ข้อมูล The Moth Diaries ม็อธ ไดอารี่ส์ รักต้องกัด

The Moth Diaries ม็อธ ไดอารี่ส์ รักต้องกัด 

จัดจำหน่ายโดย เอ็ม พิคเจอร์ส
ชื่อภาษาไทย เดอะ ม็อธ ไดอารี่ส์ รักต้องกัด
บริษัทจัดจำหน่าย มงคลเมเจอร์
อำนวยการสร้าง เคลลี่ โคน็อป (50/50, Juno, Whip It, Young Adult)
กำกับ เดวิด แฟรงค์เกล (The Devil Wears Prada, Marley & Me)
เขียนบท วาเนสซ่า เทย์เลอร์ (ซีรี่ย์ Everwood, Game of Thrones)
นำแสดง เมอรีล สตรีพ (The Devil Wears Prada, It's Complicated, Julie & Julia) ทอมมี่ ลี โจนส์ (MIB 1-3, Captain America: The First Avenger) สตีฟ คาร์เรล (Crazy Stupid Love, Date Night, Dan in Real Life) อลิซาเบธ ชู (Piranha, Hollow Man, Leaving Las Vegas)

จุดเด่น

The Moth Diaries สร้างขึ้นจากหนังสือนิยายของ Rachel Klein ที่ได้รับความนิยมจนถูกตีพิมพ์ถึง12ภาษา โดยผู้กำกับ Mary Harron นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่น มิตรภาพที่เร่าร้อนและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นนี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กสาวทุ่มเทความรู้สึกทั้งหมดให้กันและกัน ถ่ายทอดผ่านนักแสดงรุ่นใหม่มากฝีมืออย่าง Sarah Bolger , Sarah Gadon และ Lily Cole

เรื่องย่อ

รีเบ็กก้า (ซาราห์ โบลเกอร์) เด็กสาวที่ทุกข์ทรมานใจจากการฆ่าตัวตายของพ่อเธอ ได้เริ่มต้นปีใหม่ที่โรงเรียนประจำหญิงล้วน ไม่นานนักมิตรภาพแนบแน่นระหว่างรีเบ็กก้าและลูซี (ซาราห์ กาดอน) เด็กสาวป็อปปูล่าผู้ร่าเริง และความรู้สึกปลอดภัยของเธอ ก็ต้องร้าวฉานด้วยการปรากฏตัวของ เออร์เนสซ่า (ลิลลี่ โคล) เด็กสาวมืดหม่นผู้ลึกลับ ลูซี่ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดที่งดงามของเออร์เนสซ่าอย่างรวดเร็วและทั้งกายและใจของเธอก็ถูกครอบงำไปด้วยมิตรภาพที่เร่าร้อนของทั้งคู่ รีเบ็กก้า ที่รู้สึกเสียใจและสับสน เริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ กับครูสอนอังกฤษที่ช่างเอาใจใส่ อ.เดวีส์ (สก็อต สปีดแมน) ผู้กำลังสอนเรื่องนิยายกอธิคในชั้นเรียน ขณะที่เธอใจจดจ่ออยู่กับการอ่านนิยายแวมไพร์เรื่อง Carmilla ตามที่ได้รับมอบหมายมา รีเบ็กก้าก็เริ่มเชื่อว่า เด็กใหม่ที่ขโมยเพื่อนรักของเธอไปเป็นแวมไพร์ การตายปริศนาเริ่มเกิดขึ้นในโรงเรียน และลูซีก็เริ่มป่วยร่างกายเธอเริ่มผ่ายผอมลงด้วยอาการที่อาจจะใช่หรือไม่ใช่อะโนเร็กเซีย รีเบ็กก้าเชื่อว่าเออร์เนสซาเป็นตัวต้นเหตุแต่คำเตือนของเธอกลับถูกเพิกเฉยเพราะเชื่อว่าเธอสร้างเรื่องขึ้นเพราะความริษยา แม้ว่าจะรู้สึกรังเกียจเออร์เนสซา รีเบ็กก้ากลับพบว่าตัวเองถูกดึงดูดเข้าหาเธออย่างไม่มีเหตุผล ทั้งคู่มีอะไรหลายอย่างเหมือนกันอย่างน่าฉงน และไม่นานนัก รีเบ็กก้าก็พบว่าศัตรูของเธอกำลังรุกรานจิตใจเธอ เย้ายวนเธอด้วยความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย รีเบ็กก้าตัดสินใจว่าเธอจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อช่วยเหลือตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีใครเชื่อเธอหรือเห็นในความมืดมนที่เออร์เนสซาได้นำมาสู่ชีวิตของพวกเธอก็ตามที

สารจากผู้แต่งนิยาย The Moth Diaries…Rachel Klein

ฉันยังคงจดจำช่วงวัยรุ่นของตัวเองได้อย่างชัดเจนแม้ว่าช่วงเวลาระหว่างนั้นจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน จนกระทั่งตอนนั้น ฉันรู้สึกเหมือนการคงอยู่ของฉันเป็นเหมือนการซ้อมสำหรับชีวิต “ที่แท้จริง” ของฉัน ในการเข้าสู่ชีวิตใหม่นั้น ฉันจำต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความปรารถนา ความรัก ความใคร่ ความอิจฉา ความเกลียดชัง ความผิดหวัง เพราะชีวิตใหม่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับความใกล้ชิดกับความตายครั้งแรกๆ อนาคตดึงดูดความสนใจฉันและทำให้ฉันกลัวพอๆกัน แวมไพร์เป็นคำเปรียบเปรยที่งดงามและเหมาะสมสำหรับความเย้ายวนนั้น เป็นการให้คำสัญญากับเราว่าถ้าเราตื่นตระหนกและหันกลับไปด้วยความสะพรึงกลัวเราจะคงความเยาว์วัยอยู่อย่างนี้ตราบชั่วนิรันดร์ ในภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายของฉัน แมรี แฮร์รอนได้ถ่ายทอดความคลุมเครือที่ลึกซึ้งนี้ออกมาด้วยพลังที่สะเทือนอารมณ์อย่างน่าทึ่ง ฉันอยากให้ผู้อ่านไปถึงจุดที่พวกเขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็เสี่ยงอันตรายทั้งนั้น ในการเดินทางนั้นพวกเขาไม่สามารถซ่อนเร้นอยู่หลังขนบของแนวเรื่องราวนั้นหรือเทพนิยายที่ถูกทำให้เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ได้ แมรี แฮร์รอนนำเราไปสู่จุดนั้นด้วยภาพที่ตึดตรึงใจและฉากที่น่าประทับใจอย่างลึกซึ้ง นักแสดงหญิงรุ่นเยาว์ของเธอต่างก็ทุ่มเทให้กับจิตวิญญาณของนิยายเรื่องนี้อย่างเต็มที่และได้ถ่ายทอดความช่างฝันและความเปราะบางของวัยสาวออกมาได้ พร้อมกันนั้นพวกเธอยังแสดงให้เราเห็นว่า เวลาในทุกวันสามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฝันร้ายของการหวาดระแวงและความหมกมุ่นได้รวดเร็วแค่ไหน และบางครั้ง เพียงแค่การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดก็เป็นได้

สารจากผู้กำกับภาพยนต์...Marry Harron

เหนือสิ่งอื่นใด THE MOTH DIARIES เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นและมิตรภาพที่เร่าร้อนของพวกเธอ ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นนี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กสาวทุ่มเทความรู้สึกทั้งหมดให้กันและกันเพราะอย่างที่รีเบ็กก้า ผู้บรรยายได้กล่าวไว้ในนิยาย พวกเธอยังไม่พร้อมสำหรับ “โลกกว้างที่มีเซ็กส์และผู้ชาย” นี่เป็นโลกที่แทบจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในแผ่นฟิล์ม เราอาจนึกถึง Picnic at Hanging Rock, Heavenly Creatures และ The Virgin Suicides แต่บ่อยครั้ง มิตรภาพระหว่างเด็กสาวมักจะถูกถ่ายทอดออกมาในคอเมดี้วัยรุ่นเบาสมอง และทิ้งเรื่องราวที่มืดหม่นกว่าไว้เช่นเดิม นอกจากนั้น นิยายเรื่อง The Moth Diaries ยังเป็นการปัดฝุ่นนิยายเรื่อง Carmilla ของเชอริแดน เลอ ฟานู ซึ่งเป็นตำนานแวมไพร์หญิงที่ถูกเขียนมาก่อนหน้านี้ และช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับ Bram Stoker’s Dracula (รีเบ็กก้าเริ่มสงสัยในตัวเออร์เนสซาเพราะเธอได้อ่านเรื่อง Carmilla นั่นเอง) ในเรื่องราวกอธิคยุคเริ่มแรก ธรรมชาติความต้องการของแวมไพร์ถูกทิ้งไว้ในลักษณะที่คลุมเครือ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครเหล่านี้มีเสน่ห์เย้ายวนใจ เพราะจินตนาการของเราเติมเต็มส่วนที่เหลือเอง ความกระหายของแวมไพร์เป็นสิ่งทางกายภาพ แต่มันเจือไปด้วยอารมณ์และความอีโรติค นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันเป็นสิ่งเปรียบเปรยที่เพอร์เฟ็กต์กับความสัมพันธ์ที่เลวร้าย คนเราหาประโยชน์จากกันและกัน พวกเขาพยายามที่จะครอบงำอีกฝ่าย และมิตรภาพก็อาจเป็นสิ่งอันตรายได้ หนึ่งในสิ่งที่ฉันชื่นชอบเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้คือมันทำให้เรื่องเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งที่สามารถเปรียบเทียบได้กับเรื่องต่างๆ ที่เด็กสาวต้องเผชิญในช่วงวัยรุ่น ด้วยการที่ร่างกายของเธอเปลี่ยนแปลงและผลิบาน อารมณ์ของพวกเธอสับสนวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลงของเด็กสาวในช่วงวัยรุ่นก็เหมือนหนังสยองขวัญของตัวเธอเอง วิธีที่หนังสือเล่มนี้มองความเจ็บปวดสมัยวัยรุ่นเป็นเหมือนอะนอเร็กเซีย การทำร้ายตัวเองและความคิดฆ่าตัวตายและใช้ตำนานแวมไพร์เป็นเครื่องมือสำรวจความคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์สยองขวัญตามแบบฉบับมันไม่มีคมเขี้ยว อันตรายในที่นี่เป็นอันตรายภายในความเจ็บปวดจากมิตรภาพที่ร้าวฉาน ความคลุ้มคลั่งจากความริษยา เสียงเย้ายวนของความคิดฆ่าตัวตาย ความกลัวที่จะต้องเติบโต โรงเรียนเป็นเหมือนรังดักแด้มืดหม่น เหมือนวัยรุ่น และถ้ารีเบ็กก้าจะเอาชีวิตรอดให้ได้ เธอต้องหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากที่นี่เพื่อก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่

เกี่ยวกับงานสร้าง

ผู้กำกับแมรี แฮร์รอน (I Shot Andy Warhol, American Psycho, The Notorious Bettie Page) ได้เจอกับนิยายเรื่อง The Moth Diaries ที่เขียนโดยราเชล ไคลน์ในปี 2006 “ฉันอ่านมันจบในคืนเดียว พอฉันเริ่มอ่านมัน ฉันก็มองเห็นมันเป็นหนังได้ทันที” แฮร์รอน ผู้สนใจไอเดียของการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่น และตระหนักว่าลูกสาวของเธอเองก็จะเป็นวัยรุ่นแล้วในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกสร้างขึ้นมาได้ กล่าว “ฉันสนใจมันในทันที” แฮร์รอนพูดถึงความรู้สึกถูกดึงดูดเข้าหาเรื่องราวนี้ของเธอ “มันทำให้ฉันนึกถึงช่วงวัยรุ่นของฉัน และมิตรภาพโรแมนติกเข้มข้นที่เด็กสาวมีกัน มันเป็นหนังสือที่บรรยายได้เห็นภาพมากๆ เป็นเหมือนความฝันของวัยรุ่น และนั่นคือสิ่งที่ฉันอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นค่ะ” ไคลน์เข้าใจดีถึงความผูกพันที่แฮร์รอนรู้สึกกับเรื่องราวนี้ “ฉันคิดว่าเธอสนใจหนังสือเรื่องนี้เพราะเธอมีลูกสาวเล็กๆ สองคนค่ะ” ไคลน์บอก “เธอหลงใหลในไอเดียเกี่ยวกับช่วงวัยรุ่นของพวกเธอและความคิดที่ว่าพวกเธอจะพัฒนาไปอย่างไร ฉันเขียนหนังสือเรื่องนี้ในตอนที่ลูกสาวของฉันอยู่ในช่วงวัยรุ่น ฉันคิดว่านั่นคือความผูกพันระหว่างเราสองคนค่ะ” สตูดิโอหลายแห่งได้พยายามซื้อสิทธิในนิยายเรื่อง The Moth Diaries ของเธอก่อนที่มันจะตกมาถึงมือของแฮร์รอน “มันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เหมือนกับหนังหลายๆ เรื่อง และมันก็ผ่านมือสตูดิโอหลายแห่งมากค่ะ” นักเขียนหญิงกล่าว ก่อนที่ในที่สุด นิยายเรื่องนี้ก็ถูกแฮร์รอนคว้าสิทธิ์ไปได้ แม้ว่าแฮร์รอนจะได้ติดต่อกับไคลน์ แต่เธอก็เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง “ฉันคิดว่าเรามองหนังสือเรื่องนี้ในแบบเดียวกัน เราสนใจสิ่งเดียวกัน เราต่างก็รักในขนบแบบกอธิค และเราทั้งคู่ต่างก็สนใจในการสร้างอารมณ์ของเด็กสาวเหล่านี้ให้ออกมาสมจริงค่ะ” แฮร์รอนกล่าว “เธอได้เขียนนิยายที่มีโครงสร้างเหนือธรรมชาติ แต่ก็เปี่ยมด้วยอารมณ์เข้มข้น หนังสือเรื่องนี้เป็นเหมือนความฝันวัยรุ่นที่ต่อเนื่อง และนั่นก็คือสิ่งที่ฉันอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นค่ะ” ไคลน์ชื่นชอบมุมมองที่แฮร์รอนมีต่อนิยายของเธอแต่เธอก็มองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากหนังสือ แต่ก็ยังคงความซื่อตรงต่อแก่นของเรื่องราวและรายละเอียดมากมายของมัน “มันเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าเราคิดอ่านเหมือนกัน เธอเข้าใจหนังสือและทุกรายละเอียดของมัน และเธอก็เริ่มต้นจากตรงนั้นค่ะ ฉันประหลาดใจจริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้ติดตามนิยายใกล้ชิดขนาดไหนน่ะค่ะ” ผู้ควบคุมงานสร้าง เอ็ดเวิร์ด อาร์. เพรสแมน ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง American Psycho ของแฮร์รอน ตั้งข้อสังเกตว่า “วิสัยทัศน์ของแมรีออกมาเป็นหนังเหนือธรรมชาติจิตวิทยามากกว่า เหมือน Rosemary’s Baby ซึ่งถ่ายทอดความเข้มข้นของการเติบโตของเด็กสาว ซึ่งถูกเอ่ยถึงมาในหนังอย่าง The Virgin Suicides หรือ Heavenly Creatures เท่านั้น เธอได้นำเสนอบทภาพยนตร์ของเธอ และผมก็กระโจนเข้าใส่โอกาสที่จะได้ร่วมงานกับเธออีกครั้งทันที” แฮร์รอนเองก็พอใจไม่แพ้กันที่ได้คนที่มีความมุ่งมั่นและแน่วแน่อย่างเพรสแมนมาร่วมงานด้วย แฮร์รอนอธิบาย “ฉันรู้ว่าเอ็ดมุ่งมั่นมากๆ พอเขาตัดสินใจสร้างโปรเจ็กต์อะไรซักอย่าง เขาก็จะไม่ปล่อยมันไป ฉันต้องคารวะความมุ่งมั่นที่เหลือเชื่อของเขา และเราทั้งคู่ต่างก็มุ่งมั่นต่อไปค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างแคริน มาร์ติน CEO บริษัทมีเดียบิซ อินเตอร์เนชันแนล มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับเพรสแมน ผ่านทางบริษัทมีเดียบิซของเธอ และเธอก็ตื่นเต้นเมื่อเขาและแฮร์รอนได้เสนอโปรเจ็กต์นี้ให้เธอ หลังจากนั้น โปรเจ็กต์นี้ก็เริ่มเดินรุดหน้ามากขึ้นเมื่อผู้ควบคุมงานสร้าง แซนดร้า คันนิงแฮม ได้มาร่วมงานกับพวกเขาด้วย แซนดร้าเป็นที่รู้จักจากผลงานของเธอกับผู้กำกับชื่อดังเช่นอะตอม เอโกยาน, นอร์แมน จิววิสัน, เจเรมี โพเดสวาและโรเบิร์ต เลเพจ “พอฉันได้อ่านบทของแมรี ฉันก็สนใจไอเดียของหนังแวมไพร์เด็กสาววัยรุ่นของแมรี แฮร์รอนทันที ในฐานะแฟนผลงานเรื่องก่อนของเธอ ฉันก็รู้ว่าแมรีจะต้องพบวิธีที่จะเปลี่ยนโฉมให้กับหนังแนวนี้ แล้วไอเดียของการได้ร่วมงานกับเอ็ด เพรสแมนและแคริน มาร์ตินกับเดวิด คอลลินส์ก็น่าสนใจเหมือนกันค่ะ” คันนิงแฮมบอก แต่วิสัยทัศน์ของแฮร์รอนและความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวคือสิ่งที่ทำให้มาร์ตินตกลงรับงานนี้ “หนังเรื่องนี้เป็นการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาสมัยเราสาวๆ ในตอนที่เราดิ้นรนหาหนทางในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่นะค่ะ” มาร์ตินบอก “เรารู้สึกว่าแมรีได้ใช้ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและคลุมเครือระหว่างเด็กสาวสามคน และไอเดียของใครบางคนดูดกลืนพลังงานทั้งหมดออกจากตัวคุณถ่ายทอดถึงความดิ้นรนนั้นค่ะ” ผู้อำนวยการสร้างเดวิด คอลลินส์กล่าวเห็นพ้องด้วยว่า “ผมคิดว่าการเติบโตอาจเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เราจะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง และหนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดความรู้สึกนั้น ว่าการเติบโตน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนน่ะครับ” คอลลินส์ได้รู้เรื่องโปรเจ็กต์นี้เป็นครั้งแรกในตอนที่เขาทำงานในอีกโปรเจ็กต์หนึ่งกับแฮร์รอนและจอห์น ซี. วอลช์ คู่หูของเธอ ในไอร์แลนด์ คอลลินส์ได้อ่านบทและก็ชื่นชอบมัน และในตอนนั้น ซาราห์ โบลเกอร์ นักแสดงหญิงชาวไอริช ได้ถูกเลือกเป็นนักแสดงนำของเรื่องเรียบร้อยแล้ว เขาก็เลยเริ่มสำรวจความเป็นไปได้ของการร่วมทุนสร้างระหว่างแคนาดาและไอร์แลนด์ “เราได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดภาพยนตร์ไอริช และมันก็ทำให้ผมสามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการร่วมทุนสร้างได้ แมรีเป็นชาวแคนาดา ดังนั้น โปรเจ็กต์นี้ก็เลยถูกเซ็ทให้เป็นหนันงร่วมสร้างระหว่างแคนาดาและไอร์แลนด์ โดยเงินทุนส่วนใหญ่มาจากแคนาดาน่ะครับ” “อุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่เราเจอคือการสร้างหนังที่มีทีมนักแสดงเป็นเด็กสาวค่ะ” แฮร์รอนอธิบาย “ผมเชื่อใจในการตัดสินใจเรื่องการคัดเลือกนักแสดงของแมรีครับ” เพรสแมนอธิบาย “ผมจำได้ว่าตอนที่เราสร้าง American Psycho เธอยืนกรานจะเลือกคริสเตียน เบลทั้งๆ ที่มีนักแสดงที่ดังกว่าเขาแสดงความสนใจ และเธอก็ตัดสินใจถูก ดังนั้น ผมก็เลยไว้ใจเธอใน The Moth Diaries ครับ” เพรสแมนตั้งข้อสังเกตว่า แฮร์รอนรู้ว่าเธอต้องการลิลลี โคลและซาราห์ โบลเกอร์ตั้งแต่ต้น และช่วงเวลาในการหาทุนสร้างภาพยนตร์ก็เปิดโอกาสให้เธอมีสิทธิ์เลือก การหาทุนสร้างหนังเรื่องนี้ประมาณ 2 ปี และระหว่างนั้น แมรีก็มีโอกาสได้เดินทางไปอังกฤษ ไอร์แลนด์ แอลเอ นิวยอร์กและแคนาดาเพื่อหานักแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักแสดงหญิงชาวไอริช ซาราห์ โบลเกอร์ (The Tudors, As Cool As I am) รับบท รีเบ็กก้า ตัวละครเอกใน The Moth Diaries โบลเกอร์ได้ออดิชั่นสำหรับแฮร์รอนในนิวยอร์กหลังจากที่แฮร์รอนได้ดูวิดีโอออดิชั่นของเธอแล้ว “ฉันตื่นเต้นที่มีการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันมีเนื้อเรื่องที่น่าทึ่งเหลือเกินค่ะ” โบลเกอร์กล่าว “ฉันรักหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งฉันได้ยินมาประมาณหนึ่งปีก่อนที่จะได้แสดงหนัง” “ฉันได้รับเทป ซึ่งเป็นภาพของซาราห์ โบลเกอร์ที่แม่เธอบันทึกภาพให้ และน้องสาวเธอก็อ่านบทของคนอื่นโต้ตอบกับเธอน่ะค่ะ” แฮร์รอนอธิบาย “หลังจากฉันได้เห็นเทปนั่น ฉันก็สลัดเธอออกจากความคิดไม่ได้เลย ฉันพบรีเบ็กก้าของฉันแล้วค่ะ” นางแบบและนักแสดงหญิงชาวอังกฤษ ลิลลี โคล (The Imaginarium of Doctor Parnassus, Snow White and The Huntsman) ผู้รับบท เออร์เนสซา กำลังศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเธอก็ไม่สามารถขาดเรียนเพื่อมาร่วมการออดิชั่นที่แฮร์รอนจัดขึ้นในลอนดอนได้ แฮร์รอนได้รับลิงค์วิดีโอออดิชั่นและจำได้ว่าเธอคิดว่า ‘ลิลลี โคล เธอน่าจะลองอ่านบทลูซีดูนะ แต่พอฉันได้ดูวิดีโอนั่น ฉันก็คิดว่า ‘เธอคือเออร์เนสซา!’ ฉันไม่ดูคนอื่นอีกเลยค่ะ ลิลลีได้เปลี่ยนความคิดของฉันที่มีต่อเออร์เนสซาไปเลย เธอมีลุคโบราณอย่างวิเศษสุด ฉันก็เลยรู้ว่าเธอเหมาะสำหรับบทเออร์เนสซาในศตวรรษที่ 20 และบทเออร์เนสซาในยุคปัจจุบันค่ะ” โคลสนใจบทเออร์เนสซาในทันที “ตอนที่ฉันได้อ่านบทครั้งแรก เออร์เนสซาเป็นตัวละครตัวเดียวที่ฉันรู้สึกสนใจ ฉันคิดว่าเพราะเธอค่อนข้างแปลกน่ะค่ะ” โคลอธิบาย เธอกล่าวว่ายิ่งเธอเจาะลึกลงไปในบทนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพบความหมายในตัวละครและเรื่องราวลึกซึ้งลงไปมากเท่านั้น “สำหรับฉัน มันมีความเป็นไปได้สองอย่างที่ขัดแย้งกันค่ะ คือการที่เธอเป็นคนมืดหม่นมากๆ และสิ่งที่เธอทำและโลกที่ถูกสร้างขึ้นมารอบตัวเธอก็ดูเหมือนจะมืดหม่นมากๆ แต่มันก็มีความจริงแท้และความสว่างไสวที่ขัดแย้งกัน ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเธอและในสิ่งที่เธอพูดน่ะค่ะ” แฮร์รอนกล่าวว่า ตัวละครที่หานักแสดงได้ยากที่สุดคือลูซี “เธอจะต้องสวยมากๆ และมีความงดงามเหมือนเทพยดา เธอจะต้องเข้าใกล้ความตายอย่างงดงาม จะต้องเป็นคนที่สาวๆ ต่อสู้เพื่อแย่งชิง จะต้องมีอะไรมหัศจรรย์เกี่ยวกับตัวเธอ คุณจะต้องเชื่อว่าเธอจะค่อยๆ เสื่อมสลายลง” ผู้กำกับกล่าว “ในหลายๆ แง่มุม เธอเป็นตัวละครที่ถูกกระทำมากกว่า ซึ่งทำให้นักแสดงต้องรับภาระหนักขึ้นค่ะ” การเตรียมงานสร้างเริ่มต้นขึ้นก่อนที่จะคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทลูซีได้ ในตอนที่แฮร์รอนได้เห็นการออดิชันของซาราห์ กาดอน นักแสดงหญิงชาวแคนาดา (La Femme Nikita, The Border, Being Erica, A Dangerous Method, Cosmopolis) ผู้บันทึกการออดิชันของเธอในคอมพิวเตอร์ระหว่างที่ถ่ายทำกับเดวิด โครเนนเบิร์กอยู่ในเยอรมนี แฮร์รอนกล่าวว่า “พอฉันได้เห็นวิดีโอนั่น ฉันก็คิดว่า ‘ลูซี นั่นลูซี!’ ซาราห์มีทั้งความอ่อนหวานและความลึกซึ้ง ที่สำคัญคุณจะเชื่อว่าเธอเป็นเพื่อนที่เด็กสาวคนอื่นๆ จะต่อสู้แย่งชิง เธอเป็นเหมือนรางวัลเลยล่ะค่ะ” แฮร์รอนเลือกนักแสดงสำหรับบทตัวละครชายที่สำคัญเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งก็คือบทครูสอนภาษาอังกฤษ มิสเตอร์เดวีส์ ตั้งแต่แรกเช่นเดียวกัน “ฉันอยากได้นักแสดงที่หล่อเหลาและหนุ่มแน่นที่จะไม่ดูน่าขนลุกถ้ารีเบ็กก้าจะแอบหลงรักเขาน่ะค่ะ แล้วเขาก็ต้องสะท้อนความฉลาดจริงๆ และสวมบทบาทเป็นครูได้อย่างน่าเชื่อค่ะ” แฮร์รอน ผู้เลือกสก็อต สปีดแมน (Barney’s Version, The Strangers, Underworld, Felicity) นักแสดงผู้เกิดในอังกฤษและเติบโตในแคนาดามารับบทนี้ กล่าว “เขาเป็นครูใหม่ที่โรงเรียน” สปีดแมนอธิบาย “เขาใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนและได้เข้ามามีความสัมพันธ์ที่พิลึกพิลั่นกับลูกศิษย์คนหนึ่งของเขา ซึ่งมันก็พัฒนาขึ้นในเรื่องนี้ด้วยครับ” เนื้อเรื่องหลักของ The Moth Diaries ให้น้ำหนักไปที่ความสัมพันธ์ที่เร่าร้อน ซึ่งบางครั้งก็มีปัญหาระหว่างเด็กสาว ซึ่งรวมถึงความรักและความเจ็บปวดใจของความรักที่เข้มข้น ระหว่างเด็กสาววัยรุ่นและการทรยศหักหลัง “มันเหมือนรีเบ็กก้าตกนรกค่ะ” โบลเกอร์บอก “พ่อของเธอฆ่าตัวตาย แม่เธอทำตัวห่างเหิน เธอมีชีวิตที่ลำบากจริงๆ โรงเรียนดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เธอมีความสุขได้ แต่ชีวิตเธอก็พลิกตารปัตรเพราะเออร์เนสซา บลอช เด็กสาวหน้าใหม่ บทบาทนี้เป็นบทที่เยี่ยมมเพราะเราไม่แน่ใจว่าเธอเป็นอะไรกันแน่ เธอป่วยทางจิตรึเปล่า มีอะไรผิดปกติในตัวรีเบ็กก้ารึเปล่า การทำให้ผู้ชมสงสัยเป็นเรื่องดีเหมือนกันนะคะ” กาดอนอธิบายว่าลูซีเป็นเด็กสาวประเภทที่เด็กสาวคนอื่นๆ อยากจะเป็นหรืออยากอยู่ใกล้ๆ “ฉันมองเธอว่าเป็นเด็กสาวในอุดมคติ สาวๆ ทุกคนในหนังเรื่องนี้ชื่นชมเธอ เธอป็อปปูลาร์ เป็นนักกีฬา เธอเป็นศูนย์รวมของสิ่งดีๆ ทั้งหลายของเด็กสาววัยรุ่นน่ะค่ะ” เรื่องทุกข์ใจเดิมๆ ของรีเบ็กก้า ความเจ็บปวดและความสิ้นหวังที่เธอรู้สึกหลังการฆ่าตัวตายของพ่อ ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้งเมื่อเธอสูญเสียมิตรภาพที่สมบูรณ์แบบกับลูซี โบลเกอร์กล่าวว่า “ลูซีและรีเบ็กก้ามีความรู้สึกที่รุนแรงต่อกัน ส่วนเออร์เนสซาเป็นเด็กใหม่ พอเธอเข้ามา จู่ๆ ลูซีก็หันไปสนใจเธอ เธอเริ่มหลงใหลในตัวเด็กสาวคนใหม่นี้ และผลก็คือรีเบ็กก้าถูกผลักออกไปห่างๆ คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนใจจากเด็กสาวคนหนึ่งไปยังเด็กสาวอีกคน และคุณก็จะได้เห็นว่ามันส่งผลต่อเด็กสาวคนอื่นๆ อย่างไรค่ะ” โคลเชื่อว่ามีภาพยนตร์วัยรุ่นไม่กี่เรื่องที่สำรวจเรื่องนี้ “ไอเดียวัยรุ่นแบบนี้เป็นธีมที่ทรงพลังจริงๆ ในหนังเรื่องนี้ ที่ฉันคิดว่าไม่ค่อยจะปรากฏบ่อยครั้งนักในหนังน่ะค่ะ” โคลกล่าว “คุณมีกลุ่มเด็กสาว มีความสัมพันธ์แบบไม่ธรรมดา และอารมณ์ที่ปริ่มๆ จะเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ฉันคิดว่าความเข้มข้นของอารมณ์เหล่านั้นคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถตีความได้ว่ารีเบ็กก้าเป็นแค่เด็กสาวสติไม่ดีและคลุ้มคลั่งก็ได้น่ะค่ะ” ความสัมพันธ์ระหว่างรีเบ็กก้าและมิสเตอร์เดวีส์สะท้อนอาการของเด็กสาวที่คลาสสิกอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการตกหลุมรักครู แฮร์รอนพูดถึงการพูดคุยระหว่างเธอและสปีดแมนเกี่ยวกับมิสเตอร์เดวีส์ว่า “เราไม่อยากให้ตัวละครตัวนี้น่าขนลุกค่ะ” แฮร์รอนอธิบาย “เขาไม่เข้าใจว่าเขาไปพัวพันกับอะไร เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอบอกเขาในตอนที่เธอพยายามจะเผยความลับเกี่ยวกับเออร์เนสซาให้เขารู้ เขาติดอยู่กับจุดอ่อนของตัวเอง เขาไม่ใช่คนที่เลวร้ายหรอกนะคะ แต่เขาเป็นแค่คนที่มีข้อบกพร่องเท่านั้นเอง” สปีดแมนเห็นพ้องด้วยว่าเขาพยายามที่จะ “ใช้พื้นฐานจากความสัมพันธ์จริงๆ ความชื่นชอบที่มีต่อเด็กสาวอย่างจริงใจ ผมคิดว่ามันเหมือนกับเขาหลงเสน่ห์เธอ เขาเสพติดเธอในรูปแบบหนึ่งน่ะครับ” แม้ว่าเรื่องราวในหนังสือจะเกิดขึ้นในยุค 60s แฮร์รอนก็ตัดสินใจที่จะจัดฉากร่วมสมัยให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ “ฉันรู้สึกว่ามันเป็นทั้งหนังพีเรียดและหนังโมเดิร์น เพราะฉากโรงเรียนเป็นอะไรที่เก่าแก่และเป็นไปตามแบบฉบับมากๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันโบราณกว่าโรงเรียนประจำส่วนมาก มันยังเป็นโรงเรียนหญิงล้วน เข้มงวดในเรื่องเครื่องแบบ ฉันชื่นชอบไอเดียของเด็กสาวสมัยใหม่พวกนี้ติดอยู่ในอดีตของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของขนบธรรมเนียม พิธีการและอดีตกาลเอง พวกเด็กสาวแหกคอกและทำตัวบ้าบอเล็กๆ พวกเธอจัดปาร์ตี้ในห้องและเสพยา ในตอนกลางคืน ตอนที่พวกเธออยู่กันเอง คุณก็จะได้เห็นพวกเธอสวมชุดธรรมดาๆ แต่ระหว่างเวลาเรียน ชุดของพวกเธอจะเคร่งครัดและเป็นทางการมากๆ ค่ะ” ผู้ออกแบบงานสร้าง ซิลเวน กินกราส ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวมากนักในการช่วยแฮร์รอนสร้างลุคและความรู้สึกแบบกอธิคร่วมสมัยของเรื่องขึ้นมา “ลุคเป็นสิ่งที่พัฒนาตลอดช่วงเตรียมงานสร้างครับ สำหรับฉาก มันจะมีความรู้สึกที่ไร้กาลเวลา มันไม่เชิงเป็นหนังพีเรียด เพราะเรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี 2010 แต่ในโรงเรียน เราจะมีความรู้สึกไร้กาลเวลา ที่เฟอร์นิเจอร์และทุกสิ่งให้ความรู้สึกเก่าแก่นิดๆ และช่วยเสริมสร้างดรามาด้วย” กินกราสกล่าว ผู้จัดการฝ่ายสถานที่ ปิแอร์ บลอนดิน พบโลเกชันที่เพอร์เฟ็กต์ ในวิหารในเมืองโอคา, ควิเบก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เพอร์เฟ็กต์ที่จะใช้แทนโรงเรียนของสาวๆ ด้วยความรู้สึกเก่าแก่ กอธิคและอาณาบริเวณที่กว้างขวาง “ตึกนี้เคยถูกใช้โดยนักบวชและคนก็เคยมาซ่อนตัวกันที่นี่ครับ” ผู้ออกแบบงานสร้าง กินกราสอธิบาย “มีตึกหลายแห่งที่คล้ายกับตึกนี้ในบริเวณนี้ แต่ข้อได้เปรียบของตึกหลังนี้คือมันว่างเปล่า มันไม่ค่อยมีหรอกนะครับที่เราจะได้โลเกชันที่เรามีอิสระในการเลือกว่าเราจะถ่ายทำที่ไหน และมีห้องหลากหลายให้เราได้เลือกน่ะครับ” กินกราสกล่าว “สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับสถานที่นี้คือมันให้ความรู้สึกของสถาปัตยกรรมแบบสถาบันจริงๆ ที่มีการปั้นและรูปสลักต่างๆ มีระเบียงที่กว้างและเพดานสูงน่ะครับ” วิชวล เอฟเฟ็กต์ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมระหว่างของเก่าและใหม่ บางองค์ประกอบเช่นผีเสื้อราตรีเป็นภาพ CGI ทั้งหมด โดยมันถูกสร้างขึ้นโดยวินด์มิล เลน บริษัทไอริช ในขณะที่ไฟและเลือดในภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ ก่อนจะมาเสริมแต่งด้วยดิจิตอลในภาคหลัง แฮร์รอนกล่าวว่า “ฉันเชื่อว่ายิ่งคุณทำของจริงได้มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีมากเท่านั้น ซึ่งทีมงานที่วินด์มิล เลนก็เห็นด้วย ฉันรู้สึกอย่างยิ่งว่าเลือดในห้องสมุดควรจะใช้เลือดจริงๆ เอ่อ คือเลือดปลอมจริงๆ น่ะค่ะ แม้ว่าการทำแบบนั้นในโลเกชันจะเป็นเรื่องยากมากก็ตาม เราถ่ายทำฉากนั้นในโบสถ์ที่โอกา และเราก็พยายามไม่ให้เกิดรอยสีแดงเปื้อนบนพื้นไม้และหินอ่อนสีขาวด้วยค่ะ”

เปิดใจนักแสดง Lily Cole และ Sarah Bolger

องค์ประกอบเหนือธรรมชาติใน The Moth Diaries มีพื้นฐานจากประสบการณ์จริงของเด็กสาวที่เผชิญหน้ากับความรู้สึกทางเพศที่กำลังเริ่มต้นขึ้นของเธอและเธอก็ตกอยู่ในบ่วงของมิตรภาพที่หมกมุ่นความริษยาและการหักหลัง Lily Cole (ลิลลี่ โคล) ลังเลที่จะเรียกมันว่าภาพยนตร์แวมไพร์ “...ในกระแสปัจจุบัน ที่หนังแวมไพร์กำลังได้รับความนิยม มันได้นำความรู้สึกอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมาด้วย คำว่าแวมไพร์เป็นคำปลายเปิดมากกว่าความนัยในปัจจุบันนี้ และความคิดเปรียบเทียบของมันก็สำคัญกว่าด้วย ฉันพบในระหว่างที่ได้ดูหนังเรื่อง Rosemary’s Baby ของโปแลนสกี้ว่ามันมีไดอะล็อกที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจระหว่างความเป็นไปได้ที่ว่ามันเป็นเรื่องผีสางนางไม้และเหตุการณ์เหนือธรรมชาติพวกนี้เกิดขึ้นจริงๆ กับไอเดียที่ว่าตัวละครของไมอาแฟร์โรว์อาจจะเสียสติและนั่นก็เป็นความเป็นไปได้ที่น่าทึ่งค่ะ...” ความตึงเครียดระหว่างความจริงและภาพจินตนาการ เรื่องธรรมชาติและเรื่องเหนือธรรมชาติ ได้เติมเต็ม The Moth Diaries ด้วยความลุ้นระทึกและความตึงเครียดทางจิตวิทยา Sarah Bolger (ซาราห์ โบลเกอร์) กล่าวว่า “...ในฐานะรีเบ็กก้า ฉันมองว่านี่เป็นเรื่องราวแวมไพร์ 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ และฉันก็เชื่อว่าเออร์เนสซา บลอชเป็นแวมไพร์ที่ทำลายชีวิตฉัน แต่ในฐานะซาราห์ โบลเกอร์ ฉันมองเห็นความคลุมเครือ และคุณจะหลงเหลือคำถามไว้ในตอนท้าย ฉันอยากให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจค่ะ...”

ประวัตินักแสดง...

Lily Cole (ลิลลี่ โคล) รับบท Ernessa (เออร์เนสซา)

ลิลลี่ โคล แจ้งเกิดได้เกือบจะทันทีเมื่อเธอเป็นที่สนใจของ สตีเวน มีเซล ช่างภาพนักปั้นดารา ผู้หลงใหลในแขนขาที่ยาวระหง ผิวสีขาวดุจกระเบื้องเคลือบและผมสีแดงสดของโคล ภาพถ่ายในปี 2003 ซึ่งเป็นเรื่องราว “เพียงแค่เด็กสาว” ครั้งแรกของเธอสำหรับนิตยสารโว้กของอิตาลี ได้ส่งให้โคลได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น และเธอก็กลายเป็นหนึ่งในนางแบบดาวรุ่นหน้าใหม่ในปีนั้น เธอได้ขึ้นปกนิตยสารและเนื้อในนิตยสารแฟชันระดับแนวหน้าหลายเล่ม ซึ่งรวมถึงโว้ก (อเมริกัน, อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, อังกฤษและญี่ปุ่น), นิวเมโร, 10, ไอ-ดี, ดับบลิว และ วี นอกจากนี้เธอยังเป็นนางแบบให้กับดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง ชาแนล, คริสเตียน ลาครัวซ์, ฌอน พอล โกติเยร์, อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน, จอห์น กาเลียโน, หลุยส์ วิตตอง, แอร์เมส, พอล สมิธ, แอนนา ซุยและจูเลียน แม็คโดนัลด์ และเธอยังได้มีส่วนร่วมในองค์กรและองค์กรการกุศลทางสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรมหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงองค์กรนิรโทษกรรมสากล, อีโคสไตล์, วอเตอร์ เอด, ฟอร์จูน ฟอรัม, รัน ฟอร์ ทรี ฟอร์ ซิตี้ส์, แอฟริกัน เรเนซองส์, เอเจเอฟ (เอธิคัล จัสติส ฟาวน์เดชัน) และแพลนบีของมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ นอกจากนั้น เธอยังได้เขียนบทนำให้กับหนังสือของแทมซิน บลังชาร์ดในชื่อ Green is the New Black และได้ร่วมมือกับดีไซเนอร์ชาวอังกฤษที่จะสร้างไลน์เสื้อผ้าถักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แม้จะเป็นนางแบบที่เป็นที่ต้องการตัวสูง แต่การศึกษาก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอเสมอ ในปี 2008 เธอได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่โด่งดัง นอกเหนือจากการเรียนและการเดินแบบแล้ว เธอยังเพิ่งเปิดตัวในโลกการแสดงด้วการแสดงประกบฮีธ เล็ดเจอร์ ผู้ล่วงลับ, จอห์นนี เด็ปป์, จู๊ด ลอว์และคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ในภาพยนตร์โดยเทอร์รี กิลเลียมเรื่อง The Imaginarium of Doctor Parnassus นอกจากนั้น เธอยังได้แสดงประกบคริสติน สจวร์ต, เลียม เฮมส์เวิร์ธและชาร์ลิซ เธอรอนในบทเกรทา ในภาพยนตร์เรื่อง Snow White and The Huntsman และเธอก็จะได้แสดงในภาพยนตร์โดยแมรี แฮร์รอน (American Psycho) เรื่อง The Moth Diaries อีกด้วย

Sarah Bolger (ซาราห์ โบลเกอร์) รับบท Rebecca (รีเบ็กก้า)

ซาราห์ โบลเกอร์ เธอได้แสดงที่ยัง พีเพิลส์ เธียเตอร์ โค. ตั้งแต่อายุแค่ห้าขวบ หลังจากนั้นไม่ถึงปี เธอก็ได้รับเลือกให้แสดงประกบนักแสดงระดับแนวหน้าของไอร์แลนด์หลายคนในเรื่องราวที่สร้างจากชีวิตจริง A Love Divided ที่กำกับโดยซิด แม็คคาร์ทนีย์ หลังจากนั้น เธอก็ได้รับบท เฮเลนา ในภาพยนตร์เรื่อง A Secret Affair ที่สร้างจากนิยายโดยบาร์บารา เทย์เลอร์ แบรดฟอร์ด ในปี 2001 ที่เธอได้รับเลือกจากผู้กำกับผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ จิม เชอริแดน ให้แสดงประกบเอ็มมา โบลเกอร์ น้องสาวในชีวิตจริงของเธอ ในภาพยนตร์เรื่อง In America นั้นเองที่โบลเกอร์ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากทั่วโลกและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขานักแสดงหน้าใหม่และรางวัลแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยม รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากเวทีรางวัลต่างๆ ทั่วโลก ด้านจอแก้ว โบลเกอร์ได้แสดงในซีรีส์ชื่อดังหลายเรื่อง เช่น The Clinic (อาร์ทีอี 2005) และดรามาอื้อฉาวเรื่อง Stardust ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทรทัศน์ปรีซ์ ยูโรปา โบลเกอร์ได้แสดงประกบแอนดี้ แม็คดูเวลในภาพยนตร์เรื่อง Tara Road ที่กำกับโดยกิลส์ แม็คคินนอน ในปี 2006 เธอได้แสดงประกบมิคกี้ โร้คและบิล ไนฮีย์ใน Alex Rider: Stormbreaker ในบทของสาวแก่นซ่าส์ ซาบินา เพลเชอร์ เธอได้แสดงใน The Spiderwick Chronicles และรับบทเจ้าหญิงแมรีในซีรีส์โชว์ไทม์เรื่อง The Tudors ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลไอริช ฟิล์ม แอนด์ เทเลวิชัน อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2011 เธอเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง As Cool As I Am ที่เธอรับบทลูกสาวของแคลร์ เดนส์และเจมส์ มาร์สเดน และเริ่มถ่ายทำเรื่อง CRUSH ที่เธอได้แสดงประกบลูคัส ทิล (X-Men: First Class)

Sarah Gadon (ซาราห์ กาดอน) รับบท Lucie (ลูซี)

ซาราห์ กาดอน ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนในฐานะนักศึกษาหลักสูตรภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยโตรอนโต ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จสมัยไฮสคูลของเธอในฐานะปราชญ์แห่งออนตาริโอ ซึ่งเป็นเกียรติที่เธอได้รับจากผลงานของเธอในเรื่องสิทธิสตรีทั่วโลกด้วยเช่นกัน กาดอนได้รับการเสนอชื่อชิงทั้งรางวัลแอ็คตราและเจมินี อวอร์ด (สาขาการแสดงยอดเยี่ยมของนักแสดงหญิง) จากการรับบทรับเชิญในซีรีส์ซีบีเอส/ซีทีวีเรื่อง Flashpoint นอกจากนี้ เธอยังได้รับบทประจำในซีรีส์แคนาเดียนที่ได้รับรางวัลสามเรื่องได้แก่ Murdoch Mysteries, The Border และ Being Erica ในปี 2009 ซาราห์เป็นชาวแคนาดาเพียงคนเดียวที่ได้เป็นขาประจำในซีรีส์เอบีซีเรื่อง Happy Town นอกจากนี้ เธอยังได้พากย์เสียงใน Ruby Gloom โดยเนลวานา ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเจมินีและ Total Drama Island โดยเทเลตูน รวมถึงการบรรยายเสียงในภาพยนตร์โดยซีบีซีเรื่อง Society’s Child อีกด้วย เธอมีภาพยนตร์สองเรื่องเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานั่นคือ Leslie, My Name Is Evil (2009) และ Siblings (2005) กาดอนจะได้แสดงประกบแดเนียล เคร็กและนาโอมิ วัตส์ในภาพยนตร์โดยจิม เชอริแดนเรื่อง Dream House, ภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง A Dangerous Method ที่เธอรับบทเอ็มมา จุง ประกบไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, เคียรา ไนท์ลีย์และวิกโก้ มอร์เตนเซน, ภาพยนตร์โดยเดวิด โครเนนเบิร์กเรื่อง Cosmopolis ประกบโรเบิร์ต แพททินสันและ The Moth Diaries ที่เธอแสดงประกบลิลลี โคลและซาราห์ โบลเกอร์ กาดอนที่เป็นแดนเซอร์ที่ประสบความสำเร็จเธอได้เป็นผู้ช่วยระดับจูเนียร์ที่โรงเรียนบัลเลต์แห่งชาติของแคนาดาและเป็นนักศึกษาที่คล็อด วัตสัน สคูล ฟอร์ เดอะ เพอร์ฟอร์มิง อาร์ตส์

Scott Speedman (สก็อต สปีดแมน) รับบท Mr.Davies (มิสเตอร์เดวีส์)

สก็อต สปีดแมน ล่าสุดได้แสดงในภาพยนตร์โดยนาธาน มอร์แลนโดเรื่อง Edwin Boyd ก่อนหน้านั้น เขาได้แสดงประกบพอล จิอาแมตติและดัสติน ฮอฟแมนในภาพยนตร์เรื่อง Barney’s Version โดยผู้กำกับริชาร์ด ลูอิส, ใน Good Neighbours ประกบเจย์ บารูเชล ให้กับผู้กำกับจาค็อบ เทียร์นีย์ เขาจะแสดงประกบราเชล แม็คอดัมส์และแชนนิง ทาทัมใน The Vow ให้กับผู้กำกับไมเคิล ซัคซี และเมื่อเร็วๆ นี้ เขาก็เพิ่งแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Moth Diaries ให้กับผู้กำกับแมรี แฮร์รอน นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์โดยอะตอม เอโกยานเรื่อง Adoration และได้แสดงประกบลีฟ ไทเลอร์ในภาพยนตร์ฮิตในบ็อกซ์ออฟฟิศโดยยูนิเวอร์แซล/โร้คเรื่อง The Strangers และได้แสดงในภาพยนตร์โดยไอเอฟซี ฟิล์มส์เรื่อง Anamorph ประกบวิลเลม เดโฟ ให้กับผู้กำกับเฮนรี มิลเลอร์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ ภาพยนตร์โดยอัลลัน มอยล์เรื่อง Weirdsville, ภาพยนตร์โดยเลน ไวส์แมนเรื่อง Underworld และ Underworld: Evolution ที่เขาแสดงประกบเคท เบคคินเซล, ภาพยนตร์โดยรอน เชลตันเรื่อง Dark Blue ประกบเคิร์ท รัสเซล, ภาพยนตร์โดยอิซาเบล คัวเซ็ทเรื่อง My Life Without Me ประกบซาราห์ โพลลีย์ ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติบอร์โดซ์, ภาพยนตร์โดยโทนี พิคซิริลโลเรื่อง The 24th Day ประกบเจมส์ มาร์สเดน, ภาพยนตร์โดยบรูซ พัลโทรว์เรื่อง Duets ประกบกวินเนธ พัลโทรว์และมาเรีย เบลโล, ภาพยนตร์โดยลี ทามาโฮรีเรื่อง xXx: State of the Union และภาพยนตร์โดยแกรี เบิร์นส์เรื่อง Kitchen Party ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง Can I Get a Witness? ที่กำกับโดยคริส เลฟโค ภาพยนตร์เรื่องนี้พัฒนาขึ้นที่ศูนย์ภาพยนตร์แคนาเดียนในโตรอนโต ที่ก่อตั้งโดยนอร์แมน ยิววิสัน และได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 1996 หลังจากนั้น เขาก็ได้เริ่มศึกษาที่เนเบอร์ฮู้ด เพลย์เฮาส์ในนิวยอร์กก่อนที่จะได้รับบทเบน โควิงตันในดรามายอดนิยมทางวอร์เนอร์ บรอส.เรื่อง Felicity ที่ประสบความสำเร็จในการฉายสี่ซีซัน เขาเปิดตัวในแวดวงละครเวทีครั้งแรกระหว่างซัมเมอร์ปี 2000 ที่เขาเว้นว่างจาก Felicity ด้วยการแสดงนำในละคโดยเอ็ดเวิร์ด อัลบี้เรื่อง The Zoo Story ที่อีควิตี้ เธียเตอร์ในโตรอนโต

ประวัติผู้สร้าง...

Mary Harron (แมรี แฮร์รอน) ผู้กำกับ/มือเขียนบท

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของแมรี แฮร์รอนคือ The Notorious Bettie Page สำหรับพิคเจอร์เฮาส์/เอชบีโอ ฟิล์มส์ และ คิลเลอร์ ฟิล์มส์ ที่นำแสดงโดยเกรทเชน โมล, ลิลลี เทย์เลอร์และจาเร็ด แฮร์ริส ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2005 ภายใต้เสียงวิจารณ์ชื่นชมล้นหลาม ก่อนหน้านั้น เธอได้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกอย่าง American Psycho ซึ่งเธอดัดแปลงจากนิยายเบสต์เซลเลอร์โดยเบรท อีสตัน เอลลิส ผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ลอนดอนสาขาผู้กำกับแห่งปี แฮร์รอนเปิดตัวในฐานะมือเขียนบท/ผู้กำกับภาพยนตร์ในปี 1996 ด้วย I Shot Andy Warhol ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ลิลลี เทย์เลอร์ นักแสดงของเรื่องได้รับรางวัลสเปเชียล จูรี อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาภาพยนตร์เรื่องแรกยอดเยี่ยม นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับเลือกให้ฉายเปิดในส่วนของ Un Certain Regard ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 1996 อีกด้วย แฮร์รอนได้กำกับซีรีส์โทรทัศน์ชื่อดังหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง Homicide, Oz, The L Word, Six Feet Under, Big Love, The Nine, Six Degrees และ Fear Itself เธอเริ่มต้นอาชีพผู้กำกับของเธอในสารคดีสำหรับจอแก้วอังกฤษ เธอได้กำกับภาพยนตร์สั้นหลายเรื่องให้กับซีรีส์ศิลปะทางบีบีซี 2 The Late Show และได้ร่วมอำนวยการสร้างซีรีส์สี่ตอนเกี่ยวกับการเลือกตั้งของอเมริกาในชื่อ Campaign! สำหรับ Edge ซึ่งเป็นการร่วมสร้างระหว่างบีบีซี/พีบีเอส เธอได้สร้างภาพยนตร์สั้นหกเรื่องเกี่ยวกับป็อป คัลเจอร์ ซึ่งรวมถึง How to Make an Oliver Stone Movie นอกจากนี้ เธอยังได้สร้างภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่องให้กับแชนแนล โฟร์ ซึ่งรวมถึง Winds of Change ภาพยนตร์ความยาวหนึ่งชั่วโมงเกี่ยวกับแอฟริกาใต้ในยุค 50s ก่อนหน้าการทำงานภาพยนตร์ แฮร์รอนเคยเป็นนักข่าวดนตรีร็อคมาก่อน เธอช่วยก่อตั้ง พังค์ นิตยสารพังค์เล่มแรก และเป็นนักเขียนเพียงคนเดียวจากสื่อสิ่งพิมพ์อเมริกาที่ได้สัมภาษณ์ เดอะ เซ็กส์ พิสทอลส์ แฮร์รอนได้เขียนประวัติของเวลเว็ท อันเดอร์กราวน์ให้กับนิว มิวสิคัล เอ็กซ์เพรส หนังสือพิมพ์ดนตรีอังกฤษ รวมถึงประวัติของแอนดี้ วอร์ฮอลและแพ็คทอรี ฟอร์ เมโลดี้ เมคเกอร์ เธอเป็นนักวิจารณ์ดนตรีร็อคให้กับเดอะ การ์เดียน หนังสือพิมพ์อังกฤษ เป็นนักวิจารณ์ละครเวทีให้กับเดอะ อ็อบเซิร์ฟเวอร์และนักวิจารณ์โทรทัศน์และดนตรีร็อคให้กับเดอะ นิว สเตทส์แมน นอกจากนี้ เธอยังได้ร่วมงานกับอลิซาเบธ เลอคอมป์แห่งวู้สเตอร์ กรุ๊ป เธียเตอร์ คัมปะนีในบทละครเกี่ยวกับศิลปิน แจ็คสัน พอลล็อคอีกด้วย ตอนนี้ เธอกำลังเขียนบทภาพยนตร์ดั้งเดิมร่วมกับสามี ผู้เป็นทั้งนักเขียนและผู้กำกับ จอห์น ซี. วอลช์ (Ed’s Next Move, Pipe Dream)

Rachel Klein (ราเชล ไคลน์) นักเขียน

นิยายเรื่อง The Moth Diaries ของราเชล ไคลน์ ได้รับการตีพิมพ์ในสิบสองภาษา เรื่องราวและการแปลของเธอได้ถูกตีพิมพ์ในเดอะ ปารีส รีวิว, เดอะ ลิเทอรารี รีวิวและกลิมเมอร์ เทรน สตอรีส์

Karine Martin (แคริน มาร์ติน) ผู้อำนวยการสร้าง

แคริน มาร์ติน ดำรงตำแหน่งประธานมีเดียบิซ แห่งมอนทรีอัล โดยผลงานล่าสุดของเธอในฐานะผู้อำนวยการสร้างได้แก่ Magic Beyond Words: the J.K. Rowling Story และ Maïna แครินได้มีส่วนร่วมกับการระดมทุน การจัดการเงินทุนและการควบคุมด้านการเงินให้กับกลุ่มด้านสื่อมวลชน ธนาคารระหว่างประเทศ กองทุนบำนาญและกองทุนเอกชน ผู้อนำวยการสร้างและลูกค้าทั่วทั้งเอเชีย อเมริกาเหนือและยุโรป ผ่านทางมีเดียบิซและบริษัทลูกของมัน มาร์ตินได้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างหรือผู้สนับสนุนด้านเงินทุนให้กับโปรเจ็กต์จอเงินและจอแก้วกว่า 30 เรื่อง เธอได้ทำงานให้กับบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายจอแก้วและจอเงินในลอสแองเจลิส ที่ซึ่งเธอได้ควบคุมกิจการด้านกฎหมาย การเงินและพาณิชย์ ในฐานะรองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายดำเนินธุรกิจ เธอเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งทนายความให้กับบริษัทกฎหมายขนาดใหญ่สองแห่งในแคนาดา ที่ซึ่งเธอได้ฝึกฝนด้านการดำเนินคดี กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายบริษัทและกฎหมายบันเทิงด้วย

David Collins (เดวิด คอลลินส์) ผู้อำนวยการสร้าง

เดวิด คอลลินส์ได้บริหาร แซมสัน ฟิล์มส์ หนึ่งในบริษัทผลิตภาพยนตร์อิสระระดับแนวหน้าของไอร์แลนด์ ผลงานล่าสุดของเขาได้แก่ภาพยนตร์มิวสิคัลทุนต่ำที่ได้รับรางวัลออสการ์เรื่อง Once (2006) และ Eden (2007) ที่ทำให้ไอลีน วอลช์ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาในปี 2007 นอกจากนี้ เขายังได้อำนวยการสร้างซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเรื่อง Bachelors Walk และ Pure Mule ให้กับอาร์ทีอี เทเลวิชันทั้งสองเรื่อง ผลงานล่าสุดของเขาได้แก่ Snap ที่เขียนบทและกำกับโดยคาร์เมล วินเทอร์ส ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ไทรเบกาในปีนี้, Cairo Time โดยมือเขียนบท/ผู้กำกับ รูบา นัดดา (ได้รับรางวัลภาพยนตร์แคนาเดียนยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2009) ที่ร่วมอำนวยการสร้างโดยฟาวน์ดรี้ ฟิล์มส์และ Foxes ผลงานร่วมสร้างระหว่างไอริช/เช็ก/สโลวัค ที่เขียนบทและกำกับโดยมิรา ฟอร์เนย์ และได้รับเลือกให้เข้าฉายในสัปดาห์นักวิจารณ์ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิสปี 2009 โปรเจ็กต์ปัจจุบันของเขาได้แก่ Losing It ภาพยนตร์ทุนต่ำที่ถ่ายทำในนิวยอร์กและเขียนบทและกำกับโดยแม็คดารา วัลเลลี คอลลินส์ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ไอริชจนเมื่อเร็วๆ นี้และเขาก็เป็นผู้ก่อตั้ง/ผู้อำนวยการไลท์เฮาส์ ซีเนมาในดับลิน นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกสถาบันภาพยนตร์ยุโรปอีกด้วย

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram