อภิมหาภาพยนตร์แอ็คชั่น "เร็วทะลุเร็ว" (เข้าฉาย 13 พฤศจิกายน 57)

สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ นาฟิล์ม ภูมิใจเสนอ อภิมหาภาพยนตร์แอ็คชั่น เร็วท้าทุกความระห่ำ แรงกระหน่ำทะลุขีดความตาย

ผลงานเรื่องสุดท้ายของสุดยอดปรมาจารย์คิวบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทยผู้ล่วงลับ

“พันนา ฤทธิไกร”

และการผนึกความมันส์ของสองนักบู๊พันธุ์ระห่ำครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม คนหนึ่งคือนักสู้ศิษย์เอกคนที่สองจากการปลุกปั้น “เดี่ยว-ชูพงษ์ ช่างปรุง” อีกคนคือนักสู้ศิษย์เอกคนสุดท้ายที่โลกต้องจับตา “วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์”

เร็วกว่า แรงกว่า ระห่ำกว่าแบบ Non-Stop 13 พฤศจิกายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

เมื่อความแค้นพุ่งขึ้นถึงขีดสุด...

การไล่ล่าโดยมีชีวิตเป็นเดิมพันจึงเริ่มต้นขึ้น...

            สำหรับ นที (เดี่ยว-ชูพงษ์ ช่างปรุง) แล้ว เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ทำให้ชีวิตของเขาก้าวเข้ามาสู่วิถีแห่งการเป็นนักฆ่าอย่างเต็มตัว ถึงขนาดยอมละทิ้ง ธาร (วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์) น้องชายเพียงคนเดียว ก็เพียงเพื่อแลกกับข้อมูลคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าพ่อแม่ของเขา วันหนึ่งเขาได้รับคำสั่งให้ไปคุ้มครอง พลอย (เมย์-นิศาชล ต้วมสูงเนิน) หลานสาวของผู้มีอิทธิพล ในขณะที่นทีช่วยพลอยให้รอดพ้นจากการลอบสังหาร แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนจากคุ้มครองกลายเป็นฆ่าพลอยซะ  แต่นทีก็ทำไม่ลง เหตุการณ์จึงเกิดพลิกผัน นทีถูกซ้อนแผนให้เป็นแพะในคดีลักพาตัว และถูกไล่ล่าจากมือสังหารลึกลับในขณะเดียวกัน นั่นทำให้นทีต้องกลับไปผนึกกำลังกับธารช่วยกันสู้สุดชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอด พร้อมกับตามล่าหาความจริงว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังของแผนการทั้งหมดนี้!!! การต่อสู้สุดระห่ำที่มีความแค้นเป็นที่ตั้ง มาพร้อมกับกลยุทธ์การต่อสู้แบบมันส์สะใจคอแอ็คชั่น อย่างแน่นอน “จะสู้ให้ชนะ เราต้องเร็วกว่า แรงกว่า และ ระห่ำกว่า” “เร็วทะลุเร็ว” ผลงานหนังแอ็คชั่นสุดระห่ำเที่ยวล่าสุดของสุดยอดปรมาจารย์คิวบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทย “พันนา ฤทธิไกร” ที่ขอกลับมาสร้างผลงานในสไตล์ถนัดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกครั้ง หลังจากว่างเว้นจากผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง “โคตรสู้ โคตรโส” โดยการกลับมาในครั้งนี้ของพันนา เขาก็ขอสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญให้คอหนังแอ็คชั่นจารึกไว้ในความทรงจำ กับเรื่องราววิถีชีวิตมือปืนที่เต็มไปด้วยแง่มุมของความรัก มิตรภาพของพี่น้อง การแก้แค้นที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่ง พันนา ฤทธิไกร พูดถึงจุดเริ่มต้นของ “เร็วทะลุเร็ว” ว่า มันเริ่มมาจากการที่อยากเปลี่ยนภาพหนัง และวิธีการนำเสนอแบบใหม่ๆ ปกติจะมีการคิดฉากแอ๊คชั่นก่อน แล้วค่อยใส่เรื่องราวเข้าไป มาในเรื่องเร็วทะลุเร็วผมอยากทำหนังที่สตอรี่กับฉากแอ็คชั่นเดินไปด้วยกัน ซึ่งเราก็ได้ปรึกษาคุณปรัชญา (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) ถึงเรื่องมุมมองและจังหวะของเรื่องราว ซึ่งมีตัวละครแบบหนึ่งที่ผมอยากทำเป็นหนังอยากเอามาเป็นตัวพระเอกบ้าง ก็คือตัวละครที่เป็นมือปืน เป็นนักฆ่า เลยนึกไปถึงหนังในดวงใจของผมคือเรื่อง “มือปืน” ของท่านมุ้ย คือบอกไว้ก่อนว่าคงไม่อาจเอื้อมทำให้ได้แบบท่านนะ แต่ชอบคาแรกเตอร์ของมือปืนที่พี่เอก สรพงษ์เล่นไว้ เหมือนที่ตัวเอกของเร็วทะลุเร็วที่เดี่ยวเล่น การที่ชีวิตหันเหมาเป็นมือปืนเพราะพ่อแม่โดนฆ่า คือมันเป็นจุดเชื่อมต่อของดราม่ากับแอ็คชั่น เพราะถ้าตรงนี้ไม่มีพลังไม่มีแรงขับพอ พาร์ทของแอ็คชั่นก็ไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่มาถึงก็ต่อยๆ กัน แต่หนังต้องมีความรู้สึกจากข้างใน แล้วขับไปเป็นพลังให้เกิดฉากต่อสู้เสี่ยงตายต่างๆ ได้        กับที่มาของชื่อ “เร็วทะลุเร็ว” ซึ่งหลายคนอาจอยากรู้ถึงที่มาที่ไปของชื่อนี้ ที่ผู้กำกับพันนาตั้งใจสื่อความหมายให้ออกมาตรงกับคอนเซปต์ของการต่อสู้รวมไปถึงฉากเสี่ยงตายที่จะออกสู่สายตาทุกคู่ให้ได้ตะลึงจนแทบหยุดหายใจอีกครั้ง ตอนที่ทำพรีเซ้นท์ฉากแอ็คชั่นไปเสนอเสี่ยงเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) ก็พูดถึงชื่อหนังกัน แล้วก็ชื่อ “เร็วทะลุเร็ว” ผุดขึ้นมา คือคำว่าเร็วในที่นี้คือเร็วมากใจมาจากความแค้นของตัวละคร ไม่ใช่เร็วแบบหนังแข่งรถนะ แต่มาจากความเร็วความแรงในใจของตัวละครที่พุ่งไปหาศัตรูด้วยความแค้น คือผมไม่อยากให้หนังมาบู๊มาต่อสู้กันแบบไม่มีความหมาย หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกว่าการต่อสู้เกิดจากความรู้สึกข้างในจิตใจของมนุษย์เรา ความตื่นเต้นมาจากการไล่ล่า จากหนึ่งไปสอง สองไปสาม สามไปสี่ คือเร็วแรงให้มันทะลุไปเลย คนที่มีความแค้นมากๆ แล้วนำไปถึงฉากแอ็คชั่นและเรื่องราวที่เราจะนำเสนอ ใน “เร็วทะลุเร็ว” ยังถือเป็นการรวบรวมเอาเหล่าขุนพลแอ็คชั่นมาผนึกกำลังสร้างความมันส์ระห่ำกันอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งทีมออกแบบคิวบู๊มือหนึ่งของเมืองไทยอย่าง ธนา ศรีสุข รวมไปถึงผู้ควบคุมฉากเสี่ยงตายอย่าง “เซ้ง-กวี ศิริคะเณรัตน์”  ที่อยู่เบื้องหลังหนังแอ็คชั่นหลายต่อหลายเรื่องของเมืองไทย รวมไปถึงผ่านงานหนังแอ็คชั่นระดับอินเตอร์มาแล้วอย่างโชกโชน และที่ขาดไม่ได้เลยคือเหล่าสตั้นท์แมนระดับโลก ที่พกพาเอารางวัลสตั้นท์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลแอ็คชั่นเฟสเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพของฉากต่อสู้และฉากเสี่ยงตายต่างๆ ซึ่งผู้กำกับ พันนา พูดถึงเรื่องนี้ว่า                                                                                                                                                                                                                 อย่างที่รู้กันดีว่าหนังผมเป็นหนังที่เต็มไปด้วยฉากเสี่ยงตาย  มีแต่งานที่ทำออกมาให้เห็นเป็นภาพในหนังยากมากเพราะฉะนั้นผมจะคิดคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนออกแบบคิวบู๊ มีคนออกแบบฉากเสี่ยงตาย มีสตั้นท์ ผมก็เลือกคนที่เคยทำงานด้วยกัน เพราะว่ารู้ใจกัน แล้วทีมงานเหล่านี้นอกจากเขาจะอยู่เบื้องหลังหนังแอ็คชั่นของไทยแล้ว เขาก็ไปเก็บประสบการณ์ ไปโชว์ฝีมือให้ฝรั่งให้มาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำหนังไทย ทุกคนก็จะกลับมารวมกัน คือมันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มารวมพลังกันทำฉากยากๆ ฉากเสี่ยงตาย อย่างสตั้นท์เราก็จะคัดเลือกจากซีนที่เขาถนัด เช่นตกตึก คนนี้ถนัดเพราะใจถึง บางคนต้องไฟไหม้ท่วมตัว คือทุกคนต้องแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ เรียกว่าเอาสตั้นท์มารวมไว้ในหนังเรื่องนี้เยอะที่สุดเลยก็ว่าได้ อย่างมีฉากหนึ่งก็รวมเอาสตั้นท์มารวมไว้ถึง 60 คน เรียกว่าทุกคนเอาชีวิตเข้าแลกกว่าจะได้ฉากมันส์ๆ มาสักฉาก  ดาราแอ๊คชั่นจะไม่เกิดเลย ถ้าไม่มีสตั้นท์ที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่องานๆ นี้”           และอย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า เร็วทะลุเร็ว” คือผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของสุดยอดปรมาจารย์นักบู๊คนนี้ คนที่สร้างสรรค์ผลงานสุดระห่ำที่ไม่เคยมีใครเคยกล้าทำ หรือกล้าคิดมาก่อน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่วงการหนังไทยต้องสูญเสียบุคคลมากฝีมือคนนี้ไป แต่เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่ “พันนา” สร้างเอาไว้ตลอดระยะเวลา 34 ปีในเส้นทางสายแอ็คชั่น จะเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ที่อยากเดินบนเส้นทางสายนี้ จะได้ใช้ผลงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีในการทำงานต่อไป ซึ่งผู้กำกับพันนาได้ฝากผลงานเรื่องสุดท้ายของเขาเรื่องนี้ว่า ก็อยากฝากคอหนังแอ็คชั่นทุกคนไปช่วยให้กำลังใจหนังบู๊พันธ์ไทยเรื่องนี้ด้วยครับ ทุกคนรวมพลังกันทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาอย่างเต็มที่ บางคนต้องเสี่ยงตายกว่าจะได้ฉากมันส์ๆ ให้ได้ดูกัน แล้วก็อยากจะฝากวุติ นักบู๊เลือดใหม่คนนี้ด้วย ผมเชื่อว่าเขาต้องแจ้งเกิดได้ถ้าคุณได้เห็นฝีมือกัน ไปอุดหนุนกันเยอะๆ ครับ แอ็คชั่นพันธ์ไทยจะได้เติบโตไปสู้กับต่างชาติได้ อย่าลืมไปดูกันครับ “เร็วทะลุเร็ว” 13 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์”  ถึงแม้ว่าตำนานนักบู๊ “พันนา ฤทธิไกร” จะเหลือไว้เพียงชื่อและผลงานที่คนรุ่นต่อไปจะต้องจดจำผู้ชายคนนี้ในฐานะคนที่ทำหนังแอ็คชั่นได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทั้งสไตล์หนัง เล่นจริง เจ็บจริง เสี่ยงตาย ท้าตาย และความทุ่มเทของพันนารวมไปถึงทีมงานทุกคนแบบเกินร้อย ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่าสิ่งเหล่านี้จะหายไปกับชื่อของพันนา เพราะทายาทที่มาจากสายเลือดแท้ๆ ของเขา “กฤษณะ ลาดพันนา” ที่พร้อมจะเดินตามรอยเท้าพ่อต่อไปบนเส้นทางสายนี้ “ก็ตอนนี้ที่มีก็คือทำตามระบบที่พ่อเคยวางไว้ ก็คือตอนนี้ก็อยากจะเคลียร์เรื่องของเร็วทะลุเร็วให้จบก่อน แต่ว่ามีไอเดีย มีโปรเจ็กต์หนังเรื่องใหม่ ๆ ที่พ่ออยากทำ ทางทีมงานก็จะมาช่วยกันคิดช่วยกันทำออกมาเป็นรูปเป็นร่างเพื่อที่จะสร้างเป็นผลงานต่อไป จริง ๆ  หนังแอ็คชั่นสไตล์ พันนา ฤทธิไกร มันโดดเด่นอยู่แล้ว ด้วยเรื่องของคิวบู๊ สมจริง แตะจริง ต่อยจริง แต่อยู่บนความเซฟตี้ที่ปลอดภัย มีเรื่องความเสี่ยง มีเรื่องคิวแอ็คชั่น เสี่ยงตายยาก ๆ มันเป็นลายเซ็นที่มันเป็นทางของเราอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสไตล์ที่ชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงจุดนี้ผมก็จะคงความเป็นสไตล์พันนาให้อยู่ต่อไป และก็จะเสริมด้วยไอเดียใหม่ ๆ จากผม จากทีมงานผู้กำกับทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์พ่อ จากทีมสตั้นท์ทุกคน มาระดมไอเดียกันเพื่อสร้างผลงานใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะว่าแนวคิดของพ่อคือการพัฒนาไอเดียใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนาไอเดียใหม่ ๆ ต่อยอดจากของพ่อขึ้นไปอีก แต่คงความเป็นหนังแอ็คชั่นไทย สไตล์ พันนา ฤทธิไกร ไว้ครับผม”

คาแรกเตอร์

นที (รับบทโดย เดี่ยว-ชูพงษ์ ช่างปรุง) ชายหนุ่มที่ต้องการค้นหาความจริงว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของตน จนต้องยอมเป็นมือสังหารเพื่อแลกเบาะแสในอดีต เขาเป็นคนจมอยู่กับความคิดของตนเองจนมาเจอกับ "พลอย" ที่เปิดหัวใจเขาให้คิดในสิ่งที่ต่างออกไป เดี่ยว-ชูพงษ์ เริ่มเส้นทางบนสายแอ็คชั่นจากการเป็นหนึ่งในทีมสตั้นท์ของ “พันนา ฤทธิไกร” ด้วยความเชี่ยวชาญในเรื่องของศิลปะการต่อสู้และการแสดงผาดโผน พ่วงด้วยพื้นฐานยิมนาสติกและมวยไทย บวกกับความโดดเด่นทางด้านบุคลิกหน้าตา ทำให้เดี่ยว-ชูพงษ์ ได้รับเลือกให้เป็นพระเอกเรื่อง "เกิดมาลุย" จนสามารถแจ้งเกิดในฐานะนักบู๊ได้สำเร็จ และยิ่งตอกย้ำในศักยภาพและฝีมือที่มีอยู่เต็มตัวในผลงานเรื่องต่อมา “คนไฟบิน” ที่ส่งให้ชื่อของ เดี่ยว-ชูพงษ์ ขึ้นแท่นเป็นนักบู๊อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ก่อนจะมีผลงานที่เขาได้ปะทะฝีมือกับศิษย์ผู้พี่ “จา-พนม ยีรัมย์” ในองค์บาก 2 และ 3 และในล่าสุดกับผลงานอภิมหาแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “เร็วทะลุเร็ว” ที่เดี่ยว ชูพงษ์ได้มารับบทพระเอกอีกครั้ง และต้องมาผนึกกำลังความมันส์ระห่ำกับนักบู๊รุ่นน้อง “วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์” ที่พร้อมส่งให้เขากลายเป็นนักบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทยคนใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งผู้กำกับพันนา พูดถึง เดี่ยว-ชูพงษ์ว่า  ผมว่าเดี่ยวในตอนนี้อยู่ในช่วงที่พีกที่สุด คืออยากพูดว่าเรื่องการต่อสู้ที่จาพนมเคยทำให้เห็น เดี่ยวก็มีศักยภาพและความสามารถที่จะทำแบบนั้นได้แล้ว ดังนั้นผมก็เลยมีไอเดียใหม่ที่จะทำให้เดี่ยวต่างจากจา ก็เลยให้เดี่ยวโชว์ศักยภาพในเรื่องของการใช้อาวุธปืน การต่อสู้ระยะประชิดตัวแบบนักฆ่า ซึ่งเราก็ส่งเดียวไปศึกษากับหน่วยอรินทราชที่เขาเชียวชาญในจุดนี้เลยเราจะได้เห็นเดี่ยวประกอบปืนอย่างคล่องแคล่ว ถือปืนลูกซองบุกเดี่ยวไปยิงคนเป็นสิบ หรือแม้แต่การวางระเบิด ซึ่งตรงนี้เป็นความใหม่ของเดี่ยว ในส่วนของเรื่องการแสดงมันก็มีความเข้มข้นมีมิติที่ต่างจากเดิม คือเป็นบทที่มีความเครียดสูงมาก คือต้องตามล่าคนที่ทำพ่อกับแม่ แล้วยังต้องหนีจากการไล่ล่าอีก ซึ่งผมมองว่าเรื่องการแสดงเดี่ยวต่างจากเดิมมาก ต่างจากเมื่อ 9 ปีที่แล้วใน เกิดมาลุย เพราะเขาผ่านผู้กำกับชั้นครูที่ทำงานร่วมกันมาทั้ง เฉลิม วงษ์พิมพ์ ทั้ง พี่อุ๋ย นนทรีย์ อารมณ์กับการแสดงของเดี่ยวเปลี่ยนไป พอเขาได้อ่านบทเรื่องนี้ เขาก็ตีความอารมณ์ของตัวละครได้เลย” ทางด้านของแอ็คชั่นสตาร์คนใหม่ของวงการหนังไทย “เดี่ยว-ชูพงษ์” ก็พูดถึงบทบาทใน “เร็วทะลุเร็ว” รวมไปถึงการได้กลับมาร่วมงานแบบเต็มตัวกับผู้กำกับพันนา ผู้ที่เปรียบเสมือน “พ่อ” ของเขาในเส้นทางสายแอ็คชั่นว่า พี่พันนาคุยให้ได้ฟังมานานแล้วครับ ตอนที่ได้ฟังคอนเซปต์แล้วรู้สึกว่ามันฉีกจากทุกเรื่องของพี่พันนา คือมีทุกรสชาติในหนังเรื่องนี้ มีเรื่องราวให้ลุ้น บวกกับแอ็คชั่นดีไซน์ใหม่ๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกโหดมาก เพราะหนังเป็นแนวเรียลแอ็คชั่น พอฟังแล้วเราอยากที่จะเล่น พอแกบอกจะให้เราเล่น มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีมาก เพราะเราได้ยินแกพูดมานาน ที่แกจะทำในเร็วทะลุเร็ว ทำให้เราสนใจ ก็อีกอย่างหนึ่งคือ แอ็คชั่นของเราก็เป็นแอ็คชั่นที่ยากมาก แล้วก็ทำยากมากๆ ทำให้เรารู้สึกว่าท้าทาย ความสามารถของเราที่จะทำให้สำเร็จได้” ธาร (รับบทโดย วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์)            น้องชายของนที เขาอยากมีความกล้าอย่างพี่ชาย กล้าที่จะออกไปต่อสู้เพื่อหาความจริง จนวันหนึ่งที่เขาได้รู้ความจริงของการตายของพ่อแม่ ทำให้เขากล้าที่จะต่อสู้ และแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา เพื่อช่วยนทีหนีจากการไล่ล่าและร่วมกันล้างแค้นพวกคนเลวให้สิ้นไป          วุฒิ-นันทวุฒิ บุญรับทรัพย์ เริ่มเข้าสู่เส้นทางสายแอ็คชั่น จากการค้นพบของปรมาจารย์นักบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทยผู้ล่วงลับ “พันนา ฤทธิไกร” ที่พาเขามาฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้หลังจากได้เห็นแววและฝีมือของเด็กหนุ่มคนนี้ จนได้ประเดิมผลงานเรื่องแรกในภาพยนตร์ “5 หัวใจฮีโร่” ในขณะที่มีอายุเพียง 12 ปี ก่อนจะหันไปทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี ตามความตั้งใจของพันนา ฤทธิไกร ที่ต้องการให้วุฒิโตเป็นหนุ่มอย่างเต็มที่ และล่าสุดใน ปี พ.ศ. 2557 วุฒิ-นันทวุฒิ ก็ขอแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฐานะนักบู๊เลือดใหม่ในอภิมหาภาพยนตร์แอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ “เร็วทะลุเร็ว” ผลงานการกำกับเรื่องสุดท้ายของผู้ที่ถือเป็นพ่อและครูในเส้นทางสายแอ็คชั่นของเขา “พันนา ฤทธิไกร” สำหรับวุติ ก็รับบทเป็น ธาร น้องชายของนที (รับบทโดย เดี่ยว-ชูพงษ์) คาแรกเตอร์ก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาที่ชีวิตต้องเปลี่ยนไปเมื่อรู้เรื่องการตายของพ่อแม่ แล้วกับการที่ต้องมาช่วยพี่ชายหนีจากการไล่ล่า สำหรับวุติหลายคนคงเคยเห็นเขาตอนเล่นเรื่อง 5 หัวฮีโร่มาแล้ว แต่ตอนนั้นเขายังอายุแค่ 10 ขวบ มาตอนนี้ก็อายุ 20 ปีแล้ว โครงสร้างร่างกายก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ช่วงระยะเวลาเกือบ 10ปี ที่เขาว้างเว้นจากการเล่นหนัง เราก็ปล่อยให้เขาได้ใช้ชีวิตตามประสาเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่ก็มีการฝึกซ้อมกันอยู่ตลอด จะบอกว่าเรารอให้เขาพร้อมก็ได้นะ เพราะมันมีหลายโปรเจกต์ที่อยากให้วุติมาเล่น แต่เราอยากรอเวลาให้เขาพร้อมก่อนจริงๆ เหมือนกับที่เราฝึกจีจ้ามาเป็น 10 ปี แล้วรอช่วงอายุที่เหมาะจริงๆ วุติก็เหมือนกันเราให้เขาหยุดเล่นหนังมา 8-9 ปี แล้วก็ซ้อมๆ แล้วเราก็วางไว้ว่าพอเขาอายุ 20 เราจะมีหนังที่ให้เขาเป็นตัวเอกเลย จนมาถึง “เร็วทะลุเร็ว” ผมว่าถึงเวลาของเขาแล้ว         ทางด้าน “วุฒิ-นันทวุฒิ” ก็พูดถึงบทบาทครั้งสำคัญ ที่จะส่งให้เขาได้เป็นแอ็คชั่นสตาร์คนต่อไปของวงการหนังไทยว่า “พอรู้ว่าต้องเล่นเรื่องนี้ ก็ต้องซ้อมหนักขึ้น ให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ถือว่าต้องซ้อมหนักกว่าตอนเล่นเรื่องที่แล้วมาก เพราะตอนนั้นยังเด็ก แต่เรื่องนี้เราโตขึ้นก็ต้องมีการฝึกเพิ่มการคล่องตัว เพิ่มความแข็งแรง ทั้งฟิตกล้ามเนื้อให้มันเข้าที่ คือก่อนหน้าถ่ายทำก็ต้องมีการฝึกซ้อมกันอย่างต่อเนื่องตลอดอยู่แล้ว ยิ่งพอตอนถ่ายทำยิ่งเจอคอร์สที่เข้มข้นขึ้นอีก ตอนเช้าตื่นมาวิ่ง ตอนเที่ยงฝึกการออกอาวุธการต่อสู้ ตอนเย็นต้องเข้ายิม วันหนึ่งคือเกินสิบโมงที่ต้องซ้อมคือร่างกายต้องพร้อมก่อน ถ้าร่างกายไม่พร้อมเวลาถ่ายมันก็จะเหนื่อย คือร่างกายต้องมาก่อน  และที่อาพันนาเน้นเราอยู่เสมอคือเรื่องของอารมณ์ในการเล่นแอ๊คชั่น เราเล่นแอ๊คชั่นไม่ได้เล่นแค่เตะต่อย คือเราต้องใช้อารมณ์ข้างในออกมา เหมือนเราเล่นเป็นตัวละครอะไรเราก็เราก็ต้องสื่ออารมณ์ข้างในออกมาให้ดีที่สุด แล้วก็ใช้อารมณ์จากตรงนั้นจริงๆ ออกมาเป็นการต่อสู้ครับถามว่ากดดันมั้ย ผมไม่กดดัน เลยครับ      พลอย (รับบทโดย เมย์-นิศาชล ต้วมสูงเนิน) หญิงสาววัยรุ่น หลานสาวของผู้มีอิทธิพลที่ต้องถูกบอดี้การ์ดติดตามตลอดเวลา เธออยากเป็นอิสระ วันหนึ่งมีคนต้องการชีวิตเธอ      โดยที่เธอไม่รู้เหตุผล แต่เธอก็ได้นทีช่วยเหลือไว้ พลอยไปกับนที เธอกลับได้พบโลกใหม่ที่เธอไม่เคยได้พบมาก่อน อีกหนึ่งตัวละคร ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องราวใน “เร็วทะลุเร็ว” รับบทโดยสาวน้อยวัย 18 ปี ซึ่งผู้กำกับพันนาคัดเลือกมาจากผู้ที่มาแคสติ้งกว่า 50 ชีวิต ก่อนจะมาเคาะที่สาวจากจังหวัดอุดรธานีที่มีชื่อว่า “เมย์-นิศาชล ต้วมสูงเนิน” ที่จะมาสวมบทบาท “พลอย” หญิงสาวที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตสีดำของนทีให้กลายเป็นคนเดิมอีกครั้ง ซึ่งผู้กำกับพันนา พูดถึงนักแสดงสาวหน้าใหม่คนนี้ว่า สำหรับเมย์ ที่มารับบทพลอยในเรื่องนี้ ผมเลือกมาจากการแคสติ้งกว่า 50 คน ที่ผมเลือกเพราะว่าแววตาของเขาเลยนะ เจอตอนแรกหน้าตายังไม่ขนาดนี้เลย (หัวเราะ)  นางเอกผมขี้เหร่มาก แต่พอเขาเขาเริ่มแสดงหนังเรื่องนี้ เห็นว่าเขาก็ไปประกวดนางงาม ได้รางวัลมาด้วย แล้วก็ไปเล่นละคร คือช่วงถ่ายทำเราจะเห็นว่าเขาเริ่มน่ารักขึ้นเรื่อยๆ คือในเรื่องมาถึงเขาก็ต้องหนีการไล่ล่าต้องมอมแมม ซึ่งฉากที่หนีจากการไล่ล่าเขาทุ่มสุดตัวเลยนะ ถ่ายกันตั้งแต่หัวค่ำยันเกือบเช้า ต้องหกกะล้มอยู่หลายรอบ แล้วยังมีซีนดราม่ากับเดี่ยวต่ออีก เรียกว่าโหดมากสำหรับเขา แต่โดยรวมเขาทำได้ดีมากทั้งความทุ่มเทและการแสดงทั้งๆ ที่เป็นเรื่องแรกของเขา”           ทางด้านของนักแสดงสาวหน้าใหม่ “เมย์-นิศาชล” ก็พูดถึงการได้รับโอกาสมาแสดงหนังเป็นเรื่องแรกในชีวิต ซึ่งก็เจอกับงานสุดหินในการทำงานกับผู้กำกับพันนา ซึ่งสาวเมย์ได้พูดถึงโอกาสในครั้งนี้ว่า สำหรับ “เร็วทะลุเร็ว” ก็ถือเป็นผลงานในวงการบันเทิงชิ้นแรกของเมย์ค่ะ แต่ช่วงที่กำลังถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ ก็มีได้ไปประกวดมิสไทยเลนด์เวิลด์ปี 56 และได้รับตำแหน่งนางงามรูปร่างดีบายสลิมคอนเซปต์ ตอนที่รู้ว่าได้เล่นเรื่องนี้คือมีพี่โทรมาบอกว่าน้องเมย์ได้แล้วนะ เราก็บอกว่าจริงหรอพี่ รู้สึกดีใจ ตื่นเต้น แล้วผลงานครั้งแรกของเราเป็นหนังแอ็คชั่น แล้วต้องได้มาร่วมงานกับอาพันนา ซึ่งดังมาก ก็รู้สึกว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญ จำได้ว่ามากองวันแรก ก็ตกใจค่ะ คนเยอะมาก ทั้งรถพยาบาล ทั้งรถทีมสตั้นท์ เมย์ก็ตกใจ ไม่นึกว่ามันจะเยอะขนาดนี้ เคยเห็นในทีวีกองถ่ายคนเค้าคงไม่เยอะขนาดนี้ คงเป็นเพราะมันเป็นหนังแอ๊คชั่นด้วย ทั้งกองมีแต่คนตัวโตๆ เดินเต็มไปหมด ก็มีทั้งทีมงานสตั้นท์มีเอ็กซ์ตร้าเยอะมาก ตอนที่เข้าฉากครั้งแรกก็คือหนักแล้ว คือเป็นฉากใส่ชุดนางรำ หนีตายจากการถูกไล่ล่า หนีไปอยู่ที่สลัม เจอทั้งระเบิด เจอทั้งปืน ทั้งไฟ ต้องวิ่งด้วย ต้องล้ม ล้มใส่กองขยะ ล้มใส่พื้น ล้มใส่น้ำ มาถ่ายวันแรกนี่คือเจอครบทุกอย่าง แล้วถ่ายตั้งแต่ตีห้าอีกวันนึง จนถึงตีห้าของอีกวัน เรียกว่า 24 ชั่วโมง วิ่งเสร็จก็ต้องมาเข้าฉากดราม่ากับพี่เดี่ยว ซึ่งหนักมาก เมย์เครียดจนร้องไห้เลย” เจย์ รับบทโดย เกศริน เอกธวัชกุล (เกิดมาลุย/ไฉไล/สลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา/สวยซามูไร/ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภาค3 มือสังหารตัวฉกาจ ลูกน้องคนสำคัญของชัย เจย์เป็นนักฆ่าโดยสมบูรณ์แบบ เลือดเย็นโหดเหี้ยม ไร้ซึ่งความปราณี เธอแอบมีสัมพันธ์ลับๆ กับปอชลูกหัวหน้าของเธอเอง        “นุ้ย-เกศริน เอกธวัชกุล” นักแสดงสาวสุดเซ็กซี่ ที่ก้าวเข้ามาเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัวครั้งแรกจากผู้กำกับพันนานั่นเอง จากการเห็นแววความสามารถจากการที่เธอเคยเป็นนักกีฬาเทควันโด้ทีมชาติไทย จึงชวนให้มาร่วมงานในหนังแอ็คชั่น “เกิดมาลุย” ในปี พ.ศ.2547 ซึ่งส่งให้เธอแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัวจากเสน่ห์ที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม รวมไปถึงความสามารถในการต่อสู้ที่ถูกประยุกต์เข้ากับลีลาแอ็คชั่นได้เป็นอย่างดี เราจึงเห็นผลงานเธอในภาพของสาวสุดเซ็กซี่ที่มีลีลาแอ็คชั่นที่หนักหน่วงไม่แพ้ผู้ชายแต่อย่างใด และใน “เร็วทะลุเร็ว” ถือเป็นการได้กลับมาร่วมงานกับผู้ที่เปรียบเสมือน “พ่อ” ในเส้นทางสายนี้ของเธออีกครั้งในรอบสิบปี กับบทบาท “เจย์” มือสังหารตัวฉกาจที่สุดแสนจะเลือดเย็น ซึ่งผู้กำกับพันนา พูดถึงบทบาทของเธอในเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ได้ นุ้ยเกศริน มาเล่นเป็นตัวร้าย ซึ่งโหดมากเลยนะ ในส่วนของแอ็คชั่นไม่ต้องห่วงเลย ด้วยความที่เขาเคยเป็นนักกีฬาเทควันโด้ทีมชาติ เคยผ่านงานแสดงแอ็คชั่นมามากมาย เรื่องลูกบู๊นี่ไม่ต้องเป็นห่วง เขาผ่านอะไรมาเยอะ ก็ถือว่าเป็นการมาร่วมงานกันเต็มๆ อีกครั้งเลย ตอนเกิดมาลุยนุ้ยยังใหม่มาก แต่ตอนนี้นี่สุดยอด ทั้งเรื่องแอ็คติ้ง ทั้งการเคลื่อนไหว เพราะเขาเป็นครูสอนเต้นด้วย ในเรื่องนี่ผมว่าเขาเล่นร้ายที่สุดแล้วนะ ออกแนวมือสังหารที่ฆ่าคนแบบไม่รู้สึกอะไร สีหน้าดูโหดมากๆ แล้วในเรื่องนี้มีฉากหนึ่งที่เขาต้องสู้กับเดี่ยว คือเป็นฉากแอ็คชั่นระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงที่คนดูต้องทึ่งว่าผู้หญิงเล่นฉากแอ็คชั่นแบบนี้ได้ด้วยหรอ ต้องบอกว่านุ้ยทำได้ดีมากๆ สำหรับฉากนี้ ทางด้านสาวนักบู๊สุดเซ็กซี่ นุ้ย-เกศริน” ก็พูดถึงการได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับผู้กำกับพันนาอีกครั้งในรอบ 10 ปี กับบทบาทที่ร้ายที่สุดในชีวิตของเธอว่า ก่อนอื่นนุ้ยอยากบอกว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่พันนาชวนเล่นในเร็วทะลุเร็ว เพราะว่าพี่พันนาโทรศัพท์หานุ้ยด้วยตัวเอง เราก็ตอบโอเคเลย เพราะว่าเราก็เกิดจากพี่พันนา ตั้งแต่เกิดมาลุย เหมือนเป็นผู้ให้โอกาสเราในวงการนี้ การได้ร่วมงานกับพี่พันนาอีกครั้งนุ้ยถือว่าสุดยอด ในเรื่องก็รับบทเป็นเจย์เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มตัวโกง แล้วก็เป็นเด็กของเสี่ยชัยหัวหน้าของฝั่งผู้ร้ายที่ตามฆ่า นที ซึ่งรับบทโดย พี่เดี่ยว แล้วก็มีสัมพันธ์กับลูกบุญธรรมของเสี่ยชัยอีก ภายนอกอาจไม่ร้าย ดูนิ่งๆ คือเหมือนเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย แต่จริงๆ แล้วในหัวเขาคิดอยู่ตลอด เวลาที่จะสั่งฆ่า ก็จะนิ่งแต่ดูโหดเหี้ยมมากในเรื่องก็ต้องมีฉากสู้กับพี่เดี่ยว มันค่อนข้างยากมากสำหรับผู้หญิง เพราะถ้าผู้ชายสู้กันมันก็คงจะอีกฟีลนึง แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง แล้วต้องไปสู้กับผู้ชาย เราก็ต้องโดนจับทุ่ม จับเหวี่ยง นุ้ยก็ว่าถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นพี่พันนา คงต้องเกรงใจแน่ๆ เลย แต่นี่เห็นเป็นนุ้ย เลยจัดเต็ม”  ปอช รับบทโดย ชัชพล กุลศิริวุฒิชัย (โคตรสู้โคตรโส) เพลย์บอยหนุ่มลูกชายผู้มีอิทธิพล นิสัยเลือดร้อน บ้าระห่ำ ชอบการต่อสู้ ปอชทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในแวดวงอิทธิพลเถื่อนและที่สำคัญเขาหวังจะยิ่งใหญ่แทนที่พ่อเขาเอง “ปอช-ชัชพล กุลศิริวุฒิชัย” บุตรชายแท้ๆ ของ “ลักษณ์ อภิชาติ” นักแสดงแอ็คชั่นชื่อดังในอดีต เริ่มเจริญรอยเท้าพ่อจากการเข้ามาสมัครเป็นหนึ่งในทีมสตั้นท์แมนของผู้กำกับพันนา ก่อนจะทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จกับการได้มีผลงานแสดงแบบเต็มตัวในหนังแอ็คชั่น “โคตรสู้ โคตรโส” ในปีพ.ศ.2553 และล่าสุดกับผลงานเรื่องล่าสุด “เร็วทะลุเร็ว” เขาก็ถูกวางตัวจากผู้กำกับพันนาให้มารับบทมาฟียหนุ่มเลือดร้อน ที่ตามไล่ล่าตัวเอกของเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าผลงานเรื่องใหม่ของเขาในเรื่องนี้ เราจะได้เห็นลีลาการต่อสู้ที่ชัดเจนในเรื่องความหนักหน่วง และทักษะของการเป็นนักบู๊ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเขา ซึ่งผู้กำกับพันนา พูดถึงบทบาทในเรื่องนี้ของ “ปอช-ชัชพล” ว่า     “สำหรับปอช เรื่องนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่าเขาเก่งขึ้นยังไง จากเรื่องที่แล้ว โคตรสู้โคตรโส เขาเล่นเป็นตัวดี เป็นพระเอก เรื่องนี้จะร้ายแบบสุดขั้ว คือเล่นเป็นลูกของเสี่ยชัย ที่ตามฆ่ากลุ่มพระเอก ก็ถือว่าเรื่องนี้ผมตั้งใจปรับลุกส์เขาเลย ซึ่งเขาก็แสดงผ่านสีหน้าท่าทางได้ตามคาแรกเตอร์ของตัวละครตัวนี้ได้สมบูรณ์แบบ ส่วนเรื่องแอ็คชั่นไม่ต้องห่วงเพราะเขาเริ่มมาจากสตั้นท์ เขาจะเก่งในเรื่องการออกอาวุธที่สวยงาม ด้วยความที่เล่นเทควันโด้มา อย่างในเรื่องเขาต้องมีฉากที่สู้กับวุฒิ เป็นดีไซน์การเล่นกับกระจก ก็ต้องสู้ผ่านกระจกที่อันตรายมากๆ รวมไปถึงการต่อสู้แล้วตกลงมาจากตึกสี่ชั้นกับวุฒิก็ถือว่ายากและอันตราย แต่เขาก็ทำออกมาได้ดี” ทางด้าน “ปอช-ชัชพล” ก็พูดถึงการพลิกบทบาทมารับบทร้ายแบบสุดขั้ว กับผลงานหนังแอ็คชั่นท้าตายเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นก็เริ่มจากการไปเป็นทีมสลิง ในหนังนเรศวร แล้วก็ไปเป็นสตั้นท์ใน ช็อคโกแลต ในดื้อ สวย ดุ มีองค์บากสอง องค์บากสาม มาสักพักอาพันนาเขาก็เล็งเห็นก็เลยให้ผมรับบทนำในโคตรสู้โคตรโส ตอนนั้นก็ถือว่ายากเพราะเราไม่เคยพูดบทเลย เคยแต่โดนเตะต่อยอย่างเดียว ตอนที่เล่นตอนนั้นเราก็ได้ประสบการณ์มากขึ้น ซึ่งก็ดีใจมากได้รับรางวัลจากต่างประเทศมาหลายรางวัล มาในเรื่องนี้ก็ดีใจครับที่อาพันนาให้โอกาสอีกครั้ง ก็มาเล่นเป็นตัวร้ายคอยตามฆ่าพี่เดี่ยว ก็มีฉากที่ยากๆ คือ ต้องสู้กับพี่เดี่ยวบนโบกี้รถไฟ สิ่งที่ยากคือมันเป็นการต่อสู้บนที่แคบ เวลาที่ต้องตีลังกา เวลาที่ต้องจับทุ่ม ถ้าทุ่มก็คือต้องข้ามตัวพี่เดี่ยวไปเลย แล้วก็มีฉากที่ตกจากที่สูงประมาณสี่ชั้น แต่ว่าผมใช้หันหลังลง ส่วนวุฒิก็เจ็บขา ลงมาข้อเท้าพลิก คือในเรื่องนี้คือสู้กันแบบดิบๆ ใช้หมัดกับศอก เรียกว่าหลับได้เลย” ร่วมด้วย

อาหนอม รับบทโดย พิง ลำพระเพลิง (คนหิ้วหัว/ฝันโคตรโคตร/สามย่าน/ฟ้าแก้มโต  อดีตนายตำรวจหนุ่มไฟแรงมากฝีมือ ผู้ที่ดูแลนทีกับธารมาตั้งแต่เด็ก เพราะสัญญาไว้กับพ่อของทั้งสองคนที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้เมื่ออดีตว่าจะเลี้ยงดูอย่างดีและไม่ให้มาเกี่ยวพันกับวงการอันตรายโดยเด็ดขาด แต่สุดท้าย อาหนอมก็ทำอย่างที่รับปากไว้กับรุ่นพี่ไม่ได้ เมื่อนทีไปเป็นมือ              สังหาร    

ชัย รับบทโดย โกวิทย์ วัฒนกุล ผู้ที่มีอิทธิพลที่มีจิตใจอำมหิตเลือดเย็น ทำทุกอย่างได้เพื่อผลประโยชน์ของตน ความเลวและความชั่วช้าในจิตใจของเขาได้ถูกส่งต่อไปยังปอช ลูกชายเพลย์บอยที่พยายามเดินตามรอยอิทธิพลเฉกเช่นพ่อของตน         อาจารย์ซีฟู รับบทโดย อาจารย์ซีฟู หมอจีนประจำของครอบครัวของพลอยเป็นทั้งซินแสที่มีความสามารถในการรักษาอาการเจ็บป่วยในแพทย์แผนจีน แต่ก็มีความสามารถในด้านศิลปะการต่อสู้ที่เก่งฉกาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชากังฟูอันร้ายกาจที่คนหนุ่มยากจะต่อกรได้ถึงแม้จะมีอายุถึง 78 ปีแล้วก็ตาม
ฉากน่าจับตา ที่เร็วกว่า...แรงกว่า...แบบNON-STOP ใน “เร็วทะลุเร็ว” เราจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นเสี่ยงตายในสไตล์พันนาที่ทวีความเสี่ยงตายและฉีกทุกกรอบความระห่ำในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำ อาทิเช่น ฉากแอ็คชั่นฟุตบอล, ฉากแอ็คชั่นลองเทกบุกเดี่ยว, ฉากต่อสู้บนรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่, ฉากรถชนเสี่ยงตาย ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นการโชว์ศักยภาพของทีมงานนับ 100 ชีวิต กับฉากแอ็คชั่นที่ใช้มันสมองคิดสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยความหวือหวา เพื่อเป็นการบูชาปรมาจารย์คิวบู๊ผู้ล่วงลับ “พันนา ฤทธิไกร” ที่ทุกคนต้องจารึกชื่อของเขากับผลงานเรื่องสุดท้ายเรื่องนี้ให้อยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป... ”เร็วทะลุเร็ว” ฉากนี้บอกได้คำเดียวว่าถูกอกถูกใจคอบอลพันธ์แท้อย่างแน่นอน เมื่อผู้กำกับพันนาขอหยิบเอากีฬาฟุตบอลสุดฮิตมาผสมผสานเข้ากับการต่อสู้ จะเป็นยังไงเมื่อการแข่งขันฟุตบอล ไม่มีกติกา ไม่มีสนามหญ้าแต่ต้องมาเตะกันในโรงงานงานที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและสิ่งกีดขวางที่อันตรายถึงชีวิต ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ระเบิด จากการเนรมิตของผู้กำกับพันนาที่ตั้งใจให้ “ไฟท์ติ้ง ซอกเกอร์” เป็นฉากแอ็คชั่นสไตล์ใหม่ที่ทั้งโลกต้องจับตา “ฉากเปิดเรื่องที่เป็นแอ็คชั่นฟุตบอล ที่มีเป้าหมายคือการยิงประตูเหมือนของจริง แต่กติกาจะต่างออกไป คือมีเล่นนอกเกมได้ ต้องมีการออกอาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอกกันสักหน่อย แล้วสนามที่ใช้ไม่ใช่สนามหญ้าเหมือนฟุตบอลทั่วไป แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ ทั้ง ฝุ่นหิน น้ำ ไฟ ระเบิด ซึ่งเป็นการดวลกันของสองพี่น้อง นทีกับธาร ฉากนี้เราถ่ายกันสามวันเต็มๆบวกกับการเวิร์คช็อบร่วมเดือน เพราะรายละเอียดต่างๆ เยอะมาก เราใช้โรงงานขนาดใหญ่เพื่อใช้พื้นที่ข้างในเซ็ตอุปสรรคต่างๆ ฉากนี้ใครที่ชอบดูฟุตบอลคงชอบกัน ภาพออกมาสวยมาก น่าจะทำเป็นหนังเต็มเรื่องได้เลย แต่อันนี้แค่ซีนเปิดเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาในหนังนะ” รถไฟเร็วท้านรก ฉากนี้บอกได้คำเดียวว่าสมชื่อหนัง “เร็วทะลุเร็ว” ซะเหลือเกิน กับการที่นักบู๊เลือดใหม่อย่าง “วุฒิ-นันทวุฒิ” ต้องโชว์ลีลาการต่อสู้ในสเต็ปที่ไวจนชนิดห้ามกระพริบตา บนโบกี้รถไฟที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำฉากนี้โดยเฉพาะ ซึ่งงานนี้หนุ่มวุฒิต้องต่อสู้บนพื้นที่ที่จำกัด บวกกับขบวนรถไฟที่เคลื่อนที่ไปด้วย ซึ่งถือเป็นฉากที่โหดหินสำหรับนักแสดงและทีมงานที่ต้องถ่ายทำฉากนี้กันถึงห้าวันเต็มๆ กับสภาวะอากาศที่ร้อนระอุทะลุ 40 องศา อีกทั้งการทุ่มชีวิตของเหล่าสตั้นท์แมนที่ต้องถูกเหวี่ยงตกลงมาซึ่งจะเกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งนักบู๊เลือดใหม่ “วุฒิ-นันทวุฒิ” พูดถึงการถ่ายทำฉากนี้ว่า ก็ถ่ายกันห้าวันเต็มๆ ถือว่าร้อนมาก เพราะช่วงนั้นถ่ายกันหน้าร้อน ทีมงานตัวไหม้กันเป็นแถว ฉากนี้ก็เจ็บตัวกันพอสมควรเพราะทุ่มเทกันมาก มีบางช็อตที่เราต้องถีบพี่ๆ สตั้นท์ตกลงมา ก็นับถือใจพวกพี่ๆ สตั้นท์ที่ยอมร่วงลงมาจากรถไฟกันจริงๆ ความยากอยู่ที่คือพื้นที่มันแคบ แล้วพื้นที่มันจำกัดแล้วก็สูงด้วย ก็จะเกิดความระแวงในตัวของมันเอง มันทำให้ความกล้ามันหายไป ไม่เหมือนเล่นบนพื้นปกติ การดีไซน์ท่าก็ต้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด แต่ว่าออกแบบมาแล้วก็สวยงาม ลองไปดูกันครับ” อ.ซีฟู หมัดเหล็ก มาสเตอร์แห่งแอ็คชั่น ถ้าเรานึกถึงชายชราอายุ 80 ปี แค่ลำพังให้เดินหรือวิ่งแบบคนหนุ่มๆ ก็เป็นสิ่งที่ยากแล้ว แต่สำหรับ “อ.ซีฟู” มาสเตอร์แห่งแอ็คชั่น ที่เคยเป็นผู้ฝึกสอนการต่อสู้ให้กับนักบู๊ระดับตำนานอย่าง “บรู๊ซ ลี” เขาสามารถทำในสิ่งที่เหลือเชื่อให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่หนักหน่วงแต่รวดเร็วและปราดเปรียวจนกระทั่งคนหนุ่มๆ ยังต้องอาย อย่างในฉากนี้ที่อ.ซีฟูต้องต่อสู้กับศัตรูนับสิบด้วยมือเปล่า กับศิลปะการต่อสู้แบบไทชิ กับอาวุธเด็ดที่น่าทึ่งคือ หมัดที่หนัก แกร่ง และทรงพลัง ที่ทุกสายตาต้องตะลึงกับความสามารถของชายชราคนนี้ ซึ่ง พันนา ฤทธิไกร พูดถึงอ.ซีฟูว่า สำหรับ “อ.ซีฟู” เป็นอีกหนึ่งชาวต่างชาติที่แวะเวียนเข้ามาเจอผม เขาบอกว่ารู้จักผมจากหนังเรื่ององค์บาก ตอนนั้นผมก็ตกใจว่าอายุตั้ง 80 ปีจะมาทำอะไรได้ แต่พอเขาโชว์ท่าให้ดูก็อึ้งเลย คืออายุ 18 อย่ามาใกล้ คือเป็นมวยจีนที่ปราบคู่ต่อสู้ได้ด้วยมือเปล่า ฉายาของเขาคือซีฟูหมัดเหล็ก นักบู๊หลายคนในฮอลลีวู้ดเป็นลูกศิษย์แก เพื่อนเขาคือสุดยอดนักมวย มูฮาหมัด อาลี  ชูการ์เรย์ เรียวนาด ก็เลยตั้งใจให้เขาสอนศิลปะการต่อสู้ใหม่ๆ ให้เดี่ยวและวุติ และก็คิดว่าน่าจะมีตัวละครอย่างอาจารย์ซีฟู อยู่ในเรื่องด้วย ก็ถือว่าผมโชคดีที่ได้รู้จักกับเขาครับ อย่างในฉากที่เขาต้องสู้กับคู่ต่อสู้นับสิบด้วยมือเปล่า ฉากนี้รับรองว่าคนดูต้องทึ่งกันอย่างแน่นอน” แกเป็นคนที่สุดยอดมาก ผมว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมก็ได้คลุกคลี เขาได้สอนมวยไทชิ ที่คล้ายๆ กับไทเก๊ก แล้วการต่อสู้ระยะประชิดแกก็เก่งมาก เราก็ขอคำปรึกษาจากแกได้ทุกอย่าง แล้วก็สอนไม่มีหวงวิชาเลย สำคัญคือเขาคือของจริง หมัดอย่างกะเหล็ก ขนาดใส่มาแค่ 20-30 เปอเซนต์ เรารู้สึกเหมือนคนที่เป็นวัยรุ่นชกเราเลย แต่เขาเล่นแบบนิดเดียว 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ความแรงเหมือนเราต่อยกันจริงๆ คือถ้าโดนหน้าก็คงบวม ก็รู้สึกเป็นประสบการณ์ที่ดีมากที่ได้ร่วมงานกัน แล้วแอ๊คชั่นของแกก็สุดยอด คนอายุเกือบ 80 แล้วเล่นขนาดนี้ ผมว่าหาไม่ได้แล้วครับ” เดี่ยว-ชูพงษ์พูดถึงอาจารย์ซีฟู แกเป็นคนที่แข็งแรงมาก ถ้าพูดถึงคนที่เล่นแอ๊คชั่น อายุขนาดนี้ถือว่าเก่งมาก อายุตั้ง 78 ปีแล้ว ก็มีให้คำปรึกษาวุฒิบ้าง เวลาออกอาวุธท่าทางแกก็จะปรับให้มันสวยงามขึ้น และแข็งแรงขึ้น หลายคนได้เห็นอ.ซีฟูในหนัง รับรองว่าต้องทึ่งกับลีลาแอ็คชั่นของแก” วุฒิ-นันทวุฒิพูดถึงอาจารย์ซีฟู หลายคนคงเคยได้ดูฉากแอ็คชั่นดีไซน์เท่ในเทคนิคการถ่ายทำแบบ “ONE LONG TAKE” (การถ่ายโดยไม่มีการแบ่งคัท) กันมาแล้วจากฉากดังๆ ใน “ต้มยำกุ้ง” หรือ “องค์บาก” และใน “เร็วทะลุเร็ว” เราก็จะได้เห็นฉากสุดมันส์ที่ใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบนี้อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ผู้กำกับพันนา ได้เพิ่มระดับความยาก และความเสี่ยง เพิ่มเข้าไปอีก กับการที่ “เดี่ยว-ชูพงษ์” ต้องสวมบทมือสังหารโซโล่เดี่ยวบุกรังโจร ที่มีคนร้ายหลายสิบคน ที่ต้องฝ่าทั้งดงกระสุน และระเบิดหลายสิบลูก ซึ่งกว่าจะได้ฉากมันส์ๆ ฉากนี้ ต้องใช้ทีมงานหลายร้อยชีวิตผนึกกำลังกันสร้างความระห่ำด้วยกัน ซึ่งผู้กำกับพันนา พูดถึงการถ่ายทำฉากนี้ว่า “ฉากลองเทคอีกฉากที่เดี่ยวต้องบุกเดี่ยวไปลุยกับผู้ร้ายหลายสิบคน ซึ่งฉากนี้เราใช้ทีมงานเยอะมาก ทั้งสตั้นท์ ทั้งทีมเอฟเฟ็กต์ ทีมระเบิด เรียกว่ายากแต่ก็ได้ความมันส์ในระดับที่ผมพอใจมาก ฉากนี้ค่อนข้างอลังการในส่วนของทีมงานและ เอฟเฟ็กต์ต่างๆ มีระเบิดเกือบห้าสิบลูก ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องแม่นหมด ในไลน์ของสตั้นท์แมนมันต้องเป๊ะ ซ้อมกันอยู่เป็นเดือน รวมแล้วก็หลายร้อยรอบ ฉากนี้ต้องยกเครดิตให้กับทีมพี่เซ้ง ที่มีทีมงานและบุคลากรที่ดี มีอุปกรณ์ในการเซฟตี้ที่ดี มันก็ทำให้ฉากที่ยากมันผ่านไปได้”

เร็ว...แรง...ท้ามฤตยู

หนังแอ็คชั่นในสไตล์ผู้กำกับพันนา มักเต็มไปด้วยฉากเสี่ยงตายและความหวาดเสียว โดยเฉพาะฉากเสี่ยงตายที่เล่นกับความสูง ที่ต้องใช้ความทุ่มเทและใจที่เกินร้อยในการแสดงฉากนั้นๆ อย่างในฉากนี้ที่ “วุฒิ-นันทวุฒิ” ต้องเจองานหินกับการต้องเข้าฉากต่อสู้พร้อมกับการร่วงตกลงมาจากตึก 4 ชั้น โดยมีเพียงสลิงเส้นบางๆ ประคองร่างเอาไว้เท่านั้น ซึ่งวุฒิก็ไม่ทำให้ผู้กำกับพันนาผิดหวังแต่อย่างใด เพราะสามารถแสดงฉากนี้แบบเทคเดียวผ่าน แม้จะต้องแลกมากับอาการบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าฉีกก็ตาม ซึ่ง วุฒิ-นันทวุฒิ พูดถึงการถ่ายทำฉากนี้ว่า ฉากนี้เป็นฉากที่ต้องสู้กันทะลุตึกลงมาสี่ชั้น ความยากไม่เท่าไหร่ แต่ความกลัวมีมากกว่า ก็ไม่ค่อยชอบที่สูงเท่าไหร่ก็มีเสียวๆ แต่ก่อนหน้านั้นได้ซ้อมกันแล้ว ช่วงเช้าพี่ทัชก็ให้ซ้อมกันแบบมีสลิง ให้อยู่ระดับความสูงจริงๆ แล้วปล่อยลงมา ปล่อยขึ้นปล่อยลงให้ราคุ้นความรู้สึก แล้วค่อยเอาจริง แต่ว่าพอมาเล่นจริงก็จะยากไปอีกแบบ เพราะเราต้องกะระยะที่เราจะกระทืบคู่ต่อสู้ลงมา พอถึงพื้นก็ต้องยืดขาออก เพราะถ้าเราค้างขาไว้ พี่ที่สู้กับเราก็จะเจ็บ จังหวะที่เท้าลง พื้นมันนิ่ม ก็เลยพลิก สรุปก็เอ็นข้อเท้าฉีกเลย” DIRECTOR’S NOTE ตั้งแต่ผมยังเด็กเท่าที่จำความได้ผมก็อยู่กองถ่ายกับพ่อมาตลอด ตั้งแต่ตอนที่พ่อยังทำหนังสายที่ขอนแก่นจนกระทั้งพ่อได้มีโอกาสมาร่วมงานกับ ลุงปรัชญา (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) ที่กรุงเทพฯ  บนเส้นทางชีวิตของพ่อโอกาสที่พ่อได้มาพูดได้ว่าพ่อได้เอาชีวิตแลกมาและพ่อทำให้คนอีกหลายคนได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น สตั้นท์แมนทุกคนในรุ่งแรกๆล้วนแต่เป็นพี่น้องเป็นญาติเป็นครอบครัวเดียวกันหมดเพราะนอกจากการที่พ่อได้ให้วิชาความรูในการทำงานพ่อยังให้ความรักยังดูแลทุกคนและไม่เคยทิ้งใครแม้แต่คนเดียวจนทำให้สตั้นท์แมนรุ่นต่อๆมาก็ได้รับการดูแลจากพ่อเช่นเดียวกัน ตลอดระยะเวลา 24 ปีในชีวิตผมผมไม่เคยที่จะไม่เห็นพ่อหยุดคิดหยุดทำงานแม้แต่วันเดียว พ่อจะมีไอเดียมีความคิดใหม่ๆมาให้ทีมงานต้องปวดหัวอยู่ตลอด แต่สิ่งนั้นแหละที่ทำให้ทีมงานทุกคนยิ่งรักและศรัทธาพ่อมากขึ้น ความสามารถของพ่อได้ถูกพิสูจน์แล้วจากหนังหลายเรื่องที่ได้ไปทำชื่อเสียงในหลายประเทศซึ้งทั้งหมดนี้คือความฝันของพ่อที่เป็นจริงแล้วพ่อได้เดินมาถึงฝันของพ่อแล้ว พ่อจึงตั้งความฝันใหม่และมีหนังในใจอีกหลายเรื่องที่อยากทำรวมถึงหนังเรื่อง เร็วทะลุเร็ว ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความต้องการที่พ่ออยากให้คนดูได้รับจากหนังเรื่องนี้คือแปลกใหม่ของหนังแอ็คชั่นไทยโดยมีสไตล์ที่ชัดเจนคือฉากเสี่ยงตายและแอ็คชั่นที่มันส์สมจริงตื่นตาตื่นใจ  พ่ออยากให้หนังเรื่องนี้ทำให้วงการหนังแอ็คชั่นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งอยากให้ชาวต่างชาติตะลึงว่าคนไทยก็ทำได้ไม่แพ้หนังแอ็คชั่นเรื่องไหนในโลกนี้  และสุดท้ายนี้พ่อเคยบอกกับผมไว้อย่างหนึ่งว่า ในชีวิตของพ่อพ่ออยากทำหนังไทยไปติด BOX OFFICE อันดับที่ 1 ที่ประเทศอเมริกาให้ได้ เหมือนที่พ่อเคยทำได้สูงสุดอันดับที่ 4 จากหนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง ภาคแรก สิ่งที่พ่อทิ้งไว้คือรอยเท้าที่พ่อเหยียบหินเหยียบหนามไว้ให้เรา  ทำให้เราเดินตามได้พ่อโดยไม่ลำบากเท่าเส้นทางของพ่อ ขอบคุณครับ

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram