เปิดใจ "สตีฟ แคเรลล์" และ "แชนนิ่ง เททัม" สองนักแสดงนำจาก Foxcatcher

เปิดใจ "สตีฟ แคเรลล์" และ "แชนนิ่ง เททัม"
สองนักแสดงนำจาก Foxcatcher

 

แชนนิ่ง ฉันอยากให้คุณเล่าเกี่ยวกับการใช้ร่างกายในหนังเรื่องนี้ และการแสดงฉากมวยปล้ำกับ สตีฟ แคเรลล์ และ มาร์ค รัฟฟาโล

แชนนิ่ง เททัม: ร่างกายผมถูกใช้อย่างหนักหน่วงตลอดการถ่ายทำครับ มวยปล้ำเป็นสิ่งที่หลอกลวงกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเราจึงต้องเรียนรู้มันอย่างรวดเร็วมากๆ คุณต่อยปลอมๆ ได้ แต่ไม่ใช่กับมวยปล้ำ ที่คุณทำได้มีแค่เดินหน้าแล้วทำมันซะ คนดูต้องเห็นภาพกำปั้นกระแทกด้านข้างของใบหน้า เขาต้องเห็นหัวที่โขกกัน ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ แต่นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตที่ผมเคยทำกับร่างกายของผมมา ผมเล่นกีฬามาหลายชนิดและเคยฝึกกีฬาป้องกันตัวหลายอย่าง มวยปล้ำทำผมหืดขึ้นคอที่สุด มันทรมานผมหนักมาก แต่สุดท้ายแล้วมันทำให้ผมรู้สึกนับถือนักกีฬามวยปล้ำมากๆ ผมภูมิใจมากที่ได้ใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนกับนักกีฬาที่น่าทึ่งหลายต่อหลายคน ผมโชคดีจริงๆ ครับ

สตีฟ แคเรลล์: เขาหยิบผมขึ้นมาเหมือนผมเป็นน้ำตาลกระสอบนึง แล้วก็วางผมลงบนเบาะอย่างเบามือ

แชนนิ่ง: สตีฟเป็นนักกีฬาที่เก่งใช้ได้เลย พวกเราพูดกันตลอดเวลาว่า “ดีน้อยกว่านี้อีก สตีฟ” การทำงานกับพวกเขา [สตีฟ แคเรลล์ และ มาร์ค รัฟฟาโล] เป็นอะไรที่สุดยอดมาก พวกเขารู้ตัวเสมอว่าต้องทำอะไรและทำมันอย่างฉลาดเฉลียว เวลาสตีฟเข้าฉากผมสับสนไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากครับ แล้วการที่เบนเน็ตต์ [เบนเน็ตต์ มิลเลอร์ - ผู้กำกับ] ถ่ายทำก็อีกอย่างหนึ่ง เขากดปุ่มเปิดกล้องแล้วก็ถ่ายเลย แล้วเวลาสตีฟปรากฏตัวในฉากมันให้ความรู้สึก ‘ลึก’ อย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนมาร์คก็เป็นเหมือนพี่ชายของผมแล้วล่ะครับตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะอยากเป็นรึเปล่า แต่ผมก็เป็นน้องชายของเขาไปแล้ว

 

แชนนิ่ง รู้สึกยังไงบ้างครับที่ได้ผูกพันกับ มาร์ค รัฟฟาโล ผ่านมวยปล้ำ

แชนนิ่ง: ในกีฬามวยปล้ำมีการสื่อสารโดยปราศจากคำพูดเยอะมาก คุณอยู่ในยิมที่เงียบสนิทและได้ยินแค่เสียงร้องคำราม เสียงปึงปัง เสียงกล้ามเนื้อฟาดกัน และเสียงหายใจหอบ การต่อสู้กันในกีฬามวยปล้ำเหมือนกับการเล่นหมากรุก คุณต้องหลอกล่อและวางแผนเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ตลอดการเดินทางของมาร์คและผมในการทำความรู้จักกับคนสองคนนี้ [มาร์ค และเดฟ ชูลท์ส] เราผ่านความรู้สึกต้อยต่ำมาด้วยกัน คุณไม่เคยรู้สึกเลยว่าทำได้ดี ไม่เลย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่คุณกำลังเริ่มเรียนรู้แต่อีกคนกลับนำหน้าคุณไปแล้ว ในช่วงเวลาแบบนี้ผมกับมาร์คผ่านมันมาด้วยกัน เราให้กำลังใจกันเสมอในยามที่เริ่มฝึกมวยปล้ำ เราเรียนรู้ในแบบของเราว่าการที่เราอยู่ตรงนั้นเพื่อใครสักคนในยามที่เขาต้องการมันมีค่าแค่ไหน โดยเฉพาะในฉากสำคัญของผมกับมาร์ค ก่อนจะถึงฉากนั้น ในบทภาพยนตร์มีฉากที่ตัวละครของผมและมาร์คคุยกันแบบพี่น้องอยู่ประมาณ 20 หน้า เราทำมันพังได้ง่ายๆ เลยเพราะทุกอย่างเล่าผ่าน 20 หน้านั้นหมด แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไปด้วยดีเพราะมิตรภาพและเวลาที่เราใช้ร่วมกันระหว่างการฝึกมวยปล้ำล้วนๆ ครับ

 

คุณจัดการกับการแสดงและการใช้ร่างกายของตัวเองอย่างไรเพื่อที่จะถ่ายทอดความเป็นพวกเขาสองคน [มาร์ค ชูลท์ส และ จอห์น ดูปองต์] ให้ได้ดีที่สุดคะ คุณทำงานกับโค้ชการเคลื่อนไหวร่างกายหรือดูวีดีโออะไรบ้างหรือเปล่า

สตีฟ: แชนนิ่งเลียนแบบและสังเกตจาก มาร์ค ชูลท์ส ตัวจริงเลยครับ

แชนนิ่ง: ใช่ครับ ผมใช้เวลากับมาร์คมากทีเดียว ผมเลียนแบบกระทั่งวิธีการเคลื่อนไหวของเขา ผมในฐานะนักแสดงไม่มีเหตุผลอื่นใดในการออกแบบการเคลื่อนไหวของตัวละคร นอกไปจากการที่ผมต้องการทำให้ตัวละครตัวนี้เป็นมาร์คจริงๆ ผมดูไปถึงวิธีการถือส้อมของเขา เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตราย เขาใช้ชีวิตแบบนั้นครับ เขาอยากให้ผู้คนเกรงกลัวเขา

สตีฟ: ส่วนของดูปองต์ผมมีเทปวีดีโอครับ ผมไล่ดูมากเท่าที่จะทำได้

 

คุณค้นหาอารมณ์ที่เหมาะสมกับการแสดงและทำความเข้าใจกับแรงจูงใจต่างๆ ของตัวละครอย่างไรบ้างคะ

สตีฟ: ผมคิดเสมอว่าเขาเป็นคนอมทุกข์มาก พ่อแม่ของเขาหย่ากันตอนเขาอายุ 2 ขวบแล้วเขาก็โตมาในคฤหาสน์แห่งนี้กับแม่แค่สองคน โดยที่แม่ของเขาเป็นคนเย็นชาเอามากๆ การที่เขาถูกล้อมรอบด้วยความมั่งคั่งและถูกปกป้องโดยเงินทองเหล่านั้นทำให้ผมคิดหนักทีเดียวว่าเขาจะโตมาเป็นคนแบบไหน ผมคิดว่าเขาเป็นคนเปลี่ยวเหงาที่ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่สามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างเงินทองไปซื้อหามาได้ ผมค้นพบว่ามันช่วยผมได้มากเมื่อตั้งต้นจากตรงนี้ เขาเป็นคนที่ต้องการการช่วยเหลือเกื้อกูล เขาไม่มีกลุ่มเพื่อน เขามีแค่กลุ่มคนที่ต้ำกว่าเขา กลุ่มคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวกับเขา ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน นั่นแหละที่น่าเศร้าและเจ็บปวด เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มองว่าเขาเป็นตัวร้ายเลย

 

ในหนังเรื่องนี้ คุณทั้งสองต่างก้าวเข้าสู่พื้นที่มืดมิดทางการแสดง พวกคุณเดินออกมาจากหลุมดำนั้นยังไง

สตีฟ: ผมรู้สึกว่ามันมืดมิดมากจริงๆ เหตุผลหลักมาจากวิธีที่เบนเน็ตต์เซ็ตโทนของหนัง เขาสร้างที่ๆ ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีชีวิตชีวา และไม่มีความเคลื่อนไหว นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทุกคนจริงจังกับสิ่งนี้มาก อีกอย่างคือมีคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงมาอยู่กับพวกเราด้วย มาร์คมาอยู่กับเรา ภรรยาของเดฟก็มาด้วย พวกเขาใจดีมากและเรารู้สึกว่าต้องแสดงความรับผิดชอบบางอย่างผ่านหนังโดยการเล่าเรื่องนี้และแสดงเป็นพวกเขาอย่างซื่อสัตย์ที่สุด มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

แชนนิ่ง: เรามาที่นี่ด้วยความตั้งใจที่จะขึ้นเรือลำเดียวกับเบนเน็ตต์ เขาบอกให้เรากระโดด สิ่งที่เราทำคือถามเขาว่า “สูงแค่ไหน” หรือ “ต่ำแค่ไหน” เราแค่ต้องอยู่กับมันแล้วทำให้สำเร็จครับ

 

การแสดงหนังแบบนี้ส่งผลอะไรกับการเลือกแสดงหนังของคุณทั้งสองในอนาคตไหมคะ

สตีฟ: การทำงานกับคนอย่างเบนเน็ตต์และนักแสดงอย่างแชนนิ่งและมาร์คเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างมากครับ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นคือผมอยากเล่นหนังแบบนี้อีก มันท้าทาย น่าตื่นเต้น และมีชีวิตชีวามาก ผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่มีความหมาย ในแง่ของเสียงตอบรับต่อหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่าผมรู้สึกดีที่มันสื่อสารกับคนดู ผมไม่รู้ว่าผมจะได้ทำอะไรในระดับนี้อีกไหม แต่ผมคาดหวังว่าจะได้ทำ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยครับ

แชนนิ่ง: ผมว่าหนังแต่บะประเภทใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน คอเมดี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผม ผมเคยเล่นหนังตลกแค่สองครั้ง ผมทำงานหนักทีเดียว ในทางนึงมันน่ากลัวสำหรับผมครับ ผมเกลียดการแปะป้ายหนังว่านี่คือหนังตลก หนังรัก หนังดราม่ามืดหม่น หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้เป็นแค่กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ครั้งนี้ผมแค่เล่นเป็นคนอีกคนหนึ่งที่เคยมีอยู่จริงซึ่งเป็นการเดิมพันที่สูงมาก ผมต้องอยู่กับมาร์คในโลกแห่งความเป็นจริงและหวังว่าจะสามารถสร้างความชอบธรรมให้เขาได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าผมสนุกกับการแสดงในระดับที่ลึกกว่าที่เคยเจอมา แต่ผมพูดไม่ได้ว่าอยากจะทำมันตลอดไป ผมแค่จะหาคนที่ผมอยากทำงานด้วย แล้วก็ลงมือทำไปพร้อมกับพวกเขาครับ

 

สตีฟ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่นักแสดงคอเมดี้ที่เราหลงรัก [อย่างสตีฟเองที่เคยโด่งดังจาก The 40 Year-Old Virgin] จะผันตัวมาเล่นบทดราม่าและทำได้ดีเหลือเกิน แต่ฉันอยากรู้ว่า คุณรู้มาก่อนไหมว่าคุณมี “สิ่งนี้” อยู่ในตัว

สตีฟ: อ๋อ ผมรู้ครับ ลึกๆ แล้วผมเป็นคนดาร์คมากทีเดียว ผมไม่เคยตั้งคำถามกับเรื่องนี้เลย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากโฆษณาเท่าไหร่นัก ถ้าผมมีโอกาสได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ก่อน ผมต้องคิดแน่นอนว่า “ผมต้องติดต่อเบนเน็ตต์ให้ได้ ผมต้องเอาบทนี้มาให้ได้” ในเวลาเดียวกันนั้นเบนเน็ตต์ก็โทรหาผมและเราได้นั่งคุยกัน ผมรู้สึกเชื่อใจเขามาก ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขามั่นใจว่าผมทำได้ ทำให้ผมกล้าที่จะเชื่อแบบเดียวกัน

 

แชนนิ่งคะ ในฐานะที่คุณเคยแสดงหนังมาแล้วหลายแบบ หนังอย่าง Foxcatcher เติมเต็มคุณอย่างไรบ้าง

แชนนิ่ง: ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ มันเป็นเหมือนการเดินทางที่คุณต้องก้าวไปพร้อมกับคนที่คุณร่วมหัวจมท้ายด้วย คุณกำลังเล่นเป็นคนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของคนคนนั้น ผมไม่สามารถถ่ายทอดทุกอย่างที่ มาร์ค ชูลท์ส เป็นได้ในหนัง 90 นาที มันเป็นไปไม่ได้ ผมทำได้แค่เล่าเรื่องของเบนเน็ตต์เท่านั้น คุณแค่พยายามทำมันอย่างซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ และขุดลึกลงไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ผมไม่คิดว่า เราจะสามารถจบวันหนึ่งด้วยความรู้สึกสุดยอดแบบ “โอ้พระเจ้า วันนี้เราเล่นฉากนั้นได้สุดยอดไปเลย!” หรืออะไรแบบนั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณทำในหนังแบบนี้ ผมคิดว่าเราทำได้ดี แต่มันจบลงแล้ว และเราแค่ต้องขุดให้ลึกลงไปอีก หลังจากเดินออกจากฉาก ความพึงพอใจของผมคือ ผมได้ทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้แล้ว ผมวางการแสดงของผมไว้ในฉากเพื่อที่ใครบางคนจะนำมันไปประกอบสร้างต่อได้ครับ

 

สัมภาษณ์โดย คริสตินา แรดิช จาก collider.com

 

Foxcatcher เข้าฉายแล้ววันนี้
ในโรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram