตั้งแต่ปี 2013 ครั้งแรกในโลกภาพยนตร์ที่ The Purge ได้แนะนำตัวเองให้รู้จัก บอกเล่าเรื่องราวในประเทศสหรัฐอเมริกา ในยุคที่อาชญากรรมลดลงจนใกล้จุดศูนย์ ความเป็นอยู่ประชาชนเกินค่ามาตรฐาน ทุกอย่างเหมือนจะสวยสดงดงาม แต่เบื้องหลังนั้นคือ การกำหนด ‘วันแห่งการล้างบาป’ ที่ 12 ชั่วโมงในช่วงกลางคืนของวันดังกล่าว อาชญากรรมทุกรูปแบบจะไม่ผิดกฎหมาย เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ ละเลงความโหดร้ายได้อย่างเต็มที่ แต่เบื้องหลังมันมีอะไรมากกว่าที่เห็น และในปีนี้ The First Purge คือหนังที่จะพาเราย้อนไปสู่จุดกำเนิดคืนโหด

 

 

                ในยุคที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางสังคมและเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงานพุ่งสูง ความเป็นอยู่ของประชาชนดิ่งสู่จุดต่ำสุด สะเทือนถึงบรรยากาศทางการเมือง เปิดโอกาสให้พรรคใหม่นอกจากเดโมแครต และรีพับลิกัน เข้าท้าชิงในชื่อ พรรคบุรุษผู้ก่อตั้งอเมริกายุคใหม่ (the New Founding Fathers of America หรือ NFFA) ผู้ก้าวเข้ามาด้วยนโยบายขายฝันสุดโต่งที่จะชุบชีวิตเหล่าอเมริกันชนขึ้นมาใหม่ “ฝันแห่งอเมริกันจบสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาที่เราจะจุดฝันนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง” แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของพวกเขาไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

                หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย พรรค NFFA ได้เลือกทางออกในการกำหนดคืนหนึ่ง ตลอด 12 ชั่วโมงที่อาชญากรรมจะไม่ผิดกฎหมาย ตามคำแนะนำของ ดร.อัพเดล (รับบทโดย เมริซ่า โทเมย์) นักจิตวิทยาผู้ออกแบบการทดลองดังกล่าว ซึ่งภายหลังพวกเขาอ้างว่าประชาชนร่วมกันเรียกมันว่า “The Purge (การล้างบาป)” ซึ่งการทดลองครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่เกาะแห่งหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา เกาะที่พวกเขาอ้างว่าคือแหล่งเสื่อมโทรม อาชญากรรมสูง อัตราการค้ายาเสพติด และแก๊งค์มาเฟียมากที่สุด โดยพวกเขาเสนอให้ผู้อาศัยอยู่บนเกาะเข้าร่วมการทดลอง หากมีชีวิตรอดจนจบจะได้รับเงินตอบแทนจำนวนมาก ในขณะที่คนรวยเลือกที่จะหลบหนีออกจากเกาะ คนจนที่ไร้ทางเลือกก็ต้องยอมรับข้อเสนอนั้น ราวกับเป็นกรงขังทางฐานะที่ไร้สิทธิขัดขืน

 

 

                แรกเริ่มประชาชนคนทั่วไปก็ไม่ได้ทำให้คืนล้างบาปนี้เดือดมากนัก พวกเขาจัดงานปาร์ตี้ ออกปล้น มีการฆ่ากันบ้างเล็กน้อย แต่นั่นดูเหมือนจะทำให้ทางการไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะพวกเขามีเป้าหมายบางอย่างซ่อนเอาไว้ คืนล้างบาปกลับไม่ใช่คืนที่จะให้ประชาชนได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ แต่พรรค NFFA กลับต้องการให้มันเป็นคืนที่จะช่วยลดประชากรชั้นรากหญ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนคนกลุ่มนี้ ซึ่งนั่นผิดไปจากจุดประสงค์แรกเริ่มของ ดร.อัพเดล ผู้คิดค้น และทุกอย่างยิ่งเลวร้ายเมื่อรัฐบาลเลือกจะส่งเหล่านักฆ่ารับจ้างลงมาในการทดลอง เพื่อเป้าหมายเดียวคือ การฆ่าประชาชนในเกาะนี้ให้ได้มากที่สุด นั่นบีบให้ผู้คนบนเกาะ เหล่าคนที่ไร้สิทธิไร้เสียงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว

 

 

                ใครที่ติดตาม The Purge มาตลอดทุกภาค จะเห็นพัฒนาการของคืนล้างบาป จากความระทึกขวัญหนีตาย เริ่มกลายเป็นภาพยนตร์ที่เล่นประเด็นการเมือง ความเลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งใน The Purge: Election Year ภาคที่แล้ว ที่โชว์ให้เราเห็นถึงการทำลายพรรคบุรุษผู้ก่อตั้งอเมริกายุคใหม่ กลุ่มคนทางการเมืองผู้เป็นจุดเริ่มต้นคืนโหดดังกล่าวนี้ นอกจากนั้นแล้วในภาคก่อนเราจะได้เห็นการต่อสู้ของประชาชนที่อัพเกรดขึ้น เทคโนโลยีที่ใช้ปกป้องตัวเอง และการต่อสู้ การใช้อาวุธ และการก่ออาชญากรรมโหดร้ายขึ้นเรื่อย ๆ แต่ใน The First Purge นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

 

                The First Purge พาเราย้อนกลับไปในวันที่คืนล้างบาปยังเป็นแค่การทดลอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะได้รับคือ ความลุ้นระทึกแบบดิบ ๆ ความสยองขวัญที่ออกมาจากก้นบึ้งของสัญชาตญาณของมนุษย์อย่างแท้จริง และสตูดิโอ Blumhouse ก็ยังคงไม่ทิ้งลายความสยองขวัญ และความระทึกขวัญที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของตนเอง ความสยองขวัญที่ไม่ได้มาจากวิญญาณ แต่มาจากมนุษย์ด้วยกันเอง เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกหวาดระแวงในภาพยนตร์เรื่อง Get Out

 

                อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นคือ The First Purge เลือกที่จะใช้นักแสดงนำส่วนใหญ่เป็นชาวผิวสี เพื่อสะท้อนและจิกกัดสังคมอเมริกันในเรื่องของการแบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิว สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางฐานะและสังคมออกมาได้อย่างเจ็บแสบ วางภาพของเหล่าผู้ปกครองเป็นชาวผิวขาว มีผู้อภิสิทธิ์เหนือทุกสิ่ง เป็นผู้ควบคุม และใช้ชาวผิวสีและชาวแม็กซิกันในเกาะอันห่างไกลเป็นเพียงหนูทดลอง นับเป็นประเด็นหนักหน่วงที่ของ The First Purge ที่ซ่อนเอาไว้ และทำให้เราค่อนข้างประทับใจกับการขยี้อย่างหนักในเรื่องนี้

 

 

                หากพูดถึงภาพยนตร์ที่นักแสดงนำเป็นชาวผิวสีแล้ว ในยคนี้จะไม่พูดถึงภาพยนตร์ที่เป็นปรากฎการณ์อย่าง Black Panther ก็เห็นทีจะไม่ได้ เพราะ The First Purge แอบมีกลิ่นอายคล้ายคลึงอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่ในแง่ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็นในแง่ของการสะท้อนความรู้สึกของชาวผิวสี หากจะพูดว่านี่เป็นภาคแยกของ Black Panther ที่เล่าเรื่องราวในพาร์ทชีวิตของอีริค คิลมองเกอร์ เราก็คงไม่รู้สึกแปลกใจนัก เพราะทั้งวัฒนธรรม บุคลิก การต่อสู้ และจิตวิญญาณของเนื้อเรื่องแทบจะสะท้อนเรื่องราวออกมาในรูปแบบเดียวกัน

 

 

                ภายใต้การสะท้อนราวกับสาดน้ำเย็นจัดใส่สังคมอเมริกันจนหน้าชานั้น The First Purge ยังมีความเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นในช่วงท้าย ที่แม้มันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ความเดือด ความดิบ การต่อสู้ดิ้นรนนั้นชวนให้เราสนุก ลุ้นระทึก และมันส์ไม่แพ้หนังแอ็คชั่นเรื่องอื่น แม้ว่าเรื่องราวใน The First Purge อาจดูเป็นไปได้ยากในชีวิตจริง แต่ใช่ว่าเรื่องราวความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะไม่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เมื่อสะท้อนคิดกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ก็ชวนให้คิดว่าหากไม่ลดจำนวนประชากรลงไปบ้าง ท่ามกลางทรัพยากรที่มีความจำกัดนี้เราจะสามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างไร...ซึ่งมันบังเอิญเหลือเกินที่ไปตรงกับความคิดของวายร้ายผู้ฆ่าล้างจักรวาลไปกว่าครึ่งที่ทุกคนรู้จักกันดีในภาพยนตร์รวมทีมฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้

 

                The First Purge คือภาพยนตร์ระทึกขวัญ คละเคล้ากับความสยองขวัญ ที่สะท้อนประเด็นทางสังคมออกมาอย่างหนักหน่วง นี่อาจะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบนัก ทั้งตรรกะความคิดของเรื่อง หรือมูลเหตุแรงจูงใจของตัวละคร แต่ถ้ามองในแง่ของความบันเทิงแล้ว The First Purge สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ใครที่ชื่นชอบความระทึกขวัญ ปนจิกกัดสะท้อนสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่เฟรนไชส์นี้นำเสนอมาตั้งแต่ภาคแรกแล้วล่ะก็ ไม่ควรพลาดภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอันขาด

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram