ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่น Baby boomers กับ New Gen บทเรียนสุดอบอุ่นใน The Intern

ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่น Baby boomers กับ New Gen
บทเรียนสุดอบอุ่นใน The Intern

 

 

ผมเคยอ่านเจอว่านักดนตรีไม่มีวันเกษียณ พวกเขาหยุด
ก็ต่อเมื่อไม่มีดนตรีอยู่ในตัวเองอีกต่อไป แต่ผมยังคงมี
ดนตรีอยู่ในตัวของผม ผมแน่ใจเต็มร้อยในเรื่องนั้น

               

หนังของแนนซี เมเยอร์สได้รับการยกย่องจากการสำรวจความสัมพันธ์โรแมนติกได้อย่างตลกขบขันสะเทือนอารมณ์ และตรงตามความเป็นจริง ตั้งแต่การจีบ การแต่งงาน การหย่า ไปจนถึงสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ในหนังของเธอมักมีมิตรภาพระหว่างตัวละครปรากฏอยู่ด้วยเสมอ และความสัมพันธ์นั้นก็มาเป็นศูนย์กลางหลักใน “The Intern

 เมเยอร์สกล่าวว่า “ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ผลักดันหนังของฉันแต่ก็ยังมีความสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากความสัมพันธ์โรแมนติก ดังนั้นเมื่อฉันมีแนวคิดเรื่องชายสูงอายุที่มาเป็นพนักงานฝึกงานในบริษัทเกิดใหม่ ฉันก็เลยตระหนักว่านี่ไม่ใช่เรื่องรักตามความหมายทั่วไป แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความผูกพันและมิตรภาพ...ระหว่างคนสองคนซึ่งอาจไม่ได้โคจรมาพบกันถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นแบบนี้”

The Intern” ยังได้นำองค์ประกอบอีกส่วนหนึ่งในชีวิตที่ช่วยสร้างตัวตนของเราขึ้นมานั่นคือ งาน เมเยอร์สย้ำเรื่องนี้ในประโยคเปิดของหนังซึ่งอ้างข้อสันนิษฐานของฟรอยด์ที่ว่า “ความรักและการงาน การงานและความรัก ทั้งหมดก็มีอยู่เท่านี้เอง” ผู้กำกับยืนยันว่า “ฉันคิดว่าการมีเป้าหมายและมีคนเห็นคุณค่าเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานพอกันกับการได้รักและได้รับความรัก”

แต่เมื่อคุณเกษียณแล้วและคนรักก็จากไป คุณจะไปไหนและทำอะไรต่อล่ะ
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้เองที่เบน วิทเทคเคอร์ ตัวละครหลักหนึ่งในสองตัวของหนังเรื่องนี้กำลังเผชิญอยู่

 

ใน “The Intern” เมเยอร์สพัฒนาแนวทางความสัมพันธ์ที่น่าสนใจและโดดเด่นระหว่างเบน เบบี้บูมเมอร์รุ่นแรกๆ กับคนรุ่นมิลเลนเนียลซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่เข้ามาสู่โลกของการทำงาน เธอสนุกกับการให้อดีตผู้บริหารบริษัทสมุดโทรศัพท์ต้องมาตกใจกับวัฒนธรรมใหม่ในโลกซึ่งแทบไร้กระดาษที่บริษัทแห่งใหม่นี้ ทุกคนแต่งตัวตามสบายทุกวันไม่ใช่เฉพาะวันศุกร์ การสวมเสื้อฮู้ดปะทะการพกผ้าเช็ดหน้า ใช้ Facebook ไม่ใช่สมุดโทรศัพท์ ทวีตแทนที่จะพูด อีโมติคอนมาแทนที่การแสดงความรู้สึกจริงๆ และความจุเป็นกิกะไบท์ก็มาเหนือความเป็นสุภาพบุรุษ

 

 

“ฉันคิดว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ทุกอย่างเดินหน้าไปเร็วกว่าเดิม” ฟาร์เวลล์กล่าว “คุณจะได้พบมือโปรที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากและมีหลายสิ่งหลายอย่างมามอบให้ เป็นคลังความรู้และภูมิปัญญาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต แล้วคุณก็จะได้เห็นคนทำงานรุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งมีทัศนคติและมุมมองต่ออาชีพแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง” 

เมเยอร์สกำหนดให้เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมอันน่าหลงใหลของวัฒนธรรมองค์กรเกิดใหม่ “องค์กรเกิดใหม่น่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจและสนุกที่สุดในการถ่ายทอดการปะทะกันทางวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” เธอกล่าว

“เป็นสนามเด็กเล่นแสนสนุกที่มีคนสองรุ่นมาปะทะกันค่ะ” แฮทธาเวย์กล่าว “ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสังคมที่เราสร้างขึ้นมา หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยรั้งเราไว้กำลังค่อยๆ ตายจากไป โชคร้ายที่สิ่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนหายไปด้วยก็คือความมีมารยาทต่อกัน”

เดอ นีโรเห็นด้วย “แน่นอนว่ามีบางสิ่งที่ควรพูดถึงเกี่ยวกับประสบการณ์และธรรมเนียมประเพณี นั่นคือสิ่งที่แนนซีนำเสนอในหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเล่าของความมีอายุเหนือความหนุ่มสาว จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

ช่องว่างระหว่างวัยยังได้เปิดทางให้กับสิ่งที่กลับกันอย่างน่าประหลาดซึ่งสะท้อนอยู่ในหนัง เมเยอร์สอธิบายว่า “ขณะที่ผู้หญิงเติบโตจากเด็กสาวเป็นผู้หญิงเต็มตัว ผู้ชายกลับเปลี่ยนจากผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก ขณะที่คนคอยบอกเด็กสาวว่าพวกเธอสามารถประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็ได้ ฉันคิดว่าผู้ชายกลับไม่ค่อยเป็นที่สังเกตเห็นและยังคงพยายามหาทางกันอยู่”

 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram