ข้อมูลภาพยนตร์เรื่อง ted – เท็ด หมีไม่แอ๊บ แสบได้อีก

ข้อมูลภาพยนตร์เรื่อง ted เท็ด หมีไม่แอ๊บ แสบได้อีก

ชื่อภาพยนตร์ TED ชื่อไทย เท็ด หมีไม่แอ๊บ แสบได้อีก วันที่เข้าฉาย กันยายน 2555 จัดจำหน่าย บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) เว็บไซต์ www.tedisreal.com ทีมนักแสดง มาร์ค วอห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) รับบท จอห์น เบนเน็ตต์ มิลา คูนิส (Mila Kunis) รับบท ลอรี่ คอลลินส์ เซ็ธ แม็คฟาร์เลน (Seth MacFarlane) รับบท เท็ด และกำกับ /บทภาพยนตร์ เรื่องราว/อำนวยการสร้าง โจเอล แม็คเฮล (Joel McHale) รับบท เร็กซ์ จิโอวานนี่ ริบิซี่ (Giovanni Ribisi) รับบท ดอนนี่ ทีมผู้สร้าง อเล็ค ซัลกิน (Alec Sulkin) – บทภาพยนตร์ เวลเลสลีย์ ไวลด์ (Wellesley Wild) – บทภาพยนตร์ สก็อต สตูเบอร์ (Scott Stuber) – อำนวยการสร้าง จอห์น จาค็อบส์ (John Jacobs) – อำนวยการสร้าง เจสัน คลาร์ค (Jason Clark) – อำนวยการสร้าง

ข้อมูลภาพยนตร์

กว่าทศวรรษมาแล้วที่เซ็ธ แม็คฟาร์เลน ได้ขยายขอบเขตของคอมมิดี้ออกไปกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์ฮิต Family Guy, American Dad! and The Cleveland Show บัดนี้ เขาได้นำอารมณ์ขันสุดโต่งของเขามาสู่จอเงินเป็นครั้งแรกในฐานะมือเขียนบท ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างและนักพากย์ของ Ted ในภาพยนตร์คอมมิดี้ไลฟ์แอ็กชั่น/CG อนิเมชันเรื่องนี้ แม็คฟาร์เลนได้บอกเล่าเรื่องราวของ จอห์น เบนเน็ตต์ (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก จาก The Other Guys, Contraband) ชายหนุ่มผู้ซึ่งความฝันในวัยเด็กของเขาเนรมิตชีวิตให้กับตุ๊กตาหมีที่เขารัก เกือบ 30 ปีให้หลัง เทพนิยายเรื่องนี้ก็จบไปนานแล้วล่ะ เท็ดลังเลที่จะห่างจากจอห์น...ท่ามกลางความรำคาญของ ลอรี่ คอลลินส์ (มิลา คูนิส จาก Friends With Benefits, Black Swan) แฟนสาวที่ความอดทนมาถึงขีดสุดของจอห์น แม้ว่าความขุ่นเคืองใจที่ลอรี่มีต่อจอห์นจะรุนแรงยิ่งขึ้นด้วยอาชีพการงานที่ตันอยู่กับที่และการหมดเวลาไปกับการพี้กัญชาและดื่มเบียร์กับเท็ดของเขา แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่หงุดหงิดกับเขามากที่สุด เมื่อจอห์นต้องดิ้นรนที่จะหาหนทางเอาตัวรอดกับสิ่งที่เรียกว่า วัยผู้ใหญ่ เขาก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือที่คาดไม่ถึงจากของเล่นในวัยเด็กของเขาเพื่อก้าวกระโดดจากการเป็นผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปเป็นผู้ชายที่เติบโตเต็มที่เสียที Ted กำกับโดย แม็คฟาร์เลน จากบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนร่วมกับ อเล็ค ซัลกิน (Family Guy, The Late Late Show With Craig Kilborn) และ เวลเลสลีย์ ไวลด์ (Family Guy, The Late Late Show With Craig Kilborn) นำแสดงโดยเหล่านักแสดงตลกระดับแนวหน้า ซึ่งรวมถึง โจเอล แม็คเฮล (ซีรีส์ Community, What’s Your Number?) ในบทเร็กซ์ เจ้านายที่ร่ำรวยและตัณหากลับของลอรี่, จิโอวานนี่ ริบิซี่ จาก Contraband, Avatar ในบทดอนนี่ ชายผู้อยากทำความฝันในวัยเด็กให้เป็นจริงด้วยการครอบครองเท็ดเป็นของตัวเองและ แพทริค วอร์เบอร์ตัน (Rules of Engagement, Family Guy) ในบทกาย เพื่อนร่วมงานรักการต่อสู้ประจำร้านเช่ารถยนต์ของจอห์น นักแสดงสมทบใน Ted คือขาประจำของซีรีส์ Family Guy ที่ประกอบไปด้วย เจสสิก้า บาร์ธ ในบททามี่-ลินน์ แคชเชียร์และแฟนสาวที่ไม่ได้เป็นหมีของเท็ด, จอห์น วีเนอร์ ในบทอลิกซ์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของจอห์นและ อเล็กซ์ บอร์สไตน์ และ ราล์ฟ การ์แมน ในบทพ่อและแม่ที่รักใคร่กันดี แต่ก็เฟอะฟะของจอห์น ในวัยหนุ่มสาว ผู้ที่ร่วมแสดงกับพวกเขาด้วยคือนักแสดงหน้าใหม่ เบรทท์ แมนลีย์ ผู้รับบท จอห์นวัย 8 ขวบ ผู้ซึ่งคำขอในวันคริสต์มาสของเขาเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพครั้งนี้ ศิลปินเจ้าของหลายรางวัลแกรมมี นอราห์ โจนส์ (My Blueberry Nights) รับบทแฟนสาวคนหนึ่งของเท็ด ในขณะที่ แซม โจนส์ (Flash Gordon) รับบทคามีโอเป็นฮีโรของพวกเขา แฟลช กอร์ดอน ผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจทุกสิ่งทุกอย่างของจอห์นและเท็ด นักแสดงชื่อดัง แพทริค สจวร์ต (แฟรนไชส์ X-Men, Star Trek: The Next Generation, Family Guy) รับหน้าที่ผู้บรรยายของเรื่อง ผู้ที่ร่วมงานกับแม็คฟาร์เลนในฐานะผู้อำนวยการสร้างของคอมมิดี้เรื่องนี้คือ สก็อต สตูเบอร์ (Safe House, Role Models) จากบลูกราส ฟิล์มส์ ร่วมด้วย จอห์น จาค็อบส์ (Blades of Glory, Beverly Hills Chihuahua) และ เจสัน คลาร์ค (แฟรนไชส์ Stuart Little, Act of Valor) ทีมงานเบื้องหลังของ Ted นำทีมโดยผู้กำกับภาพ ไมเคิล บาร์เร็ตต์   (You Don’t Mess with the Zohan, A Very Harold & Kumar 3D Christmas), ผู้ออกแบบงานสร้าง สตีเฟน ไลน์วีฟเวอร์ (Blades of Glory, Role Models), มือลำดับภาพ เจฟฟ์ ฟรีแมน  (Paul Blart: Mall Cop, Just Friends), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เด็บรา แม็คไกวร์ (Bad Teacher, Knocked Up) และคอมโพสเซอร์ วอลเตอร์ เมอร์ฟีย์ (Family Guy, American Dad!) โจนาธาน โมน (Your Highness, The Wolfman) รับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่อง

เกี่ยวกับงานสร้าง

หมีถือกำเนิด: ขอเชิญพบกับเท็ด

แม้ว่าในตอนแรกแม็คฟาร์เลนจะวาดภาพ Ted ไว้ว่าเป็นซีรีส์อนิเมชัน ไม่นานนัก เขาก็รู้ว่าเรื่องราวนี้น่าจะเหมาะกับการสร้างเป็นภาพยนตร์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความก้าวหน้าด้านการสร้างภาพ CG และเทคโนโลยีวิชวล เอฟเฟ็กต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาได้เลือก อเล็ค ซัลกิน และ เวลเลสลีย์ ไวลด์ สองมือเขียนบทจาก Family Guy ให้ช่วยพัฒนาเรื่องราวของตุ๊กตาหมีวิเศษและเจ้าของที่ไม่ยอมโตของเขา พวกเขาได้ร่วมกันสร้างเรื่องราวของเด็กชายขี้เหงา ผู้ซึ่งคำขอในวันคริสต์มาสปี 1985 ของเขากลายเป็นความจริงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และผู้ซึ่งตุ๊กตาหมีที่รักของเขาได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อมันมีชีวิตขึ้นมา ตุ๊กตาหมีที่โด่งดังไปทั่วโลกของเด็กชายจอห์นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมันก็มักจะไปปรากฏตัวในรายการต่างๆ เช่น The Tonight Show Starring Johnny Carson แต่หลังจากเวลาผ่านไปหลายสิบปี จอห์นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่พบว่า ของเล่นที่เขาเคยรักได้กลายเป็นเพื่อนช่างประชดประชัน ปากเสีย แถมโทรมอีกต่างหากไปเสียแล้ว และแม้ว่าจอห์นจะรักเท็ดแค่ไหน แต่จอห์นก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเขา “เซ็ธมีไอเดียสำหรับ Ted มานานแล้ว” ไวลด์เล่า “ผมจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าเขารอให้เทคโนโลยีมาถึงจุดที่เขาสามารถทำให้มันดูเหมือนตุ๊กตาหมีจริง ๆ ได้” เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “นั่นเป็นคอนเซ็ปต์ของเซ็ธ แต่เขาไม่มีเวลาจะนั่งเขียนบท ด้วยผลงานซีรีส์ 20 เรื่องทางจอแก้วของเขา เขาก็เลยให้เรามาเขียนดราฟท์คร่าว ๆ ให้ แล้วเราก็ทำงานร่วมกับเขาในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อเปลี่ยนแปลงและเพิ่มสีสันให้กับบทเรื่องนี้ครับ” “เซ็ธบอกว่าเขาอยากให้มันเป็นคอมมิดี้เรท R เจ๋ง ๆ ” ซัลกินกล่าวเสริม “หมีตัวนี้มีชีวิตขึ้นมาด้วยคำขอของเด็กน้อย แล้วพอคุณข้ามเวลามา 30 ปีให้หลัง เขากลับกลายเป็นรูมเมทที่ไม่ยอมไปไหนซะที พวกเขามีจุดเริ่มต้นที่สวยงามด้วยกัน เท็ดกลายเป็นหมีดังระดับประเทศ และท้ายที่สุดก็กลายเป็นเหมือนอดีตดาราเด็ก เขาเคยมีชื่อเสียงมาก่อน และยังคงมีชีวิตอยู่ แต่เขาไม่ได้ดังอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าคนจะยังคงจดจำเท็ดได้ตอนที่พวกเขาเห็นเขาเดินไปไหนมาไหนกับจอห์น อย่างตอนที่ทั้งคู่กำลังจะไปพี้กัญชาในสวนสาธารณะ แต่ก็ดันไปเจอกับแฟนๆ ที่จำเขาได้และอยากจะถ่ายรูปกับตุ๊กตาหมีน่ารักน่ากอดตัวนี้น่ะครับ” แม็คฟาร์เลนเห็นพ้องด้วยว่าสิ่งที่เขาสนใจที่สุดคืออารมณ์ขันที่เกิดขึ้นหลังจากที่เด็กชายตัวน้อยและตุ๊กตาหมีเติบโตขึ้นและเท็ดไม่ได้ถูกมองว่าสิ่วพิเศษอีกต่อไปแล้ว “ส่วนสำคัญของคอมมิดี้เกิดจากความจริงที่ว่าหลายปีหลังจากที่ตุ๊กตาหมีตัวนี้มีชีวิตขึ้นมา คนก็เริ่มเคยชินกับเขาและไม่มีใครแคร์เขาอีกต่อไปแล้ว” ผู้กำกับกล่าว “จนถึงจุดที่มันมักจะเกิดขึ้นในชีวิตจริง เมื่อช่วงเวลาแห่งความโด่งดังนั้นผ่านไปแล้ว อีก 95% ของชีวิตคุณจะเป็นยังไงล่ะ? นั่นเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิดี้ใน Ted ครับ” แม้ว่าการนำคอมมิดี้หยาบคายมาสู่ Ted เรท R จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่พวกเขาก็รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คงจะไม่เวิร์คถ้าขาดอารมณ์ที่แท้จริง สตูเบอร์อธิบายว่า “ประเด็นของเซ็ธคือเขาพยายามจะแหย่ทุกคนให้ขุ่นเคืองโดยไม่เว้นกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเลย แต่เขาก็ยังใส่หัวใจอบอุ่น คอมมิดี้และความไร้สาระเข้าไปในเรื่องราวนี้ ที่ท้ายที่สุดแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตและการทิ้งไอคอนในวัยเด็กของคุณไว้เบื้องหลังด้วย เขาสามารถผสมผสานหลายอย่างให้เข้ากันได้ มันมีเรื่องสุดเพี้ยนบางอย่างในหนังเรื่องนี้ที่จะทำให้คุณต้องอ้าปากค้างแล้วบอกว่า 'ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาเพิ่งทำแบบนั้นไป' แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่เคยคลาดสายตาไปจากหัวใจที่อบอุ่นของเรื่อง และคอมมิดี้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็เป็นแบบนั้นครับ” จอห์น จาค็อบส์ อีกหนึ่งผู้อำนวยการสร้าง ผู้เคยร่วมงานกับแม็คฟาร์เลนมาหลายปีกล่าวเสริมว่า “ผู้กำกับหน้าใหม่มักจะต้องมีตัวเลือกซัก 20 อย่างสำหรับทุกเรื่อง และก็มักจะลังเล ตัดสินใจไม่ถูก แต่ด้วยสัญชาตญาณที่เหลือเชื่อและประสบการณ์ด้านอนิเมชันของเซ็ธ เขาก็เลยรู้ดีว่าเขาต้องการอะไรและสามารถรับมือกับบทบาทที่ท้าทายทั้งสามอย่างได้ นั่นคือการกำกับ การแสดงและการดูแลงานวิชวล เอฟเฟ็กต์สำหรับตัวเท็ด นอกเหนือจากนั้น จังหวะในการแสดงตลก ทัศนคติที่น่านับถือและเซนส์ด้านวิชวลที่เฉียบคมของเขาก็ไม่เหมือนใครด้วย อย่างที่แฟนๆ ของ Family Guy คงจะรู้กันดีอยู่แล้ว” จาค็อบส์ยกย่องแม็คฟาร์เลนที่ “สามารถรับบทตัวละครอนิเมชันได้อย่างสมจริง นี่เป็นสิ่งที่ห่างไกลจากสไตล์แบบวอลท์ ดิสนีย์ที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ หมีตัวนี้อาจเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างคุณในบาร์ หรือขับรถไปงานเลี้ยงสละโสดกับคุณก็ได้ ผมรับประกันเลยว่าผู้ชมจะไม่เคยเห็นตัวละครแบบนี้มาก่อนและพวกเขาจะรักหมีตัวนี้ครับ!”

คู่ซี้สายฟ้าไม่พรากจาก: การคัดเลือกนักแสดงสำหรับคอมมิดี้

ตั้งแต่นาทีแรกที่พวกเขาได้พบกัน หนูน้อยจอห์น เบนเน็ตต์และเท็ดก็สาบานว่าจะเป็นเพื่อนรักกัน ตลอดกาลนาน ความสุขในวัยเด็กของพวกเขารวมถึงการไปขับรถโกคาร์ท การปั้นตุ๊กตาหิมะ การดูแฟลช กอร์ดอน การแต่งตัวในชุดคอสตูมสำหรับการเปิดตัว  Star Wars: Episode I: The Phantom Menace ในท้องถิ่น (ในบทดาร์ธ มอลและโยดา) การสนุกสุดเหวี่ยงและการดูแฟลช กอร์ดอน สมัยเด็ก ความกลัวสายฟ้าที่เหมือนกันทำให้พวกเขาผูกพันกันในฐานะ “คู่ซี้สายฟ้า” และความกลัวนี้ก็ติดตัวพวกเขาไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ไม่มีอะไรขจัดความกลัวนี้ได้ดียิ่งไปกว่าเพลงปลุกใจของทั้งคู่อีกแล้ว แม็คฟาร์เลนพูดถึงการคัดเลือกนักแสดงสำหรับบทของ จอห์น เบนเน็ตต์ ชายผู้ไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีว่า “มาร์ค วอห์ลเบิร์ก เหมาะกับบทนี้มากเพราะเขาเป็นคนตลกสุด ๆ ได้ แต่ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่แท้จริงและความสมจริงออกมาได้ เมื่อเขาพูดกับตุ๊กตาหมี คุณจะเชื่อว่าเขาอยู่ตรงนั้นจริง ๆ การที่เขาสามารถนั่งอยู่ตรงนั้นและถ่ายทอดอารมณ์ที่แท้จริงแบบนั้นออกมาเพื่อตุ๊กตาหมีที่ไร้ชีวิตเป็นสิ่งที่น่าประทับใจทีเดียว และนั่นก็จะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ชมติดตามหนังเรื่องนี้ครับ” ผู้ที่ได้รับเลือกให้แสดงประกบวอห์ลเบิร์กคือ มิลา คูนิส ในบท ลอรี่ คอลลินส์ แฟนสาวผู้เคยมีน้ำอดน้ำทนของจอห์น ผู้เป็นผู้บริหารด้านประชาสัมพันธ์ที่กำลังมาแรง นักแสดงสาว ผู้พากย์เสียง เม็ก ใน Family Guy มาเกือบ 13 ปี โตขึ้นมากับผู้กำกับของเธอ แม็คฟาร์เลนกล่าวว่า “การนำเธอมาร่วมงานเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เมื่อดูจากความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอและการที่เธอกำลังโด่งดังในตอนนี้ ซึ่งเธอก็คู่ควรกับความดังนั้นด้วยล่ะครับ” Ted ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักแสดงทั้งคู่ได้ร่วมงานกัน คูนิสเล่าว่า “มาร์คเป็นคนดังมาก ๆ และเขาก็เป็นนักแสดงที่ฉันรู้สึกสบายใจที่ได้ร่วมงานด้วย แค่รู้ว่ามีคนที่คอยใส่ใจคุณและที่คุณสามารถไว้ใจได้ก็เป็นเรื่องที่หาได้ยากแล้วล่ะค่ะ” แม้ว่าแก่นสำคัญของคอมมิดี้เรื่องนี้คือ เท็ด, จอห์นและลอรี่ แต่ทีมผู้สร้างก็มองว่าการไม่ได้หาตัวละครตามแบบฉบับมาสนับสนุนตัวละครหลักก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน สตูเบอร์เล่าว่า “เราอยากจะเติมเต็มชีวิตตัวละครของเรา หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เราทำในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในการสร้างหนังคอมมิดี้หรือโรแมนติกคอมมิดี้ คือเรามักไม่ค่อยแสดงให้เห็นว่าตัวละครหลักของเรามีชีวิตที่หลากหลาย มันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องสร้างมิติให้กับชีวิตการทำงานของเท็ด, ลอรี่และจอห์นและทำให้แน่ใจว่าคุณจะรู้จักตัวละครเหล่านี้ แล้วระหว่างนั้น เราก็ได้ทีมนักแสดงสมทบในแบบที่เราต้องการมาครับ” โจเอล แม็คเฮล ผู้เป็นที่คุ้นเคยกันดีของผู้ชมจากการแสดงตลกใน Community และ The Soup ได้รับบท เร็กซ์ เจ้านายตัณหากลับของลอรี่ที่พลายเมาธ์ พีอาร์ “โจเอลเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับผม” แม็คฟาร์เลนกล่าว “ผมเคยทดสอบเขาสำหรับตอนไพล็อตที่ฟ็อกซ์มาก่อน สำหรับโจเอลแล้ว เขาสามารถเดินกร่างแบบเก่าได้ ซึ่งตอนนี้ แทบไม่มีใครในฮอลลีวูดทำแบบนั้นได้อีกแล้วเพราะดูเหมือนว่าทุกคนจะมีสไตล์ที่เป็นทางการน้อยลงไปเยอะ โจเอลเป็นคนเดียวที่ผมคิดออกว่าสามารถทำแบบนั้นได้น่ะครับ” จิโอวานนี่ ริบิซี่ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งแสดงประกบวอห์ลเบิร์กในแอ็กชันทริลเลอร์เรื่อง Contraband และได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมี อวอร์ดจากการแสดงของเขาใน My Name Is Earl รับบท ดอนนี่ ชายผู้ซึ่งความต้องการมีเพื่อนอย่างเท็ดในวัยเด็กของเขาเติบโตงอกเงยกลายเป็นความหมกมุ่นที่อันตรายในวัยผู้ใหญ่ “ผมคิดว่าดอนนี่เติบโตมาอย่างยากลำบากครับ เขาเป็นเด็กที่ไม่เคยมีตุ๊กตาหมีเลย มันก็เลยเหมือนมีช่องว่างในชีวิตเขา” ริบิซี่กล่าว “เขาอยากได้เท็ด แล้วพอเขาโตขึ้น เขาก็กลายเป็นสตอล์คเกอร์ ผู้ตัดสินใจที่จะทำให้ได้มาในสิ่งที่เขาไม่เคยมี ชีวิตของเขาทั้งยากจนข้นแค้นและถูกกดขี่ และเขาก็กำลังมองหาโอกาสที่จะทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงครับ” นอกเหนือจากมือเขียนบทของเรื่องและคูนิสแล้ว ก็ยังมีอีกหลายคนที่แม็คฟาร์เลนชื่นชอบมาร่วมงานกับเขาใน Ted “แฟน ๆ ของ Family Guy จะคุ้นเคยดีกับทีมนักแสดงที่ประกอบไปด้วย แพทริค วอร์เบอร์ตัน, อเล็กซ์ บอร์สไตน์ [โลอิส กริฟฟิน ผู้ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้], ราล์ฟ การ์แมน และ จอห์น วีเนอร์ ผู้รับบทตัวละครหลายตัวในซีรีส์น่ะครับ” จาค็อบส์ตั้งข้อสังเกต “พวกเขาต่างก็มีวิธีการสื่อสารทางลัดกับเซ็ธ บางคนเคยร่วมงานกับเขามาเป็นสิบปีแล้วและพวกเขาก็เป็นครอบครัวของเขา มันช่วยยกระดับความฮามากขึ้นเมื่อพวกเขามารวมตัวกันในกองถ่าย มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ได้เห็นครับ” ผู้ที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยรวมถึง บิล สมิทโรวิช (Iron Man) ในบท แฟรงค์ หัวหน้าที่สติไม่ค่อยดีของเท็ดที่ร้านขายของชำ, แมทท์ วอลช์ (Bad Santa) ในบท โธมัส เจ้านายผู้รักทอม สเกอร์ริตต์ของจอห์น ที่ลิเบอร์ตี้ เรนท์-อะ-คาร์ และ ลอรา แวนเดอร์วูร์ท (ซีรีส์ V) ในบท ทันย่า เพื่อนร่วมงานที่เห็นอกเห็นใจจอห์นอย่างน่าประหลาด เพื่อนร่วมงานของลอรี่ที่บริษัทของเร็กซ์ได้แก่ เจสสิก้า สตรูพ (Prom Night) ในบท เทรซี่, จินเจอร์ กอนซาก้า (ซีรีส์ The Morning After) ในบท จีน่า และ เมลิสซา ออร์ดเวย์ (A Very Harold & Kumar 3D Christmas) ในบท มิเชลล์

สมาชิกคนท้ายสุด:แม็คฟาร์เลนในบทเท็ด

นักแสดงคนแรกที่ถูกเลือกมาก็เป็นคนเดียวกับที่กุมบังเหียนภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง ในการควบสี่ตำแหน่งในกองถ่าย แม็คฟาร์เลนได้เนรมิตตัวละคร เท็ด ขึ้นมาจากการผสมผสานการพากย์เสียงและการแสดงเข้าด้วยกัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการที่แม็คฟาร์เลนสวมชุดโมชัน แคปเจอร์และงานโพสต์โปรดักชันของทีมวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่นำทีมโดยผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ เจนนี่ ฟูลล์จากเดอะ ครีเอทีฟ-คาร์เทลและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ แบลร์ คลาร์ค “ในโลกที่เพอร์เฟ็กต์ การแสดงของเท็ดก็เหมือนการแสดงของคนอื่นๆ นั่นแหละครับ” แม็คฟาร์เลนเล่า “มันเป็นระดับความสมจริงแบบเดียวกัน Who Framed Roger Rabbit เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมและเทคนิคหลาย ๆ อย่างที่ใช้ในหนังเรื่องนั้นก็ถูกใช้ในหนังเรื่องนี้ด้วย แต่เราไม่อยากจะสร้างสถานการณ์ที่มีตัวคนและมีตัวการ์ตูน เราอยากให้ทุกคนเป็นคน แค่คนหนึ่งบังเอิญมีร่างของตุ๊กตาหมีเท่านั้นเอง เคล็ดลับก็คือการปฏิบัติต่อเท็ดแบบเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ เราหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้คุณนึกได้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา เช่นการให้คนอุ้มเขาขึ้นไปที่สูงน่ะครับ” แล้วแรงบันดาลใจสำหรับเสียงของเท็ดคืออะไรล่ะ? “ผมมาจากนิวอิงค์แลนด์ครับ” แม็คฟาร์เลนตั้งข้อสังเกต “และครอบครัวผมหลายคนก็มาจากแถบบอสตัน ผมก็เลยโตขึ้นมากับชาวบอสตันและโร้ด ไอส์แลนด์หลายคน เสียงของเท็ดเป็นจุดหลอมรวมของเสียงต่าง ๆ เล่านั้น แต่จะสมจริงกว่าอย่างเสียงของปีเตอร์ ไบรอันหรือสตีวี่ใน Family Guy น่ะครับ” ในตอนที่เท็ดเป็นลูกหมีตัวน้อย เขารับบทโดย เซน โควันส์ ผู้รับบทเด็กร้ายกาจ ที่ทำให้ชีวิตจอห์นยากลำบากในช่วงเริ่มต้นเรื่องด้วยเช่นกัน สิ่งที่ดีสำหรับแม็คฟาร์เลนก็ดีสำหรับนักแสดงตัวน้อยคนนี้ด้วย และโควันส์ก็ต้องแสดงสดระหว่างที่อยู่ในชุดโมเวนด้วยเช่นกัน

ประวัตินักแสดง

มาร์ค วอห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) รับบท จอห์น เบนเน็ตต์ มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำจากการแสดงอันโดดเด่นของเขาในภาพยนตร์ปี 2010 เรื่อง The Fighter และดรามาชื่อดังปี 2006 โดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง The Departed อาชีพนักแสดงที่น่าทึ่งของวอห์ลเบิร์กเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์โดยเพ็นนี มาร์แชลเรื่อง  Renaissance Man และภาพยนตร์โดยสก็อต คัลเวิร์ทเรื่อง  The Basketball Diaries ที่แสดงประกบลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ตามด้วยบทนำประกบรีส วิทเธอร์สปูนในทริลเลอร์เรื่อง Fearเขาชื่นชอบการรับบทที่หลากหลายให้กับผู้กำกับผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นเดวิด โอ. รัสเซล, ทิม เบอร์ตันและพอล โธมัส แอนเดอร์สัน การแสดงแจ้งเกิดของเขาใน Boogie Night ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงนำ Three Kings และ The Perfect Storm ประกบจอร์จ คลูนีย์และ The Italian Job ประกบชาร์ลิซ เธอรอน ต่อมา เขาได้แสดงประกบเกร็ก คินเนียร์ในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับฟุตบอล Invincible และ Shooter ที่สร้างขึ้นจากนิยายขายดีเรื่อง Point of Impact เขาได้กลับมาร่วมงานกับผู้กำกับเจมส์ เกรย์จาก The Yards และร่วมแสดงกับวาคิน ฟินิกซ์ใน  We Own the Night ซึ่งเขาอำนวยการสร้างด้วย โปรเจ็กต์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่  Contraband, The Happening, Max Payne และภาพยนตร์ที่ปีเตอร์ แจ็คสันสร้างขึ้นจากนิยายเรื่อง The Lovely Bones ในปี 2010 เขาได้แสดงประกบทีนา เฟย์ในคอมมิดี้เรื่อง Date Night และประกบวิล เฟอร์เรลใน The Other Guys ผลงานภาพยนตร์หลังจากนี้ของเขาได้แก่ Broken City ประกบรัสเซล โครว์และ 2 Guns ประกบเดนเซล วอชิงตัน ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จ วอห์ลเบิร์กได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลพีบอดี้ อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สิบรางวัลลูกโลกทองคำและสี่รางวัลเอ็มมี นอกเหนือจากการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างใน Broken City, Contraband, The Fighter และ We Own the Night แล้ว เขายังดำรงตำแหน่งผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Boardwalk Empire, Entourage, In Treatment และ How to Make It in America อีกด้วย มาร์ค วอห์ลเบิร์กเป็นผู้ใจบุญสุนทาน เขาได้ก่อตั้ง มูลนิธิมาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยูธ ฟาวน์เดชัน ในปี 2001 เพื่อช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นในเมือง มิลา คูนิส (Mila Kunis) รับบท ลอรี่ คอลลินส์  มิลา คูนิส สร้างชื่อให้กับตัวเองในฐานะหนึ่งในนักแสดงหญิงที่เจิดจรัสและเป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด นับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักแสดง เธอก็ได้สร้างผลงานที่น่าประทับใจมากมาย ซึ่งรวมทั้งบทบาททางจอแก้วและจอเงิน ปัจจุบัน เธอกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ Blood Ties ประกบไคลฟ์ โอเวน, โซอี้ ซัลดานา, มาริยง คอติยาร์ดและเจมส์ คาน ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของสองพี่น้อง ที่อยู่คนละฟากฝั่งของกฎหมาย ผู้ต้องเผชิญหน้ากับแก๊งอาชญากรรมในบรู๊คลินระหว่างยุค 70s เมื่อเร็ว ๆ นี้ คูนิสเพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง  Oz: The Great and Powerful ซึ่งเป็นพรีเควลของ  The Wizard of Oz ปี 1939 ซึ่งเธอแสดงประกบเจมส์ ฟรังโก้ ในบทธีโอดอรา น้องสาวคนสุดท้องของแม่มดทั้งสาม ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยแซม ไรมีจากบทภาพยนตร์ที่ปรับปรุงโดยเดวิด ลินด์ซีย์-อแบร์ (Rabbit Hole) และอำนวยการสร้างโดยโจ ร็อธ (Alice in Wonderland) ในฤดูหนาวที่ผ่านมา เธอกลายเป็นนางแบบโฆษณาเสื้อผ้าพร้อมสวมใส่คนล่าสุดของดิออร์ ในปี 2010 คูนิสได้แสดงประกบนาตาลี พอร์ทแมนในบทลิลลีในภาพยนตร์ดรามาชื่อดังโดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์ ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและออสการ์เรื่อง Black Swan ที่กำกับโดยดาร์เรน อโรนอฟสกี้ การแสดงของเธอทำให้เธอได้รับรางวัลมาร์เซลโล มาสโทรอันนี อวอร์ดในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสปี 2010 และเธอก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีแซ็ก อวอร์ด, ลูกโลกทองคำและรางวัลคริติกส์ ชอยส์ มูฟวี อวอร์ดในปี 2011 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกันให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แห่งปี 2010 ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจของคูนิสได้แก่ Friends With Benefits, Date Night, The Book of Eli, Extract, Forgetting Sarah Marshall และ Max Payne คูนิสเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงในซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของฟ็อกซ์สองเรื่อง ได้แก่  That ’70s Show และ  Family Guy ซีรีส์อนิเมชันที่ได้รับการเสนอชื่อชิงเอ็มมี อวอร์ด ใน  That ’70s Showเธอรับบทแจ็คกี้ เบิร์คฮาร์ทและได้รับสองรางวัลยังสตาร์ อวอร์ดสาขานักแสดงหญิงรุ่นเยาว์/การแสดงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอมมิดี้ ใน  Family Guy เธอเป็นผู้พากย์เสียงเม็ก กริฟฟิน เซ็ธ แม็คฟาร์เลน (Seth MacFarlane) รับบท เท็ด และ กำกับ/บทภาพยนตร์/เรื่องราว/อำนวยการสร้าง เซ็ธ แม็คฟาร์เลน เป็นผู้ให้ความบันเทิงความสามารถรอบตัว ที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการเป็นผู้ทำงานเบื้องหลังซีรีส์ Family Guy เขาเริ่มต้นทำงานจากการศึกษาอนิเมชันและการออกแบบที่โร้ด ไอส์แลนด์ สคูล ออฟ ดีไซน์ ท้ายที่สุด พรสวรรค์ของเขาก็ถูกเล็งเห็นโดยผู้บริหารจากฟ็อกซ์ ผู้ทาบทามให้เขามาสร้างตอนไพล็อตซีรีส์ของตัวเองที่ฟ็อกซ์ ตลอดหกเดือนหลังจากนั้น แม็คฟาร์เลนได้สร้าง สร้างอนิเมชัน เขียนบท กำกับและพากย์เสียงตัวละครชายทุกตัวในเรื่องราวที่กลายเป็นซีรีส์ Family Guy ภาพยนตร์ขนาดสั้นเจ็ดนาทีเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 1998 และถูกให้ไฟเขียวสร้างต่อในไม่กี่สัปดาห์ ในตอนอายุได้ 24 ปี แม็คฟาร์เลนได้กลายเป็นผู้ควบคุมงานสร้างจอแก้วที่อายุน้อยที่สุด เมื่อ Family Guy เดินหน้าต่อ แม็คฟาร์เลนก็ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดสาขาการพากย์เสียงยอดเยี่ยมจากบทสตีวี กริฟฟินของเขา ในปี 2002 เขายังได้รับรางวัลเอ็มมีสาขาดนตรีและเนื้อเพลงยอดเยี่ยมจาก Family Guy อีกด้วย ในปี 2009 Family Guy ได้กลาเยป็นซีรีส์อนิเมชันเรื่องเดียว นับตั้งแต่  The Flintstones ในปี 1961 ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี ไพรม์ไทม์ในสาขาซีรีส์คอมมิดี้ยอดเยี่ยม ก่อนหน้านี้ Family Guy ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสามครั้งในสาขารายการอนิเมชันยอดเยี่ยม นอกเหนือจาก Family Guy แล้ว แม็คฟาร์เลนยังได้ทำหน้าที่ผู้ร่วมสร้าง/ผู้ควบคุมงานสร้าง/นักพากย์ของซีรีส์อนิเมชันของฟ็อกซ์เรื่อง  American Dad! และ The Cleveland Show อีกด้วย นอกจากนี้ เขายังควบคุมงานสร้างเวอร์ชันศตวรรษที่ 21 ของคอมมิดี้อนิเมชันคลาสสิกเรื่อง  The Flintstones และ Cosmos: A Space-Time Odyssey ซึ่งเป็นการนำด็อคคิวซีรีส์ 13 ตอนเกี่ยวกับการสำรวจจักรวาลของคาร์ล ซาแกนที่ถูกเปิดเผยโดยวิทยาศาสตร์ มาปัดฝุ่นใหม่ ทั้งสองเรื่องมีกำหนดจะแพร่ภาพทางฟ็อกซ์ในปี 2013 นอกจากนี้ แม็คฟาร์เลนยังเป็นนักดนตรีมากประสบการณ์อีกด้วย โดยเขาเคยเล่นต่อหน้าผู้ชมเต็มความจุของรอยัล อัลเบิร์ต ฮอลในลอนดอนและคาร์เนกี้ ฮอลในนิวยอร์กมาแล้ว อัลบัมเดบิวของเขา “Music is Better Than Words” ซึ่งจัดจำหน่ายโดยยูนิเวอร์แซล รีพับลิค เรคคอร์ดส์ เปิดตัวที่อันดับ 1 ในชาร์ตเพลงแจ๊สของ iTunes ในวันที่ 27 กันยายน ปี 2011 และได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลแกรมมี อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสาขาอัลบัมเพลงป๊อปดั้งเดิมยอดเยี่ยมอีกด้วย อัลบัมออร์เคสตราเต็มวงชุดนี้นำเสนอเพลงที่แม็คฟาร์เลนนำเพลงที่เหมือนเพชรในตมของยุค 40s และ 50s มาขับร้องใหม่ อัลบัมนี้ที่แนะนำเสียงที่นุ่มนวลและกลิ่นไอคลาสสิกให้กับผู้ฟังกลุ่มใหม่ได้รวมเพลงคู่กับศิลปินที่เป็นที่รักอย่างนอราห์ โจนส์และซาราห์ บาร์เรลส์เอาไว้ด้วย เดือนกันยายน ปี 2011 แม็คฟาร์เลนกลับมารับหน้าที่พิธีกรให้กับรายการ Roast ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีทางคอมมิดี้ เซ็นทรัลอีกครั้งหนึ่ง เขาเป็นพิธีกรเพียงคนเดียวที่ได้กลับมาทำหน้าที่สามครั้ง โจเอล แม็คเฮล (Joel McHale) รับบท เร็กซ์ ปัจจุบัน โจเอล แม็คเฮลกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่งานชุมที่สุดในวงการ เขากำลังแสดงซีรีส์คอมมิดี้ฮิตทางเอ็นบีซีเรื่อง Community มีภาพยนตร์หลายเรื่องรอเข้าฉายและเพิ่งเสร็จสิ้นจากการทำหน้าที่พิธีกรการประกาศผลรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดปี 2011 อีกด้วย ล่าสุด เขาได้แสดงประกบแอนนา ฟาริสใน What’s Your Number? และประกบสตีฟ มาร์ติน, แจ็ค แบล็คและโอเวน วิลสันใน The Big Year ก่อนหน้านี้ เขาได้แสดงประกบเจสสิก้า อัลบ้าในภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต โรดริเกซเรื่อง  Spy Kids: All the Time in the World in 4D และได้แสดงประกบแมทท์ เดมอนในทริลเลอร์คอมมิดี้โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง The Informant! แม็คเฮลยังคงเสียดสีวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์และเหตุการณ์ปัจจุบันในรายการ  The Soup ทาง E! ในแต่ละสัปดาห์ ไหวพริบและจังหวะการแสดงตลกที่เฉียบคมของเขาทำให้ The Soup กลายเป็นปรากฏการณ์ทางป๊อปคัลเจอร์ นอกจากนี้ เขายังได้แสดงตลกสแตนด์อัพของเขาทั่วประเทศต่อหน้าผู้ชมเต็มความจุในเวทีต่างๆ อีกด้วย แม็คเฮลเกิดในกรุงโรมและเติบโตในซีแอตเติล, วอชิงตัน เขาศึกษาเอกประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (ยูดับบลิว) ที่ซึ่งเขาเป็นสมาชิกทีมฟุตบอลที่ได้แชมป์ของมหาวิทยาลัย นอกเหนือจากนั้น เขายังสำเร็จปริญญาโทสาขาศิลปกรรมศาสตร์จากหลักสูตรแอ็กเตอร์ เทรนนิง โปรแกรมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย แม็คเฮลใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกชายสองคน จิโอวานนี่ ริบิซี่ (Giovanni Ribisi) รับบท ดอนนี่ จิโอวานนี่ ริบิซี่ เจ้าของรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของโชเวสต์ในปี 1999 ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักแสดงยอดนิยมที่สามารถรับบทได้หลากหลาย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ริบิซี่ ได้แสดงในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Contraband ที่นำแสดงโดยมาร์ค วอห์ลเบิร์กและเคท เบ็คคินเซลและภาพยนตร์โดยจีเค ฟิล์มส์เรื่อง The Rum Diary ที่สร้างขึ้นจากนิยายโดยฮันเตอร์ เอส. ธอมป์สัน นี่เป็นเรื่องราวของนักข่าวผู้พบตัวเองอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตระหว่างที่เขียนงานให้กับหนังสือพิมพ์ที่กำลังตกต่ำในเปอร์โตริโก้ โดยเขาพยายามจะหาฐานที่มั่นคงให้กับตัวเองท่ามกลางกลุ่มคนที่ต้องการจะทำร้ายตัวเอง ริบิซี่เพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์รวมดาราเรื่อง Gangster Squad ที่เขาแสดงประกบฌอน เพนน์, จอช โบรลินและไรอัน กอสลิง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นในยุค 50s และบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของกรมตำรวจแอลเอที่ขับไล่มาเฟียฝั่งอีสต์โคสต์ให้พ้นจากลอสแองเจลิส นอกจากนี้ เขายังได้แสดงในภาพยนตร์โดยเจมส์ คาเมรอนเรื่อง Avatar ที่ได้รับสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและสองรางวัลลูกโลกทองคำ และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอีกด้วย ผลงานภาพยนตร์ของเขาที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดได้แก่ภาพยนตร์โดยไมเคิล แมนน์เรื่องPublic Enemies, ภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์กเรื่อง Saving Private Ryan, ภาพยนตร์โดยโซเฟีย คอปโปลาเรื่อง The Virgin Suicides และ Lost in Translation, ภาพยนตร์โดยแอนโธนี มิงเกลลาเรื่อง Cold Mountain และภาพยนตร์โดยเดวิด ลินช์เรื่อง Lost Highway ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ The Dead Girl, Perfect Stranger, Flight of the Phoenix, Boiler Room, Gone in Sixty Seconds, The Other Sister, Sky Captain and the World of Tomorrow, SubUrbia, Heaven, First Love, Last Rites, That Thing You Do!, The Mod Squad, Masked and Anonymous และ The Big White ริบิซี่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยแซม ไรมีเรื่อง The Gift นอกเหนือจากผลงานภาพยนตร์มากมายแล้ว ริบิซี่ยังได้รับบทรับเชิญในซีรีส์หลายเรื่อง ในปี 207 เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงรับเชิญยอดเยี่ยมในซีรีส์คอมมิดี้จาก My Name Is Earl นอกจากนี้ เขายังได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์  The X-Files และ Friends ริบิซี่และมาริสซา ฝาแฝดของเขา เกิดและเติบโตในลอสแองเจลิส ที่ซึ่งเขายังใช้ชีวิตอยู่ หลังจากเริ่มต้นอาชีพนักแสดงเมื่ออายุได้เก้าขวบ เขาได้ศึกษาการละครภายใต้โค้ชชื่อัง มิลตัน เคทเซลัส

 ted – เท็ด หมีไม่แอ๊บ แสบได้อีก วางโปรแกรมฉายวันที่ 20 กันยายน 2555 (ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็ก ถึงแม้จะมีตุ๊กตาหมีที่น่ารักก็ตาม)

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram