รีวิวฉบับเต็ม X-Men: Apocalypse ความแข็งแกร่งของหนังมนุษย์กลายพันธุ์ และประเด็นแฝงที่คุณอาจไม่รู้

X-Men: Apocalypse
ระเบิดพลังมิวแทนต์สุดอลังการ
ฟินกับซีนเอาใจแฟน ยังไงก็รัก!

BY FEEDMYBRAIN

 

 

หลังจากสร้างความมันส์เคล้าประเด็นเยี่ยมไปใน X-Men: Days of Future Past เมื่อปี 2014 พร้อมกับเซ็ตไทม์ไลน์ใหม่และเปิดช่องว่างให้สนุกกับมิวแทนต์อีกมากมาย การกลับมาของไบรอัน ซิงเกอร์ กับ X-Men: Apocalypse ในครั้งนี้มาพร้อมกับ “ความแข็งแกร่ง” ทั้งด้านงานภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์สุดพลังและการพัฒนาตัวละครที่หยิบเอา “มุมฟิน” ที่ทั้งคอหนังและคอคอมิกต่างต้องร้องกรี๊ดให้ เป็นการหยิบเอา “จุดแข็ง” ของเส้นเรื่องตัวเองมาขยี้และเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน จนมั่นใจเลยว่า X-Men: Apocalypse จะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งการต่อสู้สุดมหัศจรรย์ที่จะทำให้เราหลงรักเหล่ามิวแทนต์มากขึ้นอีกเป็นกอง!

 

“ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด!”

 

 

คำโปรยอันหนักแน่นของ X-Men: Apocalypse ที่กลายมาเป็นเส้นเรื่องหลักในการตามหา “ความแข็งแกร่ง” ที่แท้จริงผ่านนิยาม และความคิดของมิวแทนต์ที่แตกเป็น 2 ขั้วอย่าง อะพอคาลิปส์ (ออสการ์ ไอแซ็ค) มิวแทนต์ตัวแรกของโลกที่หมายมั่นจะชำระล้างโลกใบนี้ พร้อมกับปลดปล่อยเหล่ามิวแทนต์ที่ในตอนนั้นอยู่ในสภาพทาสรับใช้ “กฏและระบบสังคม” ของมนุษย์ และ ชาร์ลส เซเวียร์ (เจมส์ แมคอะวอย) มิวแทนต์ที่มีพลังอ่านใจคนและยังคงมี “ความหวัง” ในมวลมนุษยชาติเสมอ โดยที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าตนเองคือพระเจ้า และเราไม่ควรอยู่ใต้อาณัติของใคร กับอีกฝ่ายหนึ่งที่รู้ว่าตนเองมีพลังอำนาจ แต่กลับใช้มันอย่างเหมาะสมเพื่อให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

หนังยังคงสานต่อเหตุการณ์จาก Days of Future Past โดยที่สถานการณ์ระหว่างมนุษย์และมิวแทนต์ยังคงระสับระส่าย มนุษย์ไม่เชื่อมั่นในตัวมิวแทนต์ เพราะพวกเขา “กลัว” ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ และตัวมิวแทนต์เองก็ “กลัว” สังคมภายนอกที่มองว่าพวกเขาเป็นศัตรูด้วย เราจะเห็นประเด็นของการเป็นคนแปลกแยกในสังคมผ่านเหล่าตัวละครมิวแทนต์รุ่นเด็กอย่าง จีน เกรย์ (โซฟี เทอร์เนอร์) หรือ สก็อตต์ ซัมเมอร์ส (ไท เชอริแดน) ที่ภาคนี้เล่นกับความรู้สึกและความหลังของเหล่าตัวละครได้อย่างสวยงาม ทำให้คอหนังได้อินไปกับชีวิตของเหล่ามิวแทนต์จริงๆ และได้จิ้นกับ “ความรู้สึกดีๆ” ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นระหว่างตัวละครที่เราชื่นชอบด้วย    

 

“ทุกคนเคยกลัว แต่จงเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้าซะ”

 

 

ต้องบอกว่า X-Men: Apocalypse คือการเปลี่ยนผ่านของรุ่นเด็กสู่การเป็นรุ่นเดอะของ X-Men หนังทำให้เรารู้จักพวกเขาในฐานะมิวแทนต์วัยใสที่ไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ สู่การเติบโตขึ้นและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สนามรบที่พวกเขาต้องใช้พลังเพื่อปกป้องคนที่รัก ซึ่งในหนังนั้นอุดมไปด้วย “ความแข็งแกร่ง” ของซีนเด็ดที่มาจากตัวละครเหล่านั้นทีเดียว ตั้งแต่ฉากของ ควิกซิลเวอร์ (อีแวน ปีเตอร์ส) ที่ยังจี๊ดจ๊าดเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความแสบสันต์ของบุคลิกสุดกวน, ฉากการต่อสู้ที่เผยความสามารถของไนท์ครอว์เลอร์ (โคดี้ สมิธ แม็คฟี) ที่ตื่นตาตื่นใจ และเพิ่มไดนามิกความสนุกให้กับหนัง, ฉากโชว์พลังของ สก็อตต์ (ไท เชอริแดน) ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ต้องเปลี่ยนจากนักเรียนเป็นทหารในบัดดล หรือจะเป็นฉากสุดท้ายของจีน เกรย์ (โซฟี เทอร์เนอร์) ที่ทำเอาแฟนๆกรี๊ดแน่นอน ทุกคนต่างก้าวผ่าน “ความกลัว” ในจิตใจและเชิดหน้าสยายปีกยอมรับในพลังที่แตกต่างของตัวเองอย่างสมภาคภูมิ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็น X-Men อย่างสมบูรณ์

 

“นายมีความดีอยู่ในตัว นายมีมากกว่าที่นายเห็น”

 

 

แต่ใช่ว่า X-Men: Apocalypse จะเทบทไปให้รุ่นเด็กอย่างเดียว เพราะเหล่าตัวพ่อตัวแม่มิวแทนต์ก็ยังคงเฉิดฉายเหมือนเดิม เราชอบที่หนังหยิบจับความทรงจำเก่าๆจาก First Class และ Days of Future Past กลับมาเล่นให้พอหอมปากหอมคอ และยังโชว์ความลึกซึ้งของสายสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างเอาไว้ โดยเฉพาะคู่ของชาร์ลส์ เซเวียร์ (เจมส์ แมคอะวอย) และ เอริก เลนเชอร์ (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) ที่อยากบอกเลยว่า “จิ้นมาก” จิ้นกว่านี้ก็ต้องเป็นแฟนกันแล้ว มันมีรายละเอียดที่ทำให้เราอินลึกถึงตัวละครของทั้งคู่ ยิ่งได้นักแสดงระดับแนวหน้าของวงการมาถ่ายทอดแล้ว ยิ่งทำให้สายสัมพันธ์นี้มีค่าและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น
[ปล. เจ้ มิสตีก (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) และ บีสต์ (นิโคลัส ฮอลต์) ก็กลับมาผนึกกำลังจิ้นด้วย]

ทางด้านวายร้ายของเรื่องอย่าง อะพอคาลิปส์ (ออสการ์ ไอแซ็ค) และเหล่า 4 จตุรอาชา เรียกได้ว่าเป็นทีมที่ดูน่าเกรงขามและน่ากลัวมาก และฉากการต่อสู้ก็ยิ่งใหญ่สมกับพลังของพวกเขา โดยเฉพาะ ไซล็อค (โอลิเวีย มันน์) ที่ทุกท่วงท่าน่ามอง เป็นขาบู๊แรงสวยเลิศของจริง แต่น่าเสียดายที่พวกเขาอาจยังไม่ได้รับสปอตไลท์มากเท่าที่ควร และบทอาจยังไม่สตรองพอเท่ากับ Days of Future Past นั่นเอง

 

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมสำหรับการต่อสู้ใน X-Men: Apocalypse นั้นคือ วิชวลเอ็กเฟ็กต์สุดอลังการที่ทำให้กรุงไคโร อียิปต์กลายสภาพเป็นสมรภูมิรบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ตั้งแต่เปิดเรื่องที่เล่าถึงตำนานของ อะพอคาลิปส์ ไปจนถึงท้ายเรื่องของฉากมหากาพย์การต่อสู้ ภาพสามารถเล่าเรื่องได้อย่างสวยงาม และเสริมจินตนาการการต่อสู้ของมิวแทนต์ตัวเทพได้อย่างตื่นตาตื่นใจ และเมื่อเสริมด้วย สกอร์เพลงประกอบที่อัดแน่นความมันส์ได้สุดมาก บิ๊วได้ดีมากถึงมากที่สุด ทุกการต่อสู้จึงดูยิ่งใหญ่และสร้างความรู้สึกอันสดใหม่ให้กับคนดูจริงๆ

คำว่า “แข็งแกร่ง” สำหรับ X-Men: Apocalypse อาจไม่ได้หมายถึง คนที่ครอบครองพลังอำนาจมหาศาลที่สุด แต่มันหมายถึงคนที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อคนอื่น และรู้ว่ามีคนที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อเขาเช่นกัน เหมือนกับลูกธนูที่อยู่ดอกเดียวก็หักได้ง่าย แต่เมื่ออยู่รวมกันเป็นสิบ เป็นร้อยดอก มันก็ยากที่จะหักได้นั่นเอง และนั่นแหละคือความเป็น X-Men ที่แท้จริง

ปล. 2 อย่าลืมดู End-Credit เพราะหนังมีลุ้นให้เราได้เห็นอะไร “ใหม่ๆ” แน่นอน!

 

 

X-Men: Apocalypse เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram