รีวิว Arrival เอเลี่ยนมาเยือน บุกเตือนสติมนุษย์ให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า [8.5/10]

Arrival
เอเลี่ยนมาเยือน
บุกเตือนสติมนุษย์ให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า
 BY FEEDMYBRAIN

 

 

“เวลา” คือสิ่งที่จำกัดชีวิตของมนุษย์ให้อยู่บนดาวเคราะห์ทรงกลมที่มีชื่อว่าโลก เราเกิดมา คงอยู่ และดับไป จนกลายเป็นวัฏจักรของชีวิต และเราต่างมีชีวิตตามลำดับก่อนหลัง โดยที่ไม่เคยล่วงรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ... การพูดถึงหัวข้อที่แสนจะเป็นนามธรรมและยากที่จะถ่ายทอดความหมายที่ชัดเจนอย่างเรื่องของ “เวลา” นั้น กลับถูกภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมอย่าง Arrival ... ผู้มาเยือน ค่อย ๆ จับประเด็นสำคัญของเวลาและการใช้ชีวิตของมนุษย์มาผนวกกันกลายเป็นวงกลมที่กลมกล่อม เคล้ารสอย่างมีศิลปะ และแฝงความเซอร์ไพรส์ให้เราได้มาขบคิดกันต่อไป รวมถึงสร้างบรรยากาศการถกเถียงในหมู่เพื่อนที่ไปดูต่อกันยาวไป ๆ ด้วย

Arrival … ผู้มาเยือน เป็นภาพยนตร์ดราม่าไซไฟที่อบอวลไปด้วย “ความลึกลับ” เมื่อยานรูปร่างแปลกตาลำหนึ่งเดินทางมายังโลก เหล่ามนุษย์ตั้งคำถามกับการมาถึงของมันพร้อมกับคอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์โจมตีโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ กองทัพจึงว่าจ้าง หลุยส์ แบงคส์ (เอมี่ อดัมส์) นักภาษาศาสตร์เพื่อมาเป็นตัวกลางในการแปลภาษาและสื่อสารกับสิ่งที่ไม่มีใครรู้จักในครั้งนี้

เมื่อเราพูดถึงหนังเอเลี่ยนบุกโลก แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงการรบราฆ่าฟันให้ตายกันไปข้าง ต้องเลือกว่าเอเลี่ยนหรือมนุษย์ เผ่าพันธุ์ไหนจะอยู่รอดกันแน่ แต่สำหรับ Arrival นั้นต้องบอกว่าไม่ใช่เลยสักนิดเดียว และมันเป็นหนังที่ฉีกกฏความเป็นหนังเอเลี่ยนบุกโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะมันแฝงคอนเซ็ปต์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมความหมายเอาไว้ สะท้อนการใช้ชีวิตของมนุษย์ท่ามกลางการมีอยู่ของ “เวลา” ที่จำกัด และเอเลี่ยนก็เป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนให้เราเห็น “มนุษยชาติ” ณ ตอนนี้ได้อย่างชัดเจนด้วย หนังแฝงความละเมียดละไม ค่อย ๆ เล่าไปอย่างช้า ๆ บางคนอาจจะรู้สึกว่าเนิบ แต่ขอบอกว่าเมื่อคอหนังเริ่มจุดติด และเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเรื่องแล้ว จะค้นพบว่าหนังเรื่องนี้มีแนวคิดที่เปี่ยมด้วยพลัง และชี้ให้เห็นว่าความสงบสุขของเรามันเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพียงแค่เราหันหน้าคุยกันและทำความเข้าใจกันและกันนั่นเอง

 

 

แม้ว่าเนื้อหาที่ Arrival กำลังพูดถึงนั้นจะมีความซับซ้อน แต่ตัวหนังก็อาศัยความเป็นภาพยนตร์ในการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ และทำให้เราค่อย ๆ ซึมซับและเข้าใจไปกับทุกการกระทำของตัวละคร รวมถึงเข้าไปถึงแก่นแท้ของเรื่องที่หนังต้องการจะสื่อสารด้วย สิ่งที่ต้องขอเชิดชูคือการกำกับของ เดนิส วิลเลนเนิฟ ที่ทำให้หนังนั้นออกมาพอดี กลมกล่อม และประทับใจมาก เขาทำให้ Arrival กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เราต้องหันกลับมามองการกระทำของเราและโลกในปัจจุบัน มันคือเครื่องมือในการสำรวจความเป็นไป และนำเสนอแนวทางการแก้ไขที่แม้จะดูเป็นอุดมคติ แต่ถ้าหากทำได้จริง โลกนี้จะสงบสุขแค่ไหนกัน และชีวิตของมนุษย์เราคงมีแต่ความสุขที่แท้จริง

อีกจุดหนึ่งที่ควรคาราวะคือ การแสดงของเอมี่ อดัมส์ ที่ชัดเจน ละเอียด และแตกต่างกันอย่างสวยงามในแต่ละฉาก คนดูสามารถสัมผัสได้เลยว่า ฉากนี้ หลุยส์ แบงค์ส ตัวละครของเธอกำลังรู้สึกอย่างไร และแม้เธอจะไม่ได้พูดบทสนทนาอะไรออกมา แค่กล้องจับไปที่หน้า เราก็สามารถเข้าใจถึงความรู้สึกตรงนั้นได้แล้ว เอมี่ อดัมส์สามารถถ่ายทอดความรู้สึกภายในออกมาภายนอกผ่านทางร่างกายอย่างสีหน้า แววตา และการขยับได้อย่างดีเหลือเกิน และบอกเลยว่าเธอคือส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้หนังทั้งเรื่องสามารถเดินทางต่อไป ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่ต้องการได้อย่างมีเสน่ห์และเปี่ยมด้วยความน่าสนใจที่สุด

 

 

แน่นอนว่าการแสดงสมทบของทั้ง เจเรมี่ เรนเนอร์และ ฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์ นั้นก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน แต่ด้วยตัวบทที่ส่งให้ทางเอมี่ อดัมส์มากกว่า ทำให้เราไม่อาจพูดอะไรได้มากนักกับนักแสดงทั้งสองคน แต่พอมาถึงตรงนี้ Arrival ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน และน่าเสียดายที่ตรงจุดนั้นแอบไปลดความมีเสน่ห์ของหนังลงเล็กน้อย แต่มองกลับกันถึงจุดที่ว่านั้นตามตรรกะของหนัง เราว่ามันก็อาจสะท้อนให้เห็นถึง “สิ่งเล็ก ๆ” ที่สามารถช่วยหยุดความหายนะครั้งใหญ่ และสิ่งเล็ก ๆ นั้นมันจะเกิดขึ้นได้ก็ถ้าหากเราแคร์และพยายามเข้าใจถึงปูมหลังและความเป็นไปของมนุษย์ เพื่อนร่วมชาติของเรามากกว่านี้นั่นเอง

Arrival … ผู้มาเยือน อาจไม่ใช่ของชอบของคอหนังทุกคน แต่เรามั่นใจว่าหนังเรื่องนี้เปี่ยมด้วยคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและเหมาะแก่การนำมาคิดต่อยอดมาก และสิ่งที่หนังพูดเองแม้ว่ามันจะมีความเซอเรียลและเป็นได้แค่ในหนัง แต่ถ้าหากเรานำมาตั้งคำถามกับชีวิตของเรา และใช้คำตอบที่เราค้นหาได้มุ่งลงมือทำต่อไปในอนาคต เราเชื่อว่าโลกนี้จะต้องมีแต่สิ่งที่ดีขึ้นแน่นอน

และแม้ว่าโลกนี้จะมี “กำแพงภาษา” เป็นตัวที่กั้นเราจากการสื่อสารระหว่างกันและกัน แต่น่าแปลกที่เราทุกคน ทุกเชื้อชาติกลับมี “ภาษาสากล” ที่แม้ว่าจะใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจกัน แต่สุดท้ายเราก็สามารถเข้าใจกันและกันได้อยู่ดี และเมื่อเราศึกษาภาษาให้ลึกซึ้งขึ้นแล้ว เราจะเข้าใจถึง “ชุดความคิด” ของเจ้าของภาษานั้น ๆ และทำให้เรามองโลกที่เป็นอยู่นี้เปลี่ยนไปด้วย อยากให้ลองเปิดใจและทำความเข้าใจกับหนังเรื่องนี้ เพราะมันเป็นหนังที่ช่วยต่อยอดทางความคิดได้ดีเรื่องหนึ่งทีเดียว

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram