ภาคแรกทุกคนตามหาเพนนีไวส์....ส่วนในภาคนี้ทุกคนจะได้รู้ว่าเพนนีไวส์คือใคร!

 

มันกลับมาแล้ว

 

ออกมาเล่นกันเถอะ พวกขี้แพ้!

—เพนนีไวส์

 

มีหลากหลายเหตุผลที่ทำให้พวกขี้แพ้ให้ความสนใจในการโทรมาของไมค์และเดินทางกลับบ้าน มุสเชียตติรู้ว่าเพนนีไวส์อยากให้พวกเขากลับไปด้วยเหตุผลที่โบราณที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ ผู้กำกับฯ เล่าว่า “เขาอยากให้ทุกคนกลับไปเพื่อการแก้แค้น ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ไมค์ได้ยินว่าเกิดเหตุฆาตกรรมใกล้สะพาน เขาไปที่นั่นและเห็นข้อความ ‘กลับบ้าน’ ที่เขียนด้วยเลือด 3 ประโยคเหมือนเพนนีไวส์แหย่พวกเขา ในภาคสองมันยังดูเป็นตัวละครลับอยู่ แต่จะเห็นมันได้ชัดเจนขึ้นและมันกลับมาเพื่อล้างแค้น”

 

บาร์บารา มุสเชียตติเล่าว่า “เขาเฝ้ารอมาตลอดหลายปี แต่รู้ว่าทุกคนต้องกลับมาเพราะเขารู้ว่าความกล้าหาญทำให้เขาพ่ายแพ้ในภาคแรก ระหว่างที่พวกเขาห่างหายไป เขาได้วางแผนบางอย่างไว้แล้ว …”

 

 

การกลับมาของเพนนีไวส์ยังหมายถึงการปรากฎตัวอีกครั้งของบิล ซาร์สการ์ดที่มารับบทอันโหดร้ายและเป็นที่จดจำในเรื่อง “IT” ด้วย มุสเชียตติเล่าว่า “ครั้งนี้เราผลักดันให้บิลทำเต็มที่เลย ซึ่งเขาก็ยอมรับและทุ่มเทกับมันมากขึ้น เพนนีไวส์ปรากฏตัวในหลายรูปแบบและหลายครั้ง เขาควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว ซึ่งบิลก็ไม่ได้ยั้งฝีมือเลย เขามีการแสดงที่คาดเดาไม่ได้ในบทนั้นเสมอ บางครั้งเขาก็ทำให้ผมเดาไม่ถูกด้วย แม้แต่ตัวเขาเองก็เดาไม่ถูก แต่เราไว้ใจกันและมิตรภาพที่เริ่มเกิดขึ้นในเรื่อง ‘IT’ ก็ยังดำเนินต่อไป”

 

เมื่อซาร์สการ์ดและแอนดี้ มุสเชียตติเริ่มคุยกันเรื่องเพนนีไวส์ก่อนการถ่ายทำเรื่อง “IT” ทั้งนักแสดงและผู้กำกับฯ ไม่เคยหยุดคุยกันเรื่องตัวละคร และภาพลักษณ์ของเขาในทั้งสองภาค มีหลายไอเดียทยอยเกิดขึ้นในบทของดาวเบอร์แมนเพื่อหนังทั้งสองภาค

 

 

 สำหรับช่วงเวลาที่ห่างหายจากการรับบทตัวละครนี้ ซาร์สการ์ดเล่าว่า “ผมอยู่ที่แอล.เอ.ด้วยเหตุผลส่วนตัว แอนดี้อยากให้ผมมาทดลองการแสดงที่จะมีการใช้ในหนังเรื่องใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายเดือนก่อนจะเริ่มถ่ายทำ ผมคิดว่าผมต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้และต้องแสดงอะไร แต่นั่นคือฉากที่อยู่ในบทอย่างเต็มตัวเลย ผมโผล่ออกไปและแอนดี้ก็พูดว่า ‘แอคชั่น!’ แล้วเพนนีไวส์ก็โผล่ออกมา ผมเดาว่าเขาไม่ได้หายไปไหนเลย เขายังอยู่ในตัวผม ยิ่งมากวนใจมากขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการแต่งหน้าด้วยซ้ำ ผมรู้สึกช็อคมากที่เขายังชัดเจนขนาดนี้ และเขาพัฒนาตัวละครต่อได้อย่างน่าทึ่งด้วย

 

 “สิ่งที่เปลี่ยนในตัวเขาคืออยากให้ทุกคนกลับมา” นักแสดงชายกล่าว “เรื่องราวส่วนใหญ่ในอดีตคือการสร้างความกลัวให้เด็กๆ หนีไป แต่ตอนนี้เขาต้องการให้ทุกคนกลับมา เพราะเขาคิดถึงทุกคนในแบบที่เขาเป็น ผมคิดว่านั่นทำให้ตัวร้ายดูแข็งแกร่งขึ้น ความกลัวคืออาวุธของเขาได้เสมอ เขาแทรกซึมความกลัวที่อยู่ในตัวมนุษย์ แต่เขาไม่เข้าใจมันจนกระทั่งเจอพวกขี้แพ้และกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาเอง ผมคิดว่าความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น เขาได้พบกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน หลังจากที่เวลาผ่านไปนานความปรารถนาของเขาเลยพัฒนากลายเป็นความคิดถึงขึ้นมา”

 

 

ผู้กำกับฯ ได้พูดถึงความสามารถด้านการแปลงร่างที่มีการพัฒนาว่า “การเผชิญหน้ากับเด็กช่วงแรกๆ ในเรื่องนี้ เราจะนึกออกได้เลยในฉากกระจกว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกับจอร์จี้ แต่ตอนนี้มันมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น เขามีความเจ้าเล่ห์และท้าตายรุนแรงขึ้น เอาจริงเอาจังและอันตรายมากขึ้น หลอนสุดๆ เลย”

 

บาร์บารา มุสเชียตติเล่าว่า “การโผล่มาของเพนนีไวส์ครั้งนี้คิดขึ้นโดยแอนดดี้และบิลทั้งนั้น พวกเขาช่วยกันคิดหลายอย่าง และรู้ว่าทุกคนให้ความร่วมมือกันขนาดไหน มันเป็นการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง และความแตกต่างที่สำคัญระหว่างภาคแรกกับภาคสอง คือในภาคแรกทุกคนตามหาเพนนีไวส์ ส่วนในภาคนี้ทุกคนรู้ดีว่าเพนนีไวส์คือใคร และเขาเป็นตัวร้ายที่ฉลาดมากขึ้น เขาวางแผนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเขาจะแสดงมันให้ทุกคนได้เห็น”

 

นักแสดงจำนวนมากของมุสเชียตติที่มาช่วยทุ่มเทในการเผชิญหน้ากันระหว่างพวกขี้แพ้กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเพนนีไวส์ ได้แก่ โจแอน เกร็กสันในบทคุณเคิร์ช หญิงชราที่อาศัยอยู่ในอาร์ตเมนท์เก่าของมาร์ช ผู้มาต้อนรับบีเวอร์ลีด้วยความวุ่นวาย และทีช แกรนท์ในบทเฮนนรี โบเวอร์สตอนโตที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติ ตั้งแต่มีการถูกจับกุมตัวเมื่อครั้งที่นายอำเภอผู้เป็นพ่อของเขาเสียชีวิตลง

 

 

IT: Chapter Two เข้าฉาย 5 กันยายน ในโรงภาพยนตร์

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram