เปิดจักรวาลหนังสุดเจ๋งของ "เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน" เบื้องหลังการสร้าง Split ที่ความสยองพรั่งพรู!

เปิดจักรวาลหนังสุดเจ๋งของ "เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน"
เบื้องหลังการสร้าง Split ที่ความสยองพรั่งพรู!

 

 

ผู้ชมภาพยนตร์ได้รู้จักกับโลกอันลึกลับซับซ้อนของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ในปี 1999 จากภาพยนตร์ที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลกอย่างเรื่อง The Sixth Sense ซึ่งติดตามมาด้วยภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Unbreakable และ Signs

ชยามาลานเริ่มต้นผลงานบทใหม่ในปี 2015 ด้วยผลงานอันน่าสะพรึง เรี่อง The Visit ซึ่งทำรายได้จากทั่วโลกไปเกือบ $100 ล้านดอลลาร์ การใช้โมเดลเดียวกันในการสร้าง และเพื่อให้ได้อิสระในการคิดสร้างสรรค์เต็มที่ ชยามาลานตัดสินใจที่จะหันไปสู่รากเหง้าที่เป็นอิสระของเขาด้วยการออกทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง Split ด้วยตัวเอง

“ผมอยากสร้างงานใหม่ๆ กับภาพยนตร์ทุกเรื่องด้วยการทำสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน” ชยามาลานบอก “นั่นคือเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับผม และมันก็มีอันตรายและมีปัญหาเยอะด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องขายมันให้กับโลกนี้”

หลังจากความสำเร็จของ The Visit ชยามาลานได้ร่วมทีมกับ บลูม และบริษัท บลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ของเขาอีกครั้งเพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่อง Split

บลูม ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อช่วยดูแลงานสร้างของภาพยนตร์ทุนน้อย จนถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ระดับโลก ได้พูดถึงการร่วมงานของเขากับชยามาลานว่า “ไนท์สามารถเล่าเรื่องราวที่ขับเคลื่อนด้วยตัวละครที่มีความพิเศษมากเหล่านี้ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังที่พูดถึงประเด็นปัญหาใหญ่ Split ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุนสร้างน้อยตามแบบทั่วๆ ไป มันคืองานที่มีวิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ที่ใช้ทุนสร้างจำกัด มันไม่ใช่งานซีจีไอหรือทุนสร้างหลายร้อยล้านที่ทำให้ Split ให้ความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์เอพิค แต่มันคือเรื่องราวที่แสนเร้าใจของไนท์ต่างหากครับ”

 

 

ด้วยจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวมากขึ้น ทำให้ชยามาลานสามารถมุ่งเน้นพลังของเขาไปที่เรื่องและการพัฒนาตัวละครด้วยการกำจัดเสียงคัดค้านและตัวแปรอื่นๆ ที่มักมาพร้อมกับภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่กว่านี้ “มันง่ายมากครับที่จะกระแทกผมออกจากโซนปลอดภัย ซึ่งคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงชอบสร้างภาพยนตร์ฟอร์มเล็กลงมา” ชยามาลานบอก “แบบนั้นผมสามารถที่จะปฏิเสธปัจจัยบางอย่าง ผมสามารถได้ยินเสียงจากแง่มุมสร้างสรรค์ที่จะคอยบอกผมถ้าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันหลุดไปจากแนวทาง”

ชยามาลานเสนอไอเดียของ Split ระหว่างดินเนอร์กับราจัน ผู้ร่วมงานกับเขามานาน และยังเป็นประธานบริษัท ไบลดิ้ง เอดจ์ พิคเจอร์ส ของชยามาลานด้วย “ผมประทับใจในทันทีครับ ผมคิดว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับไนท์มาก มันคือการหลอมรวมเรื่องราวทุกแบบที่เขาบอกเล่า” ราจันกล่าว “เขาจดไอเดีย พร้อมกับสองฉากเอาไว้บนกระดาษชิ้นหนึ่ง และมันก็ตราตรึงใจมาก”

บลูมตอบรับต่อเรื่องราวดราม่าและความซับซ้อนของผลงานชิ้นใหม่ของชยามาลานทันที รวมถึงรูปแบบที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เดินตามขนบของภาพยนตร์ทริลเลอร์ทั่วๆ ไป “คนดูจะเพลิดเพลินไปกับ Split ทั้งในระดับความเป็น ‘ภาพยนตร์ตลาดดูเพลิน’ ในขณะเดียวกัน มันก็บีบให้พวกเขาสะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์  ซึ่งเป็นธีมที่แฝงอยู่ และเป็นเรื่องที่ถูกนำเสนอมาตลอดในงานของไนท์”

 

 

สไตล์การสร้างภาพยนตร์ของชยามาลานนั้นมากเกินกว่าการเป็นภาพยนตร์แนวใดแนวหนึ่ง “ภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะมีเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาเอง”  ผู้อำนวยการสร้างบริหารชไนเดอร์ กล่าว “เขาผสมรวมทั้งเรื่องเล่าขาน ตำนาน และเรื่องเล่าอื่นๆ และผสมรวมเข้ากับแบ็คกราวน์และประสบการณ์ของเขาเอง ภาพยนตร์ของเขาทุกเรื่องครอบคลุมธีมและตัวละครที่มีความซับซ้อน และผมก็รู้สึกทึ่งกับความลึกของ Split มากครับ”

ชไนเดอร์เชื่อว่าคนดูไม่เพียงแต่จะได้รับความบันเทิงจากภาพยนตร์เรื่อง Split เท่านั้น แต่พวกเขายังจะได้รับความท้าทายด้วย “ความหวังของผมนั้นมีความทะเยอทะยานไม่ต่างจากไนท์หรอกครับในเรื่องที่ว่าจุดแข็งของภาพยนตร์เรื่องนี้ในการเล่าเรื่อง มันจะจุดประกายการโต้แย้งเกี่ยวกับความซับซ้อนของตัวตนมนุษย์”

ไม่ว่าจะเป็นมุมมองที่มีต่อการมีพลังจิตพิเศษใน The Sixth Sense, ความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ใน Unbreakable หรือการแสดงอาการป่วยในช่วงเวลากลางคืนใน The Visit ชยามาลานเริ่มต้นเรื่องราวของเขาด้วยไอเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นเท่านั้น จากนั้น ชยามาลานก็จะนำพาการเดินทางของตัวละครของเขาไปสู่โลกพิเศษที่เรื่องราวเกิดขึ้นจากความพยายามดิ้นรนของตัวละครเอง

ในฐานะคนเล่าเรื่อง ชยามาลานจับคู่การค้นคว้าเข้ากับจินตนาการอันบริสุทธิ์ ผลงานภาพยนตร์ของเขาในแนวเขย่าขวัญและเหนือธรรมชาติ นำเขาไปสู่การนำไอเดียมาจากเรื่องราวลึกลับชวนติดตาม และใช้เรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นฐานในการสร้างจินตนาการและถามคำถามง่ายๆ ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า...”

ชยามาลานอธิบายว่า “ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่คุณเชื่อและผลักดันเข้าสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ ผมสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้า... ในโรคหลายบุคลิก (Dissociative Identity Disorder) แต่ละบุคลิกภาพต่างเชื่อว่าพวกเขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ร้อยเปอร์เซนต์ ถ้าบุคลิกหนึ่งเชื่อว่าพวกเขาเป็นโรคเบาหวานหรือมีคอเลสเตอรอลสูง ร่างกายของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามระบบความเชื่อหรือไม่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าบุคลิกหนึ่งเชื่อว่าเขามีพลังเหนือธรรมชาติล่ะ มันจะเป็นยังไงนะ”

 

 

ระหว่างเรียนอยู่ที่ NYU ชยามาลานได้เข้าคอร์สเรียนหลายคอร์สที่มีการพูดถึงเรื่องโรคหลายบุคลิก (DID) และตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ยังรู้สึกทึ่งกับทฤษฎีที่เกี่ยวกับอาการของโรคเหล่านี้

เมื่อชยามาลานเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Split เขาได้อ่านเจอเรื่องที่ดีมากเกี่ยวกับหลายเคสที่มีการบันทึกเอกสารเอาไว้ และเรื่องราวของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจินตนาการของเขา เพื่อเล่าเรื่องราวเหนือธรรมชาติของเขา ชยามาลานได้พูดคุยกับจิตแพทย์หลายคนในแขนงนี้ และได้ความรู้ว่านักบำบัดจะใช้วิธีอย่างไรในการจัดการตัวเองในกระบวนการบำบัดคนป่วยในกลุ่มนี้ ความอยากรู้อยากเห็นนี้สะท้อนให้เห็นในตัวละครที่กลายมาเป็น เควินและดร.เฟล็ทเชอร์

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการผสมผสานเข้าด้วยกันของเรื่องทักษะและการเล่าเรื่องที่ไนท์นำมาสู่สื่อนี้ และมีการผจญภัยสุดมหัศจรรย์เป็นแกนหลัก” ราจันบอก “การแสดงนั้นน่าตื่นตะลึงมาก ผมคิดว่ามันจะก้องกังวานในใจของคนดูครับ”

ในฐานะผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างภาพยนตร์ในสายเดียวกับฮิทช์ค็อก ชยามาลานทุ่มเทให้กับทุกฉาก “ไนท์เป็นพวกนิยมในความสมบูรณ์แบบ  เขาทำภาพสตอรี่บอร์ดของแต่ละชอตเพื่อให้แน่ใจว่าเขากำลังเดินตามจินตนาการต้นแบบของเขา” ผู้อำนวยการสร้างบีนสต็อคกล่าว “เขาต้องการให้ทุกชอต ทุกวินาทีออกมาดีที่สุด และนั่นก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากครับ”

เช่นเดียวกับทุกงานที่ชยามาลานทำ ภาพลักษณ์ของ Split มีลักษณะจำเพาะมาก “มันเป็นภาพยนตร์สายหดหู่ แต่กลับมีภาพที่น่าตื่นตะลึงที่มาพร้อมโทนสีที่สวยงาม และใช้แสงเงา” บลูมอธิบาย “ไนท์มีความสามารถที่หาใครเปรียบไม่ได้ในเรื่องของการสร้างความกลัวและความหวาดกลัวในเรื่องทางโลกและเรื่องธรรมดาทั่วไป ซึ่งกลับทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูน่าหวั่นเกรง แทนที่จะทำให้มันเป็นเรื่องที่ดูเกินจริง”

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram