รีวิว ‘ขุนพันธ์’ การปะทะสองขั้วอาคม...งัดพลังสายเวทย์-แอ็คชั่นเหนือจริง

รีวิว ‘ขุนพันธ์’ การปะทะสองขั้วอาคม
งัดพลังสายเวทย์-แอ็คชั่นเหนือจริง 

 

 

เมื่อบุคคลในประวัติศาสตร์จริงอย่าง ขุนพันธรักษ์ราชเดช  นายตำรวจผู้ปราบเสือมาทั่วถิ่นแดนไทย ได้รับแรงบันดาลใจให้กลายเป็นต้นเรื่องภาพยนตร์แอ็คชั่นผสานอาคมเหนือจินตนาการ ทำให้เราหลายคนต้องจับตาความแรงของหนังไทยเรื่องนี้เพราะไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้เห็นความสดใหม่ของเนื้อหาและการปะทะกันของสองนักแสดงชั้นนำอย่าง อนันดาและน้อย วงพรู ซึ่งทั้งคู่เป็นที่ไว้วางใจของคนดูอยู่แล้วว่าอินเนอร์แรงสุดๆ ด้วยตัวเรื่องที่น่าสนใจ นักแสดงที่ดึงดูด ทำให้เราคาดหวังว่า ‘ขุนพันธ์’ จะเป็นอีกหนังไทยที่ประสบความสำเร็จของปี2016 ซึ่งนั่นก็จริงเพราะหนังไม่ทำให้เราผิดหวังเลยแม้แต่นิด 

ขุนพันธ์ เล่าเรื่องราวในช่วงปี พ.ศ. 2481 ขณะที่โลกกำลังวุ่นวายกับสงครามโลกและไทยเริ่มจะเข้าร่วมสงครามมหาเอเชียบูรพาและผันแปรไปตามกระแสวัฒนธรรมต่างชาติ ไม่เฉพาะศึกนอกบ้าน แต่ศึกในบ้านเอง ไทยก็เริ่มปั่นป่วนจากการซ่อมสุมของชุมโจรที่สร้างอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ แต่ในความมืดมัวของสังคมนั้น นายตำรวจหนุ่มชื่อว่า “นายบุตร์” หรือ “ร้อยตำรวจโทขุนพันธรักษ์ราชเดช” (อนันดา เอเวอริงแฮม) กลับท้าทายอิทธิพลนั้นด้วยการลุยเดี่ยวไปปราบเสือที่แดนใต้ ด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่ฝึกฝนร่ำเรียนมา คาถาอาคม และความเชื่อมั่นในความยุติธรรม ขุนพันธ์จึงเสนอตัวรับผิดชอบคดีใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าทำนั่นคือการตามจับจอมโจร “อัลฮาวียะลู” (กฤษดา สุโกศล แคลปป์) โจรจอมขมังเวทย์ที่แกร่งกล้าด้วยอาคม หนังเหนียว ฟันยิงไม่เข้า พร้อมกับเสือสมุนที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้หลายรูปแบบ 

 

 

ขุนพันธ์ ไม่ได้เล่าเรื่องแบบหนังชีวประวัติแต่เล่าเรื่องในแบบฉบับหนังแอ็คชั่นที่ผสมผสานเรื่องราวความเชื่อ ไสยศาสตร์และพุทธคุณ ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเหนือจริงในการสำแดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่นั่นทำให้หนังมีรสชาติความสนุกเหมือนกับได้ดูหนังคาวบอยของเมืองนอกแต่ในแบบฉบับไทยๆ นอกจากนี้ตัวหนังยังสอดแทรกสะท้อนสังคม การเมือง การฉ้อโกงทุจริตและการใช้อำนาจเอารัดเอาเปรียบในสังคม แม้เป็นอย่างนั้นหนังก็ยังไม่ลืมส่งเสริมเรื่องความไม่ย่อท้อในการยึดมั่นคุณธรรม ความดี และการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้คนโดยไม่หวั่นเกรงอันตราย ทำให้เราได้เห็นภาพขุนพันธ์ คือวีรบุรุษผู้เสียสละอย่างแท้จริง

ในด้านการแสดงของ อนันดา และ น้อย กฤษดา กินกันไม่ลงจริงๆเพราะทั้งสองต่างแสดงฝีมือแบบเข้มข้นแบบไม่มีใครยอมใคร การปลดปล่อยพลังการแสดงจากแววตา สีหน้า น้ำเสียงเมื่อเวลาที่คู่นี้มาเผชิญหน้ากันทำให้คนดูถึงต้องจับตามอง รวมถึงประโยคเจ็บๆที่ จอมโจร อัลฮาวียะลู มักจะพ่นออกมาทำให้เราสะอึกและนึกถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องชื่นชมอีกอย่างคือการออกแบบตัวละครทั้งสองให้มีคาแรคเตอร์ต่างกันสุดขั้วทั้งในแง่ของความดี ความชั่วและมุมมองต่อการมองโลกด้วย

 

ส่วนเอฟเฟ็กต์ของขุนพันธ์ เราจะได้เห็นการหยุดกระสุน ฉากประจันหน้ากับรถไฟ ฉากขี่ม้าเท่ๆ การปะทะกันทั้งเดี่ยวและกลุ่ม ทำออกมาได้แบบตื่นตาตื่นใจ ส่วนคุณภาพของเทคนิคCG ก็ถือว่าอยู่ในระดับหนังไทยทั่วไปแต่ เมื่อผสานกับเรื่องไสยศาสตร์ เวทย์อาคมยิ่งทำให้งานภาพน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ส่วนที่เราชอบของหนังเรื่องนี้คือการคุมโทนสีหนังให้ออกมาสไตล์วินเทจหน่อยๆ เหมือนดูหนังยุคคาวบอย การจัดแสงและเงาที่ช่วยเสริมพลังความขลังให้กับหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ ขุนพันธ์ ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของหนังไทยที่ควรสัมผัสด้วยตาตัวเอง เพราะสิ่งที่เราเคยได้ยินมาจากตำนานเรื่องเล่า เมื่อถูกพัฒนาให้เป็นหนังฟอร์มยักษ์แล้วจะเป็นแบบไหน ช่วยกันอุดหนุนส่งเสริมหนังไทย รวมถึงไปพิสูจน์ฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของอนันดาและน้อย กฤษฎา ที่รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram