Review : Batman V Superman เมื่อพระเจ้าไม่ใช่แค่ผู้สร้าง ?

Review : Batman V Superman  
คุณเลือกจะเชื่อสิ่งที่ใครเขาบอกมาหรือ ?  

 

 

Batman v Superman: Dawn of Justice การปะทะกันของสองซุปเปอร์ฮีโร่ระดับตำนานฝั่ง DC ที่มาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนหนังทั่วโลกว่าระหว่างมนุษย์ธรรมดากับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ในศึกครั้งนี้ใครจะเป็นผู้ชนะ โดยเมื่อหนังเข้าฉายรอบกาล่าพรีเมียร์ ในเมืองไทยก็ทำให้มีฟีดแบ็คจากคนดูแบบต่างกันบางคนชอบมากและบางคนรู้สึกเฉยๆ ซึ่งอาจจะเป็นด้วยกันหลายสาเหตุ รีวิวนี้เราจึงจะพาทุกคนไปดูว่า ทำไม Batman V Superman ถึงทำให้ความรู้สึกของคนดูต่างกันได้อย่างสุดขั้ว

Batman v Superman: Dawn of Justice เป็นการสานต่อเรื่องราวต่อจาก man of steel หลังจากการปะทะกันระหว่างบุตรแห่งคริปตันกับนายพลชอต ทำให้บ้านเมืองพังพินาศรวมถึงอาคารที่ทำงานของบรูซ เวย์น มหาเศรษฐีแห่งก๊อตแธม ความแค้นจึงถูกจุดในใจว่า เราควรจะจัดการกับซุปเปอร์แมนผู้มีพลังมหาศาลอย่างไรดี ? โดยระหว่างนั้นสภาอมเริกาก็เริ่มมีการเรียกร้องให้ซุปเปอร์แมนออกมารับผิดชอบ ความเสื่อมศรัทธาที่ประชาชนมีต่อซุปเปอร์แมนมีอยู่เป็นวงกว้าง ทำให้เล็กซ์ลูเธอร์ถือโอกาสนี้จัดฉากเพื่อให้ทั้งแบทแมนและซุปเปอร์แมนมาเผชิญหน้ากัน พร้อมทั้งให้กำเนิดสิ่งชั่วร้ายพลังทำลายสูงสุดออกมาอาละวาดด้วย

 

 

 Batman v Superman ค่อนข้างมีเนื้อหาและเส้นเรื่องที่เยอะเพื่อปูสู่หนังรวมจักรวาล DC justice league โดยหนังในช่วงแรกเล่าตั้งแต่การสานต่อเหตุการณ์ใน man of steel  ปมฝังใจเรื่องการสูญเสียครอบครัวของบรูซ เวย์น ตัดสลับกับเหตุการณ์สั่นคลอนศรัทธาของภาคประชาชนที่มีต่อตัวซุปเปอร์แมนและการดำเนินการของสภาฯ ทำให้เราค่อนข้างจะใช้เวลาในส่วนนี้ค่อนข้างมากกว่าจะเข้าสู่แกนหลักของเรื่อง ที่มัดเอาปมความแค้นของแบทแมนมาเป็นตัวจุดระเบิดในการจัดการบุตรแห่งคริปตัน โดยการใช้อาวุธพิเศษที่สาวกDCรู้ดีว่าคืออะไร ก่อนที่จะเข้าสู่การระเบิดความมันส์ในช่วงท้ายของเรื่องที่เอาชนิดว่าคนดูฟินกับฉากล้างผลาญที่โคตรเท่ห์

 

โดยหนังเน้นการดำเนินเรื่องด้วยภาพที่มีมุมมองแปลกใหม่สวยและอลังการไปในตัว การตัดสลับวิธีการเล่าที่เล่นกับคนดูให้ตามทันเนื้อเรื่องคืออีกสิ่งหนึ่งที่คนดูควรทำการบ้านมาก่อน หรือกลับมาดูอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดที่ซ่อนไว้ตามจุดต่างๆของเรื่อง ที่บอกได้เลยว่าสร้างความเซอร์ไพรส์จนแฟนหนัง DC ต้องร้อง Wow แน่นอน ด้วยความเยอะของ  Batman v Superman  จุดนี้จึงเป็นประเด็นหลักที่ทำให้คนดูหนังแตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยฝ่ายที่รู้สึกเฉยๆด้วยเพราะเหตุผลหนังยัดความเยอะเข้าไปมากรวมถึงอารมณ์ของหนังที่เป็นโทนหม่นดาร์กตลอดทั้งเรื่อง ในขณะเดียวกันฝ่ายที่ชอบก็ฟินไปมากเพราะเนื้อเรื่องจัดเต็มตลอดความยาว 2ชั่วโมงครึ่งและทำให้ได้เห็นฉากอะไรหลายอย่างที่จะเชื่อมไปสู่เรื่องหน้า แถมยังซ้ำท้ายด้วยฉาก Doom Day ที่สุดยอดอีกด้วย ในส่วนของความดาร์กหลายคนก็เข้าใจเพราะมันเป็นสไตล์หนังของ DC ไปแล้ว

 

 

เฮนรี่ คาวิลล์ กับการกลับมารับบทซุปเปอร์แมนอีกครั้งถือว่าคืนฟอร์มได้อย่างยิ่งใหญ่ หลายฉากที่ฉายให้เห็นความเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่ยังแฝงไปด้วยจิตใจ ความรู้สึกในแบบมนุษย์ ส่วน เบน แอฟเฟล็ค ก็สวมบทแบทแมนได้อย่างบึกบึนแข็งแกร่งพอที่จะฟัดกับพี่ซุปได้เลย สิ่งที่สร้างความเซอร์ไพรส์สุดๆให้กับ   Batman v Superman  ของจะหนีไม่พ้นการเปิดตัวของ Wonder woman ที่รับบทโดย  กัล กาด็อท สาวสะพรั่งและสง่างาม ยิ่งตอนเปิดตัวฉากต่อสู้โค้งสุดท้ายถือได้ว่าเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนหนังได้พอสมควร และเจ้าวายร้ายของเรื่อง เล็กซ์ ลูเธอร์ รับบทโดย เจสซี ไอเซนเบิร์ก  ก็มาในมาดกวนหลุดโลกจนอยากจะเอาบาทาของแบทแมนไปยันหนัาให้จบๆ โดยรวม Cast ทั้งหมด แฟน DC ไม่ผิดหวังแน่นอน

ในด้านของเทคนิคงานสร้างทำออกมาอลังการสุดๆทั้งฉากต่อสู้ระหว่างแบทแมนและซุปเปอร์แมน การดีไซน์ขององค์ประกอบฉากที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ได้อารมณ์ของความดิบเถื่อนมาร่วมด้วยเสริมอารมณ์ด้วยเพลงประกอบที่สกอร์โดดเด่นชวนติดตามไปตลอดเรื่อง สิ่งที่ทำให้ Batman v Superman โดดเด่นอีกประการคือการถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทำให้เห็นภาพแบบคมชัด เต็มตากว้างมากขึ้น เหมือนกับโดนดูดเข้าไปในจอเพื่อร่วมศึก เพิ่มอรรถรสให้เข้มข้นเข้าไปอีก แต่ทั้งนี้สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น และคนเรามีหนังที่ชอบต่างกัน ลองไปสัมผัสด้วยตาคุณเองว่า ความเยอะของBatman v Superman จะทำให้คุณฟินได้กี่คะแนน แล้วอย่าลืมมารีวิวบอกต่อกัน

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram