ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ จากแม็กนีโต เป็น คาล-อากีลาร์ นักฆ่าข้ามกาลเวลา ใน Assassin’s Creed

ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ จากแม็กนีโต เป็น คาล-อากีลาร์ นักฆ่าข้ามกาลเวลา 
ใน Assassin’s Creed

 

 

ด้วยประสบการณ์จากการรับบทเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ผู้ทรงพลัง แม็กนีโต ในหนังอย่างX-Men: Days of Future Past ฟาสเบนเดอร์จึงเข้าใจดีถึงความเป็นไปได้ในการเล่าเรื่องจากเงื่อนไขตั้งต้นของเกมที่มีความเป็นไซไฟและเล่นกับเรื่องเวลา เขาตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสขยายโลกที่กว้างอยู่แล้วของ Assassin’s Creed สู่จอภาพยนตร์“เมื่อผมได้พบทีมงานจาก Ubisoftทีมงานเริ่มอธิบายโลกโดยรวมของเกมและแนวคิดเรื่องความทรงจำในดีเอ็นเอให้ผมฟัง ผมรู้สึกว่ามันเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ” ฟาสเบนเดอร์กล่าว “ผมนึกถึงความเป็นไปได้ในการดัดแปลงเรื่องราวนี้ให้เป็นประสบการณ์ทางภาพยนตร์ เรามองแบบภาพยนตร์มากกว่าจะมองแบบวิดีโอเกม”

ด้วยเหตุนี้จึงมีการสร้างตัวละครใหม่ขึ้นมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการรับบทควบของฟาสเบนเดอร์เป็นคาลและอากีลาร์ นักแสดงรายนี้กล่าวถึงคาลว่า “เขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในตระกูลใดๆ เขาคล้ายคนหลงทาง เขาเข้าๆ ออกๆ เรือนจำอยู่ตลอด” ในทางตรงกันข้าม อากีลาร์นั้น “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกลุ่มอัสแซสซิน เขามีเป้าหมายและมุ่งหน้าสู่เป้าหมายนั้น เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม”

เมื่อได้ฟาสเบนเดอร์มาร่วมงานแล้ว ทีมงานจึงหันไปหาผู้กำกับที่จะมาร่วมงานกับฟาสเบนเดอร์และช่วยให้การเล่าเรื่องครั้งนี้มีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น จัสติน เคอร์เซลเคยร่วมงานกับฟาสเบนเดอร์และมาริยง โกติยาร์ดมาแล้วใน Macbeth ฉบับปี 2015เขาจึงเป็นตัวเลือกที่ลงตัว ฟาสเบนเดอร์พบผู้กำกับชาวออสเตรเลียรายนี้เป็นครั้งแรกหลังจากได้ดูผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเคอร์เซล เป็นหนังอินดี้ดรามาโทนหม่นที่มีชื่อว่าSnowtown“ผมคิดเลยว่าอยากทำงานกับคนคนนี้” ฟาสเบนเดอร์กล่าว “ผมรู้ว่าเราทำงานด้วยกันได้จากความรู้สึกที่บอกว่าเขาเป็นคนแบบไหนและจากบทสนทนาที่เราพูดคุยกัน เราโชคดีที่เขาสนใจเนื้อหางานนี้ การได้คนที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์แบบเขาถือเป็นโบนัสชิ้นสำคัญเลยล่ะ”

“ข้อดีข้อหนึ่งในตัวจัสตินคือเขาสามารถทำให้องค์ประกอบที่ซับซ้อนและประเด็นยากๆ กลายเป็นสิ่งที่จัดการได้และเข้าถึงได้สำหรับผู้ชม ซึ่งเขาทำมาแล้วในMacbeth” ฟาสเบนเดอร์กล่าวต่อ “ดังนั้นด้วยมุมมองของเขาและการนำมุมมองนั้นมาใช้ในโลกแฟนตาซี เราจึงรู้ว่าการทำงานร่วมกับเขาจะเป็นโบนัสชิ้นสำคัญ”

การเดินทางของคาลเป็นหัวใจสำคัญที่เคอร์เซลให้ความสนใจ หลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับบรรพบุรุษ คาลได้หันกลับไปมองอดีตอันยุ่งยากสับสนของตนเอง แล้วก็เริ่มที่จะเข้าใจและยอมรับบทบาทของตัวเองในโลกใบนี้อย่างแท้จริง ผู้กำกับรายนี้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสำรวจคำถามพื้นฐาน เช่น คำถามที่ว่าประวัติศาสตร์สามารถสร้างตัวตนของเราได้อย่างไรนอกจากนี้เขายังสนใจเรื่องของความทรงจำทางพันธุกรรม รวมถึงเรื่องที่ว่าการกระทำและทางเลือกของเราอาจส่งผลสะท้อนไปถึงคนหลายรุ่น

“นี่เป็นเรื่องของคนที่เรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใครผ่านประสบการณ์และชีวิตของคนที่อยู่มาก่อนหน้า” เคอร์เซลกล่าว “แนวคิดนี้ดึงดูดใจผม ถ้าคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสายเลือดของคุณเลย คุณจะทำความเข้าใจอารมณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากดีเอ็นเอของคุณได้อย่างไร แนวคิดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนAssassin’s Creedซึ่งผมคิดว่าได้ช่วยยกระดับให้มันเป็นมากกว่าแค่เกมเกมหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับรายนี้กล่าวว่าการนำเสนอเรื่องนี้ให้ถูกต้องเป็นงานที่สลับซับซ้อน “ความท้าทายของAssassin’s Creedก็คือแนวคิดนี้ซับซ้อนมาก” เคอร์เซลกล่าว “เรานำตัวละครยุคปัจจุบันเข้าไปในเครื่องที่เรียกว่าแอนิมัสแล้วเครื่องนี้พาเขาย้อนกลับไปอย่างนั้นเหรอแต่ว่ามันไม่ใช่เครื่องย้อนเวลานะมันเป็นเครื่องเดินทางเข้าไปในความทรงจำต่างหาก ยิ่งกว่านั้นยังมีสงครามระหว่างพวกเทมพลาร์กับพวกอัสแซสซิน รวมถึงการทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าสงครามนี้ยาวนานหลายศตวรรษและเหนือสิ่งอื่นใดเราก็อยากให้ผู้ชมได้รับแนวคิดหลักเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้กลับไปด้วย นั่นเป็นองค์ประกอบที่ท้าทายที่สุดครับ ทำอย่างไรเราจึงจะนำเสนอหนังสองแนวที่ซับซ้อนแตกต่าง เรื่องราวสองยุคสองสมัย และนักแสดงหนึ่งคนที่เล่นเป็นตัวละครสองตัวขณะเดียวกันก็ต้องมอบสิ่งที่น่าพึงพอใจให้ผู้ชมด้วย”

ฟาสเบนเดอร์กล่าวว่าวิสัยทัศน์และความแม่นยำของผู้กำกับช่วยนำงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง “สายตาอันแหลมคมของจัสตินและความชัดเจนว่าเราต้องการอะไรในแต่ละฉากช่วยให้การทำงานมีความกระจ่างชัดในทุกๆ ช่วงครับ” เขากล่าว

 


 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram