ข้อมูลภาพยนตร์ The Bullet Vanishes

The Bullet Vanishes ดับแผนล่ากระสุนสั่งตาย

ประเภท Action/Drama/Suspense/Thriller
กำหนดฉาย 30 พฤษภาคม 2013
บริษัทจัดจำหน่าย โมโนฟิล์ม
อำนวยการสร้าง เดเร็ก อี้ (Inner senses “ผีอยากให้คนเห็น”)
กำกับ/ เขียนบท เหลียงโลฉี (Koma “ฆ่าหลอน...ซ่อนตาย), (Inner senses “ผีอยากให้คนเห็น)
นำแสดง หลิว ชิงยหวิน( C’est la vie, Mon Cheri รักนี้มีเธอคนเดียว) เซี๊ยะถิงฟง(พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น, ปะฉะดะ คนเหนือยุทธ)

เรื่องย่อ

ในช่วงที่เหล่าแก็งอันธพาลครองเมืองในประเทศจีนได้มีเด็กสาวคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยลูกกระสุน เธอถูกเชื่อกันว่าถูกฆ่าตายโดยคนที่ชื่อว่า “หัวหน้า” (The Boss) หกเดือนหลังจากนั้นได้เกิดการฆาตกรรมต่อเนื่อง ตำรวจสองนาย ชื่อ “อาซ่ง” (Song Donglu) และ “อาเก๋า” (Guo Zhui) ได้รับหน้าที่สืบสวนคดี และเบาแสทั้งหมดนั้นได้พุ่งตรงไปหาเด็กหญิงที่ตายคนนั้น ทั้งคู่ได้ค้นพบว่า “การขโมยกระสุน” ของเด็กสาวคนนั้นเป็นการกลบเกลื่อนร่องรอยจากทฤษฎีสมคบคิดบางอย่างระหว่าง “หัวหน้า” (The Boss) และผู้บัญชาการตำรวจ ภายหลังทั้ง อาซ่ง และ อาเก๋า กลับกลายเป็นผู้ถูกไล่ล่าเสียเองแต่แทนที่เขาทั้งสองจะเกรงกลัวต่ออิทธิพลมืดกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ทั้งสองอยากไขปริศนาดคีนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาทั้งสองจะจับตัวคนร้ายหรือไม่ และอะไรกันแน่ที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการฆาตกรรมต่อเนื่อง ความลับที่ถูกปิดไว้กำลังจะถูกเปิดเผยขึ้น

เกี่ยวกับภาพยนตร์

“การฆาตกรรมที่ไร้ที่ติ”(Perfect Crime) หมายถึงการฆาตกรรมที่แทบจะไร้ซึ่งพยานหรือหลักฐานในอาชญากรรมเรื่องนั้นๆ และด้วยเหตุนี้ทำให้เหล่าฆาตกรเหล่านี้ลอยนวลไปได้ “The Bullet Vanishes” เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของแผนอันแยบยลที่จะก่อให้เกิดการฆาตกรอื่นๆอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะนำเสนอไม่ได้มีเพียงแค่การตามหาว่าฆาตกรเป็นใคร แต่สิ่งที่น่าสนใจและแยบยลไปมากกว่านั้นก็คือการค้นหาสาเหตุหรือแรงดลใจ (Motive)ในสิ่งที่ฆาตกรคิดและเป็น

รายละเอียดงานโปรดักชั่นและลักษณะตัวละคร

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1930 ที่เซี่ยงไฮ้ ในช่วงนั้น เซี่ยงไฮ้นับว่าเป็นเมืองที่มีความพัฒนามากในระดับหนึ่งเนื่องมาจากถือเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตกเข้าด้วยกัน เป็นที่ที่ซึ่งความหรูหราทันสมัยปะปนอยู่กับความเก่าและโบราณในสถานที่ที่เดียวกัน ดังนั้นภาพและโทนสีของหนังนั้นมีความเป็นสมัยใหม่และร่วมสมัย จุดที่เด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการเลือกใช้ภาพ เทคนิค และโทนสีของภาพ ถึงแม้ว่าหนังจะออกไปในแนวย้อนยุค แต่ผู้กำกับและ งานออกแบบฉาก ปฏิเสธที่จะเดินไปที่จุดนั้น กลับกันพวกเขาเน้นภาพให้ดูทันสมัยเหมาะกับภาพยนตร์ในยุคปัจจุบัน ถ้าหากให้เปรียบกันนั้นเรื่องนี้คือการที่ผู้กำกับเลือกที่จะสร้างหนังแบบ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (ฉบับ Guy Richie) ให้เป็นหนังแนวเดียวกันที่เกิดขึ้นในโลกตะวันออก คำถามที่เกิดขึ้นในใจของทีมงานคือการจะปรุงแต่งภาพและตัดต่ออย่างไรให้คนดูไม่รู้สึกเหมือนกับต้องมาดูหนังที่เก่าและล้าสมัย และพวกเขาก็ค้นพบแนวทางที่ชัดเจนเมื่อพวกเขาเลือกที่จะทำการเล่าเรื่องในแนวใหม่นี้ จุดโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้อีกอย่างหนึ่งคือภาพนั้นเน้นถ่ายไปที่พื้นที่โล่งและว่างเปล่า สถานที่ที่เด่นที่พวกเขาได้ไปถ่ายทำก็มี สนามรบในสมัยก่อน, ย่านการค้าประเวณี(Red-light District) และ สถานีตำรวจ ในช่วงปี 1930 นั้น กลุ่มแก็งอันธพาลยึดครองพื้นที่ตามส่วนต่างๆ เปรียบเสมือนในยุคของอัล คาโปน (Al Capone) ของฝั่งโลกตะวันออกทำให้ การแต่งตัวของตัวละคร (Costume design) เน้นไปที่การใส่ชุดสูทสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาว รวมไปถึงหมวกสีขาว

ประวัติผู้กำกับ

Lo Chi- Leung นับว่าเป็นผู้กำกับมือทองคนหนึ่งของเกาะฮ่องกง เพราะงานที่เขาจับแต่ละเรื่องถ้าไม่เป็นหนังที่ได้เงินกำไรเยอะมากก็จะเป็นหนังที่ได้รางวัลแทน เขาเริ่มเข้าทำงานในด้านภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 1991 บทภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาเขียน Full Throttle ได้รับรางวัล บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จาก Hong Kong Film Awards นอกจากนั้นในปี 1996 เขายังได้เขียนและร่วมกำกับในหนังเรื่อง Viva Erotica ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และงานที่ทำให้เขาโด่งดังที่สุดก็คือการที่เขาเขียนบทและกำกับเรื่อง Koma “ฆ่าหลอน...ซ่อนตาย” และเรื่อง Inner senses “ผีอยากให้คนเห็น” (ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี นำแสดงโดย เลสลี่ จาง) ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการไปฉายในงานภาพยนตร์เบอร์ลิน และเทศกาลปูชอนของประเทศเกาหลี ภาพยนตร์เดียวกันนี้ เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาล Hong Kong Film Awards

ประวัติผู้อำนวยการสร้าง

Derek Yee เริ่มงานทำภาพยนตร์ในปี 1992 งานของเขา ได้แก่เรื่อง C’est la vie , Mon Cheri (รักนี้มีเธอคนเดียว) ซึ่งได้รับรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม รวมไปถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมใน Hong Kong Film Awards จากนั้นเขาก็ทำงานโปรดิวซ์ให้กับงานโฆษณาหลายตัว รวมไปถึงภาพยนตร์อย่าง Inner senses “ผีอยากให้คนเห็น” ผลงานเรื่องก่อนๆที่ผ่านมือของทีมงานการสร้างนี้คือเรื่อง “วิ่งปล้นฟัด” (Chinese Zodiac) หนังที่ได้รับกระแสอย่างยอมเยี่ยมไปทั่วโลกเมื่อเฉินหลงกลับมาเล่นหนังฮ่องกงอีกครั้ง นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่อง “คนลิงเทวดา”(A Chinese tall story) และ Kung Fu Dunk (หนังบาสเกตบอลมันส์ของ เจย์ โจว)

ประวัตินักแสดง

Ching Wan Lau หลิว ชิงยหวิน (รับบทเป็น อาซ่ง)

เป็นดาราที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 2 เรื่องในปีเดียว จากเรื่อง C’est la vie , Mon Cheri (รักนี้มีเธอคนเดียว) และ Thou Shalt Not Swear จากนั้นเขาได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอีก 11 ครั้ง นับว่าเป็นนักแสดงมากความสามารถคนหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนในเรื่อง The Bullet vanishes นั้นเขารับบทเป็น” อาซ่ง” ตำรวจที่เคยทำงานเป็นพัศดีในเรือนจำมาก่อน สิ่งที่เขาคิดอยู่เสมอคือการช่วยเหลือนักโทษที่ต้องโทษที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยการขออุทธรณ์ให้กับนักโทษคดีนั้นๆ จากนั้นเขาก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็นตำรวจนักสืบ เขาเป็นคนประเภทชอบสังเกตและแส่หาเรื่องไปทั่ว สิ่งที่ทำให้เค้าแปลกๆกว่าคนอื่น นั่นคือการทดลองใช้ตัวเองเป็นหนูศพทดลอง จำลองตัวเองว่าถ้าหากตัวเองเป็นศพซะเอง แล้วอะไรคือเบาะแส และอีกสิ่งหนึ่งคือเขามีทฤษฎีแปลกๆเสมอเมื่อต้องอยู่ที่จุดเกิดเหตุฆาตกรรม จุดด้อยจุดเดียวของเขาคือเขายังขาดประสบการณ์การเป็นนักสือบมืออาชีพ

Nicholas Tse เซี๊ยะถิงฟง (รับบทเป็น อาเก๋า)

ได้รับรางวัลครั้งแรกเมื่อปี 1996 แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมาจากเรื่อง “วิ่งสู้ฟัด” (New Police Story) และ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” (Bodyguards and Assassins)นอกจากนั้นที่เขายังเล่นหนังตลาดที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า” หรือหนังแอคชั่นสุดมันส์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนอย่างเรื่อง ”Dragon Tiger Gate ปะฉะดะ คนเหนือยุทธ” ในเรื่อง The Bullet Vanishes เขาได้รับบทเป็น “อาเก๋า” ตำรวจนักสืบที่มีประสบการณ์ และ”เสือปืนไวแห่งเทียนฉิง” คือสมญานามที่เขาได้รับ เขาเป็นคนที่เก่งและเฉลียวฉลาด มีไหวพริบดี เขาสามารถบอกได้ถึงขนาดตัว และลักษณะของคนร้ายด้วยการเห็นเพียงแค่รอยเท้าของคนร้าย ส่วนเหตุผลที่เขาเข้ามาทำงานเป็นตำรวจนั้นเนื่องมาจากการเมื่อตอนสมัยที่เขาเป็นเด็กเขาได้เป็นพยานในการจับตัวคนร้ายที่ฆาตกรรมแม่ของเขาอย่างเลือดเย็น นับตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็ปฏิญาณตนเองมาเสมอว่าจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรม นิสัยส่วนตัวบางอย่างทำให้เขาชอบทำงานคนเดียวและไม่ชอบมีคู่หูและชอบมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมงานด้วยเป็นประจำ และคราวนี้ถึงแม้ว่าเขาจำเป็นต้องต้องทำงานเป็นคู่หูอย่าง “อาซ่ง” ซึ่งเป็นคนที่ลักษณะนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง อนาคตของคู่นี้จะทำงานเข้ากันได้หรือขัดแย้งกันหรือไม่ และผลลัพธ์ของคดีนี้จะเป็นเช่นไร

Liu Kai-chi (รับบทเป็น Boss)

เขาแสดงในภาพยนตร์และโทรทัศน์ฮ่องกง มามากกว่าร้อยเรื่อง เขาเคยได้รับรางวัลดาราชายสมทบจากเรื่อง Cageman และเรื่อง The Beast Stalker (ล่าระห่ำคนเฉือนคม) ส่วนในเรื่อง The Bullet Vanishes เขารับบทเป็น Boss ซึ่งเป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพล คติหลักประจำตัวเขาคือเขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างหากมันนำมาซึ่งทรัพย์สินและเงินทองถึงแม้มันจะต้องแลกมาด้วยเลือดก็ตาม

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram