ชะตามิอาจเลี่ยง! ทฤษฎีอธิบายการดีดนิ้วจากถุงมืออินฟินีตี้ อาจไม่ได้คร่าชีวิตแต่...?

 

สิ้นสุดลงไปแล้วกับมหาสงครามล้างจักรวาล Avengers: Endgame เหล่าซูเปอร์ฮีโร่เผด็จศึกเอาชนะจอมไททันผู้บ้าคลั่งได้สำเร็จ ด้วยการแย่งชิงอัญมณีมาจากมือของธานอสของโทนี สตาร์ก ก่อนที่เขาจะสละชีวิตดีดนิ้วทำให้ธานอสและกองทัพสลายหายไป การสลายเป็นผงที่หายไปนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตกว่าครึ่งจักรวาล ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า การดีดนิ้วที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ได้ทำให้ธานอสตายไปจริง ๆ และเข้าอาจจะมีโอกาสกลับมาใหม่ใน MCU

 

 

หลักฐานยืนยันการดีดนิ้วอาจไม่ใช่การคร่าชีวิต

                ย้อนกลับไปใน Doctor Strange เราได้รู้ข้อมูลชัดเจนของการใช้มณีกาลเวลาผ่านบทพูดของ The Ancient One ว่า เธอได้ใช้พลังของมณีสอดส่องกาลเวลาผ่านอนาคตหลายต่อหลายครั้ง เธอเห็นความเป็นไปได้มากมาย แต่สุดท้ายทั้งหมดจะไปสิ้นสุดที่ความตายของเธอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น อย่างที่เราเห็นใน Avengers: Endgame ฮัล์คได้ไปขอ Time Stone จาก The Ancient One แม้ว่าเราจะเห็นเธอกำลังปกป้องอาศรมของตัวเองจากกองทัพของชิทอรี่ แต่เมื่อฮัล์คพูดถึงภัยอันตรายที่ทำให้เขามาที่นี่ เธอกลับไม่รู้ถึงการคุกคามของธานอสแต่อย่างใด นั่นจึงพอจะสามารถยืนยันได้ว่า การกระทำของธานอสเกิดขึ้นหลังจาก The Ancient One เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เธอจำต้องเดิมพันและเชื่อในตัวของ Doctor Strange ที่เธอรู้จากการท่องเวลาว่าเขาจะมาแทนที่ของเธอในฐานะ Sorcerer Supreme

                เมื่อเป็นดังนั้น หากเราจำได้ว่าใน Avengers: Infinity War หมอแปลกใช้มณีวิญญาณบนดาวไททัน เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะเหตุการณ์ทั้งหมด Doctor Strange บอกว่าเขามองผ่านอนาคตกว่า 14,000,605 รูปแบบ แต่เขาเห็นเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นที่เหล่าอเวนเจอร์สจะชนะ หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นหนึ่งในเหยื่อที่สลายไปจากการดีดนิ้ว จากบทพูดนี้เองเราจึงพอจะเดาได้ว่า การที่หมอแปลกมองเห็นความเป็นไปได้มากมายมหาศาล แต่ไม่เห็นสักอนาคตที่เขาจะตาย แม้ว่าเขาจะสลายกลายเป็นผงไปก็ตาม จึงเป็นไปได้ว่าการดีดนิ้วของธานอสอาจไม่ใช่การฆาตกรรม

 

จริง ๆ แล้วเกิดอะไรกับคนที่เป็นเหยื่อดีดนิ้ว

                เราได้เห็นผลของการดีดนิ้วแล้วว่า เหยื่อสลายกลายเป็นผง ทุกส่วนของร่างกาย รวมไปทั้งเสื้อผ้า และอาวุธอื่น ๆ ที่ติดอยู่กับตัวเอง หรือแท้จริงแล้วการสูญสลายกลายเป็นผงไปนั้น มันไม่ใช่การถูก ‘ลบ’ ออกไปอย่างถาวร แต่เป็นการทำให้เกิดการแยกส่วนจนมีขนาดเล็กมาก แล้วกระจัดกระจายหายไป ซึ่งเมื่อ Smart Hulk ดีดนิ้วอีกครั้งทั้งหมดก็ถูกรวบรวมกลับมาใหม่อีกครั้ง ทุกส่วนของร่างกายก่อนที่จะสลายไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรืออาวุธคู่กาย

                สิ่งที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจจะต้องยืมภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Star Trek กับฉากที่เป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ที่เรียกกันว่าการ ‘บีม’ ที่เป็นการแปลงรูปร่างของวัตถุให้กลายเป็นรูปแบบพลังงาน ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ก่อนจะรวบรวมพลังงานดังกล่าวคืนกลับมาเป็นรูปร่างของวัตถุดังเดิม ดังนั้นการดีดนิ้วของธานอส หรือโทนี สตาร์ก อาจไม่ใช่การทำให้สูญสลาย แต่เป็นการแยกส่วนให้เล็กลงไปในระดับโมเลกุล เมื่อ ฮัล์ค ดีดนิ้วอีกครั้งโมเลกุลที่แยกกันนั้นก็กลับมารวมกันอีกครั้งดังเดิม นั่นจึงสามารถอนุมานได้ว่าจริง ๆ แล้วการดีดนิ้วไม่ได้คร่าชีวิตใครไปเลย แต่เป็นการแยกส่วนพวกเขาให้เล็กในระดับโมเลกุล ซึ่งทั้งหมดอาจจะกลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ในมิติควอนตัม เมื่อมีใครใช้พลังก็รวบรวมส่วนเสี้ยวเหล่านั้นกลับมาใหม่ได้ดังเดิม

 

สรุปแล้วธานอสและกองทัพของเขาอาจไม่ได้จากไปตลอดกาล

                จากข้อสังเกตุและสมมติฐานทั้ง 2 ข้อข้างบน จึงพอจะทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า จริง ๆ แล้ว การที่โทนี สตาร์ก สละชีวิตเพื่อดีดนิ้วสลายธานอสและกองทัพให้หายไปนั้นอาจไม่ใช่การคร่าชีวิตเขาอย่างสมบูรณ์ และด้วยการกระทำของธานอสที่มีผลไปทั่วทั้งจักรวาล แน่นอนว่ามันไม่ได้มีแค่เหล่าฮีโร่บนโลกเท่านั้นที่รู้เรื่อง และพยายามหาคำตอบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตในอวกาศต่าง ๆ อาจพยายามหาทางแก้ไขด้วยก็เป็นได้ เพียงแค่ทางภาพยนตร์ไม่แสดงภาพนั้นให้เราเห็น

                ทั้งนี้ แม้ว่าธานอสดูเหมือนจะไม่ได้สลายหายไปจริง ๆ แต่การจะทำให้เขากลับมาอีกครั้งอาจจะไม่เหมาะกับเรื่องราวต่อไปของ Marvel Cinematic Universe เพราะธานอสปรากฎตัวใน The Infinity Saga และมีอิทธิพลต่อเรื่องราวมายาวนานกว่า 11 ปี เรื่องราวของเขาสิ้นสุดลงแล้ว การจะพาเขากลับมาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักของการก้าวต่อไป สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้ก็คือ ผลกระทบที่ตามมาหลังจากการดีดนิ้วย้อนคืนของฮัล์ค จะส่งผลอย่างไรต่อโลกบ้าง คำตอบอาจรอเราอยู่ในภาพยนตร์เรื่องถัดไปนั่นคือ Spider-Man: Far From Home ที่จะเข้าฉายในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ที่ Major Cineplex

 

Source: Screen Rant