REVIEW : The Revenant มหากาพย์ตาต่อตาสุดพลัง แค้นนี้ต้องหลั่งล้างด้วยเลือด!

The Revenant
มหากาพย์ตาต่อตาสุดพลัง
แค้นนี้ต้องหลั่งล้างด้วยเลือด!
BY FEEDMYBRAIN

 

 

จะมีภาพยนตร์ซักกี่เรื่องที่หาญกล้าใช้แสงจริงถึง 99.99% ในการถ่ายทำ พร้อมทั้งเรียงลำดับการถ่ายทำตามเหตุการณ์จริงตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่ไม่เกรงกลัวกับปัญหาใดๆที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงฝ่าฝันความหนาวเย็น พาเหล่านักแสดงและทีมงานยกกองกันไปถ่ายทำอย่างเข้มข้นด้วยวิธีการสุดโต่งที่เน้น “ความสมจริง” อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่ง The Revenant ... ต้องรอด ภาพยนตร์ดราม่าผลงานล่าสุดของ อเลฮังโดร จี. อินาร์ริตู พิสูจน์แล้วว่า มันมีหนังแบบนั้นจริง!

The Revenant … ต้องรอด เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของชายที่ชื่อ ฮิวจ์ แกลส นักค้าขนสัตว์ในอเมริกาที่ต้องเอาชีวิตรอดจากการถูกเพื่อนทิ้งให้ตายกลางป่า เพื่อกลับไปแก้แค้นคนที่ทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาให้ได้ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ หิมะตกไม่ปราณี ฮิวจ์ แกลส ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอดจากทั้งสภาพอากาศอันโหดร้าย สิงสาราสัตว์ และชนเผ่าพื้นเมือง ศัตรูที่หมายจะฆ่าฟันเหล่าผู้บุกรุกป่าและพื้นที่ของพวกเขาให้สิ้นซาก

 

 

ดูเหมือน อินาร์ริตู ผู้กำกับชาวเม็กซิกันที่เพิ่งทำให้ Birdman คว้าออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว จะกลับมาปกป้องบัลลังก์หนังยอดเยี่ยม (และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย) อีกครั้ง เมื่อ The Revenant อัดแน่นไปด้วย “วิธีการ” ถ่ายทอดเรื่องราวที่เปี่ยมคุณภาพเหมาะแก่การศึกษาและสำรวจความคิดสร้างสรรค์นี้เป็นอย่างยิ่ง อินาร์ริตู ผู้กำกับยึดมั่นเอา “ความสมจริง” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการถ่ายทำและเล่าเรื่องราว ทำให้เกิดเป็น “ความท้าทาย” ต่อทั้งเหล่านักแสดงและทีมงาน ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้เมื่อยิ่งยากยิ่งท้าทาย ก็ยิ่งเปี่ยมมนต์เสน่ห์และความมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะซีนเอาตัวรอดของ ฮิวจ์ แกลสกับม้าของเขา หรือซีนฟัดหมีของลีโอก็ยอดเยี่ยมทั้งสิ้น

The Revenant เสริมความเข้มข้นด้วยประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ “ความเป็นอารยชน” ของชาวตะวันตกในอดีต ตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขากระทำต่อชนพื้นเมืองที่ชาวผิวขาวอ้างว่ามันคือ “ความศิวิไล” ที่พวกเขานำมาสู่สังคม หากแต่เบื้องหน้านั้นเราจะสัมผัสได้ทันทีเลยว่า มันไม่ใช่อย่างที่ลมปากของพวกเขาพูดโดยสิ้นเชิง รวมไปถึงหนังยังพาเราไปสำรวจกับความคิดความเชื่อของมนุษย์ พร้อมกับตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วหากเราไม่เหลือสิ่งใดให้จิตใจได้ยึดเหนี่ยว ชีวิตของเราจะไปสิ้นสุดที่เส้นทางใดกัน โดยถ่ายทอดผ่านชีวิตของตัวละครหลักอย่าง ฮิวจ์ แกลส ชายที่ถูกทิ้งให้ตายทั้งเป็น ไปพร้อมๆกับตัวละครอื่นที่ก็มีความเชื่อและสิ่งที่ยึดเหนี่ยวในใจแตกต่างกันไปด้วย

 

 

สิ่งที่ยอดเยี่ยมควรค่าแก่การเชิดชูที่สุดในเรื่อง ต้องขอยกให้กับการกำกับภาพของ เอ็มมานูเอล ลูเบซกี้ เจ้าของรางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อนคนนี้ (ที่ปีนี้ก็เข้าชิงอีก) ลูเบซกี้ เป็นคนสำคัญที่เสกให้เรื่องราวนั้นดูเป็นมหากาพย์การล้างแค้นด้วยเลือดที่สนุกมากยิ่งขึ้น เข้มข้นในทุกฉาก บีบคั้นทางอารมณ์และอ้าปากค้างไปกับการถ่ายทอดเรื่องราว โดยเฉพาะเมื่อดูในระบบ IMAX ที่ให้สัดส่วนของภาพที่เต็มตาและให้ความสว่างของภาพในระดับที่เหมาะสมแล้ว ยิ่งทำให้เราทึ่งไปกับภาพอันอลังการ ละเมียดละไม และการถ่าย Long Take ที่ขึ้นหิ้งเป็นที่เลื่องลือของ ลูเบซกี้ ที่เล่าเรื่องราวการเอาตัวรอดของ ฮิวจ์ แกลส ได้อย่างสมบุกสมบัน ดิบ มีจังหวะให้เราสามารถอินเข้าไปกับเรื่องได้น่ามหัศจรรย์ ยืนยันตรงนี้เลยว่า ภาพของ The Revenant นั้นสามารถ Export ออกมาทีละเฟรมแล้วยังคงความงามไว้ได้หมดทุกรูปจริงๆ!

 

 

และแน่นอนว่า การแสดงขั้นเทพของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ บุรุษผู้รับบทหนักที่สุดของเรื่องคนนี้ก็ช่างเจิดจรัสและส่งพลังผ่านทางสายตาและท่าทางได้อย่างหนักหน่วง ควรค่าแก่ออสการ์นำชายปีนี้ทีเดียว (แม้คู่แข่งก็แข็งแรงมากเช่นกัน) ในแต่ละฉากที่เราเห็นลีโอต้องเอาตัวรอด สายตาของเขาบอกคนดูได้นับเป็นร้อยคำ บอกเล่าถึงสภาพภายในและความรู้สึกที่เปี่ยมล้มออกมาได้อย่างน่าชื่นชม บทเปิดช่องให้ ลีโอ ได้ถ่ายทอดอะไรต่อมิอะไรมากมาย และมันดีงามทุกครั้ง สมจริงทุกครั้งจนน่าตกใจ และเมื่อประกบคู่กับ ทอม ฮาร์ดี้ ผู้รับบทเป็น จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ มหากาพย์การล้างแค้นนี้ก็ยิ่งทวีคูณความมันส์และถึงพริกถึงขิงมากสุดๆด้วย ขอชื่นชม ทอม ฮาร์ดี้ อีกซักนิดว่า เขาเล่นได้อย่างน่าหมั่นไส้ และทำให้คนดูสามารถเกลียดในความเห็นแก่ตัวของเขาได้ลึกทีเดียว แต่กลับกัน เราก็สามารถโอนอ่อนและเข้าใจเขาได้ในท้ายที่สุดด้วย บอกเลยว่า ทุกซีนที่สองคนนี้ปะทะกันนั้นมีแต่ความปังระดับสิบล้านที่ควรค่าแก่การชม!

 

 

นอกจากนี้ The Revenant ยังมีดนตรีประกอบที่ช่วยแผ่ขยายสัมผัสของเรื่องราวและบรรยากาศของการเอาตัวรอดในป่าได้อย่างน่าทึ่งและเสริมรสชาติ เปิดประสาทหูให้ได้รับฟังกับเสียงเลียนแบบธรรมชาติที่บีบคั้นอารมณ์ และลุ้นตัวโก่งไปกับความเป็นความตายของตัวละคร แม้ท้ายที่สุดแล้วเส้นเรื่องและบทอาจจะไม่ได้ลงลึกหรือจัดจ้านเท่ากับ Birdman ปีที่แล้ว แต่องค์ประกอบอื่นอย่างภาพ, การแสดง, และทิศทางของผู้กำกับ ก็ยังคงทำให้ The Revenant เป็นอาหารจานหลักอีกชิ้นหนึ่งที่ควรค่าแก่การลิ้มรสนั่นเอง

The Revenant ... ต้องรอด ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram