เผยความรู้สึกนักแสดงดัง....เมื่อซาคารี ลีวาย ต้องมารับบทเป็นฮีโร่จิตใจเด็กอายุ 14

 

 “บิลลี่ แบทสัน ฉันเลือกให้นายเป็นผู้ชนะ!”

ทีมนักแสดง

 

แซนด์เบิร์กเล่าว่าความชอบและความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวลีวายคือสิ่งที่สำคัญมากในช่วงการคัดเลือกตัวนักแสดง “สิ่งสำคัญคือต้องหาคนที่รู้สึกเหมือนเป็นเด็กในร่างของผู้ใหญ่ได้ ผมคิดว่าความผิดพลาดของผู้ใหญ่ที่พยายามเล่นเป็นเด็กคือการลดระดับไอคิว พยายามแสดงออกมาเหมือนคนงี่เง่า ซึ่งเด็กๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น พวกเขาแค่ขาดประสบการณ์และมีความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตมากกว่า พวกเขาไม่มีมารยาเหมือนผู้ใหญ่ทั่วไป นั่นคือสิ่งที่เราตามหาและพบอยู่ในตัวซาคารี ลีวาย”

 

ลีวายรู้สึกตื่นเต้นที่มีโอกาสรับบทของเด็ก 14 ขวบที่อยู่ในร่างของเขา “ผมไม่อยากพูดเลยว่าผมนี่ล่ะคือเด็กในร่างของผู้ใหญ่” เขากล่าวติดตลก “แต่ผมต้องกลายเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีความหวัง ดูมีพลังอย่างเต็มเปี่ยม ฉะนั้นการปรากฎตัวในฉากและสวมบทชาแซมที่บินได้และต่อสู้กับพวกคนร้ายเป็นยังไง? ผมรู้สึกอินอย่างจริงจังเลยล่ะ! ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ถ่ายทำทุกฉากในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดซูเปอร์ฮีโร่สุดป่วนออกมา แต่ยังได้สวมบทของคนที่มีความจิตใจ มีเสน่ห์ และมีอารมณ์ขันออกมาด้วย”

 

นักแสดงชายเล่าว่าการที่เขาโตมาแล้วยังอ่านหนังสือการ์ตูนและเล่นวีดีโอเกมส์นั่นก็ช่วยให้เขาเข้าถึงบทบาท แต่เขาก็ยังรู้สึกว่า “ในฉากที่พ่อมดเสกให้บิลลี่กลายเป็นชาแซมและเขาได้ยินเสียงตัวเองเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกว่านั่นเป็นเสียงของผมนี่! ผมอดใจรอช่วงเวลานั้นไม่ไหวแล้ว ผมรู้ว่ามันต้องสนุกมากแน่” หรือแม้แต่การแสดงในช่วงเวลาต่างๆ “ตอนที่ได้เห็นปฏิกิริยาของเขาเป็นครั้งแรก ภาพตัดต่อตอนที่เขาเรียนรู้ว่าตัวเองมีพลังอะไร” ลีวายกล่าวเสริมว่ามันคือทุกอย่างเลย

 

 ลีวายเล่าว่าการรับบทเด็กผู้ชายที่ต้องอยู่ในร่างของผู้ใหญ่เป็นการถ่ายทอดบุคลิกทั้ง 2 ด้านที่อยู่ในตัวเขาออกมา “เด็กๆ ไม่ใช้ชีวิตในแบบที่ผู้ใหญ่เป็น พวกเขาไม่ต้องมารู้เรื่อง 401ks หรือพวกสัญญาการจำนอง พวกเขาแค่ไปโรงเรียนและคิดว่า ‘ตอนนี้ไม่อยากเรียนวิชาเลขเลย’ พวกเขาไม่ต้องสะสมประสบการณ์จากการเดินทางสู่การเป็นผู้ใหญ่ โดยที่ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกสิ่งต้องเป็นแบบนั้น 

 

 

 “แต่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยเฉพาะการที่ได้เป็นนักแสดง” เขาเล่าต่อว่า “ผมพยายามรักษาทะเยอทะยานในชีวิตเอาไว้อยู่เหมือนเดิม รวมถึงความกระตือรือร้นและความจริงใจ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่มักแสดงออกมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญคือพวกเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์ ผมคิดว่านั่นคือข้อดีของเรื่องนี้และเป็นลักษณะเฉพาะตัวของบิลลี่ เขาเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ นั่นคือเหตุผลที่พ่อมดเลือกจะมอบพลังนี้ให้เขา ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงครั้งใหญ่ที่ทำให้เด็กวัย 14 ขวบนี้มีพลังแบบเหล่าเทพ”

 

พร้อมกันนั้นยังมีความฉลาดแบบโซโลมอน มีความเข้มแข็งแบบเฮอร์คิวลิส มีความอดทนแบบแอตลาส มีพลังแบบซีอุส มีความสามารถด้านการต่อสู้แบบอะคิลิส และมีความว่องไวแบบเมอร์คิวรี่ “แถมเขายังมีความสามารถด้านการควบคุมไฟ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเทพซีอุสมาก ถ้าผมมีความกล้าจนเรียกว่า Zeusitude ได้ ตอนนี้ผมเป็นคนคิดค้นคำนั้นออกมาแล้ว” ลีวายพูดเล่น

 

บรรยากาศในฉากนักแสดงรู้สึกสนุกกับการได้พบกับพลังของชาแซมเช่นเดียวกับที่ตัวละครรู้สึก “ช่วงที่ผมรู้สึกมีความสุขเป็นฉากที่เขาไปขัดขวางการปล้นและได้รู้ว่าตัวเองมีเกราะกันกระสุนครับ แล้วเขาก็เริ่มหัวเราะเพราะกระสุนทำให้รู้สึกจั๊กจี๋” ก่อนที่จะเริ่มการถ่ายทำ ลีวายได้อ่านบทฯ ฉากนี้และยอมรับว่า “ผมถึงกับเผลอหัวเราะออกมาเสียงดังเลยครับ เรียกได้ว่าหัวเราะกลิ้งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นเลย เพราะมันเป็นฉากที่สนุก เราไม่เคยเห็นแบทแมนหรือซูเปอร์แมนต้องจั๊กจี๋กับความสามารถนี้เลย พวกเขาเป็นคู่หูที่ต้องรับภาระใหญ่มานานแล้ว ส่วนบิลลี่เพิ่งก้าวเข้ามาสู่โลกใบนี้ เราได้สัมผัสกับความสุขในแบบเขาและผมก็รักมันมากครับ”

 

เมื่อพูดถึงลักษณะของผู้ชายที่จะมารับบทชาแซม ผู้กำกับฯ แซนด์เบิร์กเล่าว่า “บุคลิกของชาแซมจะซ่อนทุกอย่างเอาไว้ เขาต้องกลายเป็นเด็กผู้ชายที่ดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชง ถ้าเขาอยากทำตัวเนียนหรือกลับเป็นเหมือนเดิมก็แค่พูดว่า  ‘ชาแซม!’ เขาก็จะกลับไปเป็นเด็กธรรมดาอย่างบิลลี่”

 

 

เด็กธรรมดาคนนั้นคือบิลลี่ แบทสันจากฟิลาเดเฟีย โดยก่อนที่เขาจะยอมรับในพลังวิเศษหรือบุคลิกท่าทางที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ เขาต้องอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าใน 6 เขตของรัฐเพนซิลวาเนีย เพราะเขาไม่ต้องการใครนอกจากแม่แท้ๆ เท่านั้น เขาตามหาแม่ตั้งแต่พลัดพรากจากกันในงานรื่นเริงที่มีผู้คนหนาแน่นเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งการตามหาแม่ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวของบิลลี่จึงเป็นสิ่งที่เขาสนใจและเป็นความปรารถนาอันสูงสุด

 

ปีเตอร์ ซาฟรานเล่าว่า “บิลลี่ แบทสันเป็นเด็กที่ต้องพลัดพรากจากแม่เมื่อตอนอายุ 3 ขวบ เขาโตมาในบรรยากาศของบ้านเด็กกำพร้าหลายต่อหลายแห่ง เขามักจะหนีออกมาเพื่อไปตามหาแม่ ซึ่งสุดท้ายในเรื่องเขาได้อยู่กับครอบครัววาสเควซกับกำพร้าคนอื่นๆ ที่พวกเขาดูแลอยู่”

 

บิลลี่ผู้ซื่อสัตย์และมีความมั่นใจในตัวเองรับบทโดยแอชเชอร์ แองเจลที่ไม่เคยได้ยินหรือรู้จักตัวละครนี้ก่อนจะได้อ่านบทฯ เลย แต่หนุ่มน้อยได้ทำการบ้านอย่างรวดเร็วและเล่าให้ฟังว่า “ทันทีที่ได้บทฯ ผมก็รีบไปที่ร้านหนังสือการ์ตูนกับพ่อแม่ อ่านการ์ตูนจนสัมผัสได้ว่าตัวละครนี้เจ๋งแค่ไหน ตอนนั้นผมคิดว่า ‘นี่มันเหลือเชื่อมากเลย! ผมจะได้แสดงหนังเรื่องนี้และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวดีซีแล้ว’ มันเหลือเชื่อมากโดยเฉพาะการที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของผมเลย!”

 

นอกจากความชื่นชมในตัวละครที่เขาต้องรับบทแล้ว เขาพบว่าตัวบิลลี่ก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าชื่นชมด้วยเช่นกัน “บิลลี่มีชีวิตที่ลำบาก แต่เขาเป็นเด็กฉลาดและเอาตัวรอดเก่ง แน่นอนว่าเขาดูเจ้าเล่ห์นิดๆ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เขาต้องปกป้องตัวเองเพราะเขาไม่มีใคร เขามีทางเลือกเดียวเพราะเขาอยากตามหาแม่ให้เจอ เขาเลยต้องทำทุกทางเพื่อความอยู่รอดและตามหาแม่”

 

เมื่อทั้งสองคนต้องมารับบทตัวละครเดียวกัน แองเจลและลีวายต่างไม่เคยร่วมจอกันมาก่อน พวกเขาเลยต้องใช้เวลาร่วมกันและแซนด์เบิร์กได้หาวิธีที่ทำให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนบุคลิกท่าทางกัน

 

  “เราต้องหาสิ่งที่คล้ายกันอยู่แล้วในตัว เพื่อให้การแสดงของเราทั้งคู่ดูคล้ายกัน บิลลี่เป็นคนพูดเร็ว ซึ่งเราก็เลือกข้อนั้นขึ้นมา” ลีวายยิ้ม

 

 

 “สำหรับเราแล้วสำคัญมากที่จะต้องหาท่าทางที่เหมือนกัน ต้องทำบางอย่างเหมือนกันเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจว่านี่เป็นคนเดียวกันบนหน้าจอ” แองเจลเห็นด้วย ทั้งคู่ได้พบกันครั้งแรกในงานฉายภาพยนตร์เรื่องอื่นรอบปฐมทัศน์ แองเจลเล่าว่า “แซ็คแค่ทักว่า ‘ไง บิลลี่?’ เขาดูเป็นคนที่มีพลัง เป็นคนสนุกสนาน มีความอ่อนโยนและถ่อมตัวมากครับ”

 

บิลลี่มีความมุ่งมั่นชัดเจนมากเรื่องการตามหาแม่ จึงทำให้เขามองไม่เห็นโอกาสที่ได้รับจากครอบครัวที่น่ารักตอนที่เขาเดินทางมาถึงบ้านวาสเควซ ในทางกลับกันมันคืออีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เขามีโอกาสหนีในไม่ช้า แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น เขาไม่ได้พบกับการย้ายบ้านแต่เหมือนเป็นการย้ายอาณาจักรไปเลยด้วยซ้ำ

 

แองเจลเล่ารายละเอียดว่า “บิลลี่อยู่ในรถไฟใต้ดินได้ราว 1 นาที ต่อมาก็ได้ไปโผล่ในสถานที่ประหลาดที่เรียกว่าเดอะ ร็อค ออฟ อีเทอร์นิตี้ ซึ่งเป็นโลกของพ่อมดที่กำลังต้องการใครสักคน ซึ่งเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวบิลลี่ เขาเลือกบิลลี่ แบทสันและสั่งให้พูดชื่อเขาออกมา”

 

 เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงได้แต่ตอบรับคำขอของพ่อมดที่ดูแล้วเหมือนจะการใช้เวทมนตร์ของพ่อมดมากกว่าจะเป็นการขอร้อง บิลลี่เลยยอมพูดตามว่า...

 “ชาแซม!”

 

บิลลี่ถึงขั้นสติแตกกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรหรือใคร เขาไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง แต่เขารู้ว่าคนที่จะมีคำตอบให้เขาคือ เฟรดดี้ เพื่อนร่วมหลังคาบ้านเด็กกำพร้าคนใหม่นั่นเอง

 

เขาไม่รู้จะไปไหนจึงรีบกลับไปที่บ้านวาสเควซเพื่อขอความช่วยเหลือจากเฟรดดี้ เพราะถ้าจะหาคนที่รู้เรื่องซูเปอร์ฮีโร่ก็ต้องเป็นพวกคลั่งไคล้ซูเปอร์ฮีโร่มากๆ แซนด์เบิร์กสัมผัสได้ถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกในหนังที่เกิดขึ้นระหว่างซูเปอร์ฮีโร่ของเรากับผู้ที่คลั่งไคล้ “เฟรดดี้คือผู้ชำนาญที่ชาแซมขาดไม่ได้เลย”

 

Shazam! เข้าฉาย 4 เมษายน ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram