บทสัมภาษณ์ "อนันดา จาก ชัมบาลา"

บทสัมภาษณ์ "อนันดา จาก ชัมบาลา"

“ชัมบาลา” มหัศจรรย์แห่งดินแดนบนหลังคาโลกที่ไม่ใช่ที่ที่ทุกคนจะไปถึง แต่คือดินแดนในฝันของ “อนันดา เอเวอริงแฮม” ที่จะพาทุกคนด่ำดิ่งสู่สรวงสวรรค์ ไปพร้อมกับเรื่องราวของตัวละครที่กระทบความรู้สึก และเป็นบทบาทที่เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสและมั่นใจจะรักผู้ชายคนนี้

Q. อยากให้เล่าถึงความเป็นมาของโปรเจ็คต์ “ชัมบาลา” และการที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องนี้ A. คือจริงๆ บทชัมบาลาก่อนมาถึงมือผมมันก็ผ่านคนมาเยอะเหมือนกัน มันก็ผ่านขั้นตอนต่างๆ มาเยอะมาก มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสักเท่าไหร่กว่ามันจะได้ทำ ซึ่งตัวพี่ปี๊ด-ผกก. (ปัญจพงศ์ คงคาน้อย) คงเล่าให้ฟังได้ดีกว่าว่าเขาไปวิ่งกระโดดโลดเต้นมาอย่างไรบ้างกว่าจะได้ทำ วันหนึ่งผมได้เจอ พี่ปี๊ดผกก. เขาเอาเรื่องมาคุยกับผม ซึ่งพี่ปี๊ดเองเขาเป็นรุ่นพี่ของซันนี่ที่เอแบค คือด้วยทัศนะแรกๆ ที่เจอกันผมก็ดูออกว่าตัวผกก.เองแกก็ออกแนวเด็กแนวหน่อยๆ ดูกวนๆ (หัวเราะ) ก็ยังรู้สึกว่าเอ๊ะเด็กแว๊นซ์ที่ไหนมาทำหนัง (หัวเราะ) แต่พอได้มีโอกาสคุย เราเกิดรู้สึกชอบในทัศนะ คือเรารู้สึกว่าเราคุยกันได้ลื่นไหลมากๆ สำหรับผมมันคือสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือถ้าเราจะทำงานด้วยกัน เราจะต้องมีเคมีที่ลงตัวกับผกก. นั่นคือก่อนที่จะคุยเรื่องเนื้อหาด้วยนะ ก็คุยกันคร่าวๆ เราก็มีโอกาสคุยถึงหนังนิดหน่อย ก็คร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องของพี่น้องสองคนไปทิเบตมีปัญหาโน่นนั่นนี่กันคือยอมรับว่าตอนนั้นตัวเราเองก็รู้สึกสนใจในตัวโปรเจ็คต์มากด้วยนั่นเป็นเพราะว่าคือ 1. ความที่มันได้เดินทางไปทิเบต 2 . เคมีกับผกก.คนนี้กับเรามันค่อนข้างมีเยอะ แล้วด้วยความที่เขาเป็นผกก. ใหม่ เราก็เลยคิดว่ามันอาจจะเจออะไรใหม่ๆจากมุมมองของเขา ก็ถูกคอกัน หลังจากนั้นเราก็คุยกันมาเรื่อยๆ แชร์ไอเดียกันมา พี่ปี๊ดเองก็เป็นคนที่เปิดเหมือนกัน เขาก็ให้ผมมาช่วยดูเรื่องบทกัน แกก็ให้ผมเสริมเข้าไป ก็คือจุดเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมาเราก็รื้อทำบทมาด้วยกัน ตอนนั้นยังอยู่ในช่วงที่เราแก้กันเองอยู่สองคน Q. เหมือนได้ยินได้ฟังว่าเป็นโปรเจ็คต์ในฝันของตัวผกก.เลยที่อยากทำมาเป็น 10 ปีแล้ว A. น่าจะใช่นะฮะ พี่ปี๊ดก็ไม่ใช่คนที่แบบ ขายจิตวิญญาณตัวเองได้ง่ายๆ คือแกเป็นคนที่เก่ง แล้วผมก็รู้ว่าแกเองก็มีโอกาสทำหนังก่อนหน้านี้เหมือนกัน คือก็คงมีการไปเสนอในที่ต่างๆ แต่ว่าทุกคนก็พยายามที่จะบีบคั้นแกให้ทำในรูปแบบที่คนคุ้นเคย หรือว่าทางเจ้าของเงินต้องการ มาร์เกตติ้งต้องการ แต่แกก็ยืนพื้นว่านี่เป็นหนังเรื่องแรก ก็อยากจะทำเป็นหนังที่เขาภูมิใจเองได้ ก็เลย นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราอยากทำงานกับเขา และเราก็ไฟท์มาด้วยกัน ก็มีหลายคนพยายามเปลี่ยนเนื้อหา แต่เราก็ไฟท์มาโดยตลอด จนในที่สุดก็ได้ทำกับที่สหมงคลฟิล์มมันก็ออกมาเป็นชัมบาลาอย่างที่ทุกคนได้เห็นอยู่ในตอนนี้ Q. ส่วนตัวแล้วในความคิดของอนันดา อะไรคือความโดดเด่นหรือความน่าสนใจที่สุดของโปรเจ็คต์นี้ที่ทำให้มีความรู้สึกสนใจที่จะเอาตัวเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คต์ “ชัมบาลา” A. คืออย่างแรกเลยสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอยากเข้ามาเกี่ยวข้องกับโปรเจ็คต์นี้ คือพอเขาพูดถึงเรื่องมันเกิดขึ้นในทิเบต สำหรับผม มันคือดินแดนในฝันอยู่แล้ว อยากไปมาก แล้วก็ไม่เคยได้มีโอกาสได้ไปสักที หลายๆ ครั้งก็ได้ไปใกล้ๆ ไปตรงชายแดน ฝั่งอินเดียบ้าง ฝั่งเนปาลบ้างแต่ไม่เคยข้ามไปทิเบตสักกะที เลยพอหนังมัน BASE อยู่ที่ทิเบต ลึกๆ ในใจเราอยากทำมากตอนนั้นแล้วก็ตามภาษาเราที่ต้องเล่นตัวหน่อย (หัวเราะ) ก็ต้อง ไหนเอาบทมาอ่านหน่อยซิ ขอดู เช็คทัศนะทีมงาน แต่หลักๆ คืออยากไปทิเบต อยากไปถ่ายรูปที่ทิเบต เราเห็นรูปที่ทิเบต พวกทิวทัศน์พวกภูเขาสุดลูกหูลูกตา มันอยากไปเห็นกับตา Q. จริงๆ ดูเหมือนว่าอนันดาเป็นนักแสดงที่เดินทางตลอดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำไมถึงยังไม่มีโอกาสไปเหยียบดินแดนบนหลังคาโลกสักที ทั้งๆ ที่น่าจะมีโอกาสได้ไปกว่าคนอื่น A. ทิเบตเป็นประเทศที่ใหญ่นะ ทุกคนชอบคิดว่าทิเบตคงเหมือนเนปาล ภูฏาน ไม่ ทิเบตใหญ่โตมโหฬารมาก แล้ว LANDSCAPE ที่เราอยากเห็น อย่างเราไปเนปาล อะไรอย่างเนี่ยะ เราได้เห็นภูเขาหิมาลัย โน่น นี่ นั่น แต่ว่า มันก็ไม่เหมือนกับพวก LANDSCAPE ของทิเบตที่เป็นภูเขาดิน ไม่มีต้นไม้ ไม่มีหิมะ ไม่มีอะไรทั้งสิ้นแบบสุดลูกหูลูกตาเลย คือมันตะลึงเลย ซึ่งภาพนั้นผมเคยเห็นแต่ในโปสการ์ด ก็เลยอยากไปถ่ายรูป แต่นอกเหนือจากไอ้เรื่องของทิเบต มันก็มี พอเราได้คุยกับพี่ปี๊ดเรื่องตัวละคร แล้วแกมีความยืดหยุ่นในคาแรคเตอร์ของเรา เราแฮปปี้มาก มันทำให้ตัวละครมันมีมิติชีวิตแน่นอน เราอยากให้มันมีน้ำหนักจริงไง แล้วทุกคนก็จะเป็นห่วงว่าแบบไอ้ปมของมันจะเยอะเกินไปมั้ย มันจะดูเป็นเด็กมีปัญหาไปมั้ย มันจะซีเรียสไปมั้ย พอคุยไปคุยมาแล้วบอกว่าไอ้คนอย่างนี้มันกลบเกลื่อนด้วยความบ้าบิ่น ความกวนตีน ความเฮฮา เราก็เลยคุยกับพี่ปี๊ดว่า ถ้าเราทำให้ตัวละครมันมีสีสันกว่านี้หน่อย ไม่ต้องเป็นตัวละครขี้เก๊กเก็บอารมณ์ โฉ่งฉ่าง เสียงดังน่าหมั่นไส้เนี่ยะ เฮ้ยมันจะน่าเล่นมาก เราก็คุย แกก็แบบมีความยืดหยุ่นสูง เราก็ช่วยกันทำแหละ ก็คือปั้นตัวละครให้มันเป็น สมมติตัวละครของซันนี่ ไอ้วุฒิเนี่ยะมันเป็นผ้าขาว เป็นสีขาว ของเราก็คือดำเหมือกไปเลย Q. ตัวบทเปิดโอกาสให้อนันดาถ่ายทอดให้ชีวิตกับตัวละครตัวนี่อย่างไรบ้าง ผกก. บอกว่าเป็นการพลิกบทบาทของ 2 นักแสดงนำเลย A. ผมกับพี่ปี๊ดแก้กันอยู่หลายรอบเหมือนกัน ตอนแรกที่เราชอบนะคือพล็อต เส้นเรื่องของพี่น้องสองคนเดินทางไปในทิเบต ต่างคนมีปมต่างกันแล้วต่างคนต่างแสวงหาดินแดนชัมบาลา คอนเซ็ปท์นั่นนะมันดีมาก ยิ่งมีปม แกยิ่งชอบ ที่นี้พอปั้นตัวละคร ไอ้สองพี่น้องก็เริ่มฉีกออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี ตอนแรกๆ มันยังมีความเป็นพระเอกขี่กัน ซึ่งเราแบบมันควรจะแบบอย่าเลย ไอ้นี่จะเป็นเนิร์ดก็ต้องให้มันเนิร์ดไป ไอ้นี่เป็นแบดบอยก็ต้องให้มันเป็นแบดบอยที่มันทุเรศไปเลยมั้ย ก็เลยมา DEVELOPE พัฒนาตัวละครกันหลังจากนั้น เราก็จะชอบบทมากขึ้น เราก็จะรู้สึกเออมันมีอะไรที่คือเราสามารถจินตนาการตัวละครได้ เป็นคนจริงๆ นะ พอเขาปล่อย freedom ให้เราทำตัวละครให้มันสุดกว่านี้เนี่ยะ เราก็สนุกแล้วไง เราก็แบบ เรารู้สึกว่าเรามีพื้นที่ขยับเยอะมาก เราก็เริ่มที่จะสร้างไดอาล็อคขึ้นมาเอง เริ่มมีท่าทาง พรอพ โน่น นั่นนี่ (หัวเราะ) เราก็เริ่มแบบต้องใส่แว่นไว้ตลอดเวลา ต้องมีหนวดยาวๆ (หัวเราะ) คือมันสนุกกับตัวละครไง มันควรจะต้องเมาตลอดเวลา คือมันต้องเป็นคนที่กวนโอ้ยมากๆ คือจริงๆ ตอนเราสร้างตัวละคร บางทีเราจะไปยึดติดกับ1อารมณ์อะไรอย่างเนี่ยะ เราจะไปติดกับ1คำพูดที่มันบ่งบอกถึงอารมณ์ของตัวละครตัวนั้น คนเรามันมีอะไรหลากหลายอารมณ์ แล้วมันก็เปลี่ยนไปทุกวี่ทุกวันนะครับ คราวนี้คือ เราบอกว่าตัวละครมันโฉ่งฉ่างกวนก็ได้ แต่ว่ามันก็ต้องมีเหตุและผล มันก็ต้องมีที่มาที่ไป แล้วคราวนี้คือเราว่าคนทุกคนมันก็มีการแสดงออกที่แตกต่างกันหมด ของอย่างซันนี่มีปัญหา ของตัวละครวุฒิซันนี่มีปัญหาแล้วมันก็รู้สึกว่ามันใช้ตรรกะไปแก้ แล้วฉันจะแก้ปัญหา ถึงแม้ว่าของเขาก็อาจจะหลอกตัวเองอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เขาก็ใช้เหตุผลที่ดูเหมือนจะถูกต้อง ไอ้ของเราเนี่ยะก็คือเราก็คุยกับพี่ปี๊ดว่าเราต้องฉีกไอ้สองตัวละครตัวนี้ออกห่างกัน ของตัวละครเราแก้ปัญหาด้วยประชด ด้วยวิธีฉาบฉวย มันไม่ใช่เรื่องผิดถูกหรอก จะครื้นเครง ซึ่งไอ้ตรงนั้นเราก็คุยกับพี่ปี๊ดว่าถ้าไปสุดเนี่ยะ มันจะเวิร์คกว่า แล้วพอเรื่อง develope ไป เราก็จะค่อยสังเหตุเห็นว่า มันสร้างเปลือกอันนี้เพื่อปกป้องอะไรอย่างอื่น ซึ่งไอ้ตัวน้องชายที่สนิทกับมันก็จะมีความรู้สึกสงสัยของมันตลอดว่าพี่กูทำตัวแบบนี้ทำไม ตัวละครเรามันช่างประชดประชันใช่มั้ย มันยิ่งผลัก เราก็ยิ่งแหย่มัน เรายิ่งเห็นมันพยายามจะนิ่ง พยายามจะมีสมาธิ พยายามจะใช้เหตุผล ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ากูไม่ยอม อย่ามาทำตัวเก๊กมาก ซึ่งมันก็เลยเกิดความขัดแย้ง คือทั้งเรื่องมันก็จะมีไดนามิค (แรงเหวี่ยงกระทบกระทั่งกันระหว่างตัวละครทั้งคู่) อย่างนี้ไป มันก็ต้องเกิดเรื่องระหว่างสองพี่น้อง คือหนังมันก็จะ develope พัฒนามา มันก็หลากหลายครับ ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังสนุก เหมือนหนังตลกทั่วไป พอไปสักพักหนึ่งมันก็จะเริ่มขุดคุ้ยเข้าไปในตัวละครลึกขึ้นเรื่อยๆ แล้วยิ่งตัวละครที่ถูกบังคับให้อยู่ด้วยกัน คือมันไม่ได้เลือกที่จะอยู่ด้วยกันนะ แรกๆมันก็สนุกด้วยแบบ 2 คนที่ด่ากันไปมา ทำอะไรแบบไม่ถูกใจกันพอไปเรื่อยๆ มันก็จะได้เห็นแบบว่าอ๋อมันมีที่มาที่ไป มันมีเหตุผลที่ไอ้น้องชายไม่อยากเห็น หรือเหม็นขี้หน้าพี่มัน ทำไมพี่มันมันพยายามจะเรียกร้องจากน้องชายเหรอ ทำไมพี่มันต้องถึงต้องติดมาทิเบตด้วย พอไปเรื่อยๆ คาแรคเตอร์มันก็จะเปลี่ยน คือมัน DEVELOPE ไปมันก็จะเห็นที่มาที่ไปของอารมณ์ต่างๆ ของเขา Q. ถ้างั้นคงต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่าคาแรคเตอร์ของอนันดา เอเวอริงแฮม ในชัมบาลาเป็นอย่างไร A. คาแรคเตอร์ของทินก็ คือๆ มันดูเป็นคนที่ดูเป็นคนขวางโลก ดูเป็นคนมีปัญหากับทุกอย่าง เป็นคนที่ปล่อยอะไรให้ผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้ คืออยู่ดีๆ ก็ต้องมีคำถามว่าทำไมมันต้องอย่างนี้ แต่คือในอดีตอันนี้คือสิ่งที่เราต้องไปดูในหนัง พอหนังมันย้อนกลับไปให้เห็นภาพของทินก่อนหน้าที่จะเป็นอย่างสภาพในปัจจุบัน ซึ่งเราก็จะเริ่มเข้าใจว่า อ๋อจริงๆ แล้ว.....มันก็มีเหตุผลที่มันเป็นอย่างนั้น มีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงชีวิตมัน แล้วก็แทนที่มันจะแก้ปัญหาอย่างคนรับผิดชอบ มันก็แก้ปัญหาแบบนี้แหละ สร้างปัญหาให้ตัวเองเยอะๆ เมาให้ตลอดเวลา เราตีความว่า จริงๆ มันเป็นคนเก่ง มันเป็นคนทำมาหากินมั้ย โอเคเลยไม่มีปัญหาเพียงแต่มันอาจเป็นคนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวของมันเยอะหน่อย จนกระทั่งวันหนึ่งที่มันผิดหวังจากความรัก ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าหาทางออกไม่เจอ ก็เลยหนี พอหนีมันก็เหมือนขุดหลุมให้ตัวเอง มันก็ยิ่งลึกลงลึกลง มันก็ยิ่งประชดเข้าไปใหญ่ ก็ถึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งแหละที่มันมาที่ทิเบต ลึกๆ ผมว่าตัวละครมันก็พยายามที่จะแสวงหาทางออกให้ตัวเองด้วย เพียงแต่ว่ามันมีศักดิ์ศรี มันกลัวเสียหน้าต่อน้อง มันก็ไม่อยากยอมรับหรอก ว่าจริงๆ แล้วก็เซ็นซิทีฟนี และการที่มันเดินทางมาทิเบตเนี่ยะ ก็อยากหาทางออกให้ชีวิตมันด้วย เราแค่มองว่ามันอาจจะเป็นคนที่มีความเป็นกบฎหน่อยๆ รักอิสระ อยู่ของมันเอง แต่ก็คงไม่ถึงขั้นเป็นคนทรามหรือแบบคนที่จะไปก้าวร้าวชีวิตของคนอื่น มันก็อยู่ของมันไป มันก็เป็นคนปกติคนหนึ่งแล้วก็มีความรัก แล้วก็มีความหวัง Q. เป็นตัวละครพี่น้อง 2 คนที่ต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันโดยมีแง่มุมเกี่ยวกับความรักมาเกี่ยวข้อง พูดได้ว่าเป็นความเหมือนที่แตกต่าง A. คือตัวละครของ วุฒิ กับ ทิน ก็จะต่างกันโดยสิ้นเชิงนะไม่ต้องนับหน้าตานะ หน้าตาก็ไม่เหมือนคนละสไตล์กันเลย คนละลุคส์ อย่างตัวละครของวุฒิที่เขาไปทิเบตเนี้ยะคือเขาไปเพราะเขาศรัทธาในความรัก คู่รักของเขาได้ขออะไรบางอย่างจากตัวเขา ตัววุฒิเขาซึ่งก็เป็นคนที่แบบศรัทธาและทำทุกอย่างเพราะเชื่อในความรัก ส่วนตัวละครผมเนี้ยะก็จะเรียกว่าฝั่งตรงข้ามเลยก็ได้ อยากจะประชดความรักมั้ง อยากจะประชดชีวิตตัวเองไม่เชื่อในความรักอีกต่อไปแล้ว มันใช้เหตุผลว่าแบบ เฮ้ย กูแค่อยากเปลี่ยนที่กินเหล้าเว้ย ซึ่งมันจริงมากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูในหนังว่าจริงๆ ตัวละครเนี้ยะคือภาวะมันคล้ายกัน แต่แก้ปัญกันคนละทิศทางเลย Q. อยากให้พูดถึงมุมมองความรักของตัวละครตัวนี้ A. คือตัวละครของทินก็จะมีอีกมุมหนึ่งที่เป็นส่วนของความรักของเขา เราเห็นแรกๆ เราจะรู้สึกว่ามันเรื่อยเปื่อยมันคงหลีหญิงไปเรื่อยตามสไตล์คนเลวๆ อย่างที่มันเป็น แต่จริงๆ ไอ้ทินเองก็จะมีอีกด้านหนึ่งของเขาที่เขาอาจจะไม่ค่อยพูดหรือบอกให้ใครเห็น ก็เป็นมุมมองความรักของเขากับความสัมพันธ์ที่มีต่อแฟนที่ชื่อ เจน (โอซา แวง) ก็ทำให้เล่นง่ายขึ้น ซึ่งตอนที่ทินอยู่กับเจน เราก็จะสังเกตุเห็นว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่ง เจนก็ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาก็เป็นฝรั่งคนหนึ่งที่หลงรักกับผู้ชายไทยคนหนึ่ง และก็ยอมทิ้งทุกอย่าง ชีวิตเขาที่เมืองนอกเพื่อที่จะมาอยู่กับผู้ชายคนนี้ ความรักครั้งนี้ระหว่างเจนกับทินก็จะเป็นความรักที่ค่อนข้างใหญ่โตและค่อนข้างจริงจังมาก บางทีก็รู้สึกว่าคนอย่างทินมันคงไม่ได้ว่ามันจะแบบจะมีความรักอย่างนี้บ่อยนัก อาจจะรู้สึกว่านี้คือครั้งเดียวที่มันจะมีอะไรอย่างนี้ในชีวิต และมีคนที่จะยอมรับตัวตนได้ขนาดนี้ แต่พอมีเหตุบางอย่างก็มีผลต่อจิตใจของทินค่อนข้างหนักพอสมควร หนักเลยล่ะ คือเรารู้สึกว่าตัวละครทินมันเป็นแบบว่าคงไม่มีใครมาอยู่กับมันทั้งชีวิต และบังเอิญมาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่แบบ เฮ้ย ยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา ทำให้รู้สึกว่าเราต้องแบ่งชีวิตเราให้เขาได้บ้าง ไม่ใช่ว่าแบบเก็บไว้สำหรับตัวเราคนเดียว ยอมที่จะเริ่มต้นอะไรและก็แบ่งชีวิตกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง แต่พอผิดหวังสูญเสีย มันก็จะกลายเป็นความสูญเสียที่หนักเป็นพิเศษ Q. ที่ผ่านมามักเจอกับบทบาทดราม่าจัดหนัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นอนันดาในบทที่มีความเป็นคอมิดี้อยู่สูง ในขณะที่ซันนี่หันไปในทางดราม่าเต็มๆๆ A. เราก็ได้คุยกับผู้กำกับพี่ปี๊ดกันก่อนหน้าตลอดเวลาว่า รู้ว่าอยากให้เล่นดราม่า เราเล่นให้ได้ แต่คนเขาก็คงเบื่อแล้วมั้ง พี่ปี๊ดก็ใช่ๆ เราอยากสร้างประเด็นใหม่ ก็เลยอนันดามารับบทออกมาทางคอมมิดี้หน่อย ซันนี่ซึ่งมาจากทางคอมมิดี้มารับบททางดราม่า คือของจริงๆ ตัวละครผม คือมันนำมาด้วยตลกก่อน ของซันนี่ก็จะเป็นเรื่องจริงจังล่ะ ซึ่งมันก็จะเป็นภาพที่เราไม่คุ้นเคยกันและเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาก มันคือบุคลิกตลก คือมันเป็นคนแบบขวางโลก มันไม่ใช่ตลกโป๊งชึ่ง มันคือตลกรำคาญ คือเราจะหัวเราะไอ้นี้คือดูมันสิมันเอาอีกแล้ว สร้างปัญหาอยู่นั่นแหละ คือแบบทำอะไรง่ายๆ ไม่เป็นเหรอ แค่นั้นเอง พอมันอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นนะมันก็จะดูเป็นตัวละครที่ตลกหน่อย ก็เป็นสิ่งใหม่สำหรับผมเหมือนกัน แต่ก็มีหลายๆ ครั้งที่เล่นอยู่แล้วแบบมันก็ไม่เชิงว่าแบบเป็นมุกหรอกนะ ก็จะคิดอะไรสดๆ ตรงนั้น บางทีเขาก็ปล่อยแบบแกอยากพูดอะไรก็พูดไป เราก็เอาพูดไรก็พูดไป เราอยากให้มันตลกแบบเหมือนกึ่งๆ ข้ามเส้นนิดหน่อยสามารถทำให้คนอึดอัดนิดนึง เล่นทุกอย่างที่แบบคนเขาไม่ควรพูดกัน อยากเล่นหมดเลย มันก็อะไรที่แบบพอเราคุยกับพี่ปี๊ดแล้วเราก็บอกว่าให้เราต่างจากตัวละครซันนี่เยอะๆ นี่มันมีพื้นที่ที่ให้ทำอะไรบ้าๆ บอเยอะๆ และเราก็ไม่ชินกับตัวละครที่เล่นอะไรที่แบบเล่นสีหน้า ปกติเราถูกจับนิ่งสุขุมเครียด คราวนี้ก็แบบวิ่งไปวิ่งมาสนุกดี ตัวละครมันจะแบบหลวมๆ หน่อย ซึ่งไอ้ซันนี่ก็จะตรงข้ามเลยนิ่งล้วงกระเป๋าหน้าปวดขี้ สนุกดีครับไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน Q. ถึงขนาดว่ามีการเตรียมมุกทำการบ้านมาเสนอผกก. เลย A. มันก็มีมุกส่วนตัวเยอะเหมือนกัน เพราะพี่ปี๊ดเขาเปิด เราก็แบบคืออย่างมันมีคนข้างบ้านผม ทุกคนเรียกพี่เป้าจนผมลืมชื่อจริงไปแล้วว่าชื่ออะไร แกเปิดร้านขายของชำอยู่ข้างบ้านผมอยู่ที่เชียงใหม่ เรารู้สึกว่าเขาน่ารักดี และที่จำได้คือแบบพี่เป้าคนนี้จะร้องเพลงเดิมตลอด ไอ้ไก่จ๋าแต่จะจำเนื้อไม่ได้ เขาก็จะแบบขึ้นให้หน่อยสิ แกก็เมา ขึ้นให้หน่อยสิ ทุกคนก็แชแดดๆ (ฮัมทำน้องเพลงไก่จ๋าของสายัณห์ สัญญา) นี้ก็แบบกูร้องได้ยังเนี้ยะ ทุกคนก็ต้องขึ้นให้ ไก่ ไก่จ๋า รู้ไหมว่า (ร้องเพลง) แกตลก และบางทีแกเมาแต่แกก็เล่นด้วย แกรู้ว่าทุกคนอยากให้แกเป็นพี่เป้า แกก็เล่นด้วย คือหนึ่งเราเอาเทปมาแปะหน้าเขาให้คิ้วหนาๆ เหมือนพี่เป้ามีจอน และมันฮา แกก็ขึ้นเก้าอี้ร้องเพลงนั้นๆ ผมก็หัวเราะ หันมาอีกทีแกหายไปล่ะ นอนกองอยู่กับพื้น ก็เลยไปเล่าให้พี่ปี๊ดฟังว่า เออ เราเอาอะไรแบบนี้มาเล่นกันมั่งไหม ให้มันไม่ใช่คนเมาปกติ มันแบบมีอะไรเล่นหน่อย ซึ่งระหว่างเรามีอะไรที่แบบเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเติมๆ เข้าไปเยอะเหมือนกัน Q. นอกจากในส่วนของคอมมิดี้แล้ว แฟนๆ จะได้เห็น 2 หนุ่มอนันดาซันนี่ปะทะบทบาทกันในซีนดราม่ากระชากอารมณ์ A. ส่วนดราม่ามันก็สุดเหวี่ยงเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่ใช่ผมนะ มันเป็นซันนี่นะ คือเราก็ไปตามเขานะ คือผมมีความรู้สึกว่าเขาไม่เคยเล่นอะไรที่เป็นดราม่าจริงๆ ก็เลยแบบคิดในใจว่า เฮ้ย โอกาสนี้สุดๆ ไปเลย จังหวะไหล พอซันนี่เริ่มฟรีสไตล์ เราก็เริ่มฟรีสไตล์ ถนัดอยู่ แล้วแหมมีการเล่นเพิ่มไดอาล็อค เพิ่มท่าทางมีผลักกันจะต่อยกัน คือได้ข่าวในบทมันไม่ได้เขียนกันอย่างนี้นะ ซันนี่มีต่อยตัวเองด้วย หันมาแบบ โฮ๊ะ เอางี้เลย ซึ่งแบบเราว่ามันดีมันเป็นอีกมุมหนึ่งของซันนี่ที่แบบบคนยังไม่คุ้นเคยเลย และก็เราชอบที่แกกล้าหาญ คือแกไม่ได้กั๊ก พอจะปล่อยก็ปล่อยตัวเองเลย ซึ่งเราว่าจะเป็นอีกมุมที่แบบคนเห็นซันนี่แล้วแบบตกใจเหมือนกัน Q. อย่างนี้ทั้งสองคนต้องมีการเตรียมตัวในเรื่องการแสดงกันเป็นพิเศษมั้ย A. คือมันก็มีอีกส่วนที่มี มันอาจจะแบบดูมีความสัมพันธ์พิเศษตอนที่ได้ดูหนัง คือเราเองลองจินตนาการดูว่าคนที่มันเดินทางมาด้วยกัน ร่วมเดินทางเหนื่อยมาด้วยกันเป็นเดือน ไปถ่ายทำที่ทิเบตด้วยกัน ยังไงมันก็สนิทกัน มันต้องคุยกันทุกวัน มันก็เลยพอถึงจุดหนึ่งก็แบบรู้สึกว่าไอ้ความสัมพันธ์นั้นระหว่างทีมงานนักแสดงเอง มันไม่ต้องเมคกันขึ้นมา เพราะมันมีขึ้นมาเองจริงๆ เพราะมันก็เหนื่อยจริงด้วย เพราะมันก็หนาวจริงด้วย และมันก็แบบมันเป็นเหมือนกันหมด อยากกลับบ้านแล้ว พอมันจุดประกายง่ายหน่อย และทุกคนมันอยู่ร่วมกันประสบการณ์มันคือประสบการณ์เดียวกัน ทุกคนก็แชร์ประสบการณ์อันนั้น คือมันสวยจริงแต่มันก็เหนื่อยมาก พอตัวละครมันจะพีคมันพร้อมมากล่ะ สะกิดนิดเดียวมันก็ปล่อยออกมาหมดล่ะ เราว่ามันอีกส่วนหนึ่งที่แตกต่างเราไม่คุ้นกับบทพี่ชายมั้ง แก่แล้วเดี๋ยวนี้ ได้ข่าวไอ้ซันนี่อายุมากกว่านะ (หัวเราะ) Q. ถ้างั้นต้องถามละว่า “ชัมบาลา” คืออะไร A. ชัมบาลาเหรอครับอย่างแรกอธิบายก่อนดีกว่าว่า ชัมบาลา คืออะไร ชัมบาลาถ้าเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า NIRVANA ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเหมือนแดนสวรรค์ของชาวทิเบต คราวนี้คือคนเราก็ชอบไปคิดว่าชัมบาลามันคือสถานที่ ซึ่งมันก็เป็นด้วยนะ มันก็มี เหมือนอย่างคนมุสลิมอาจจะไปเมกกะ แต่คือเมกกะจริงๆ มันก็คงอยู่ในใจคน ชัมบาลาก็เช่นเดียวกันก็คือมันก็อยู่ในใจคน แต่บางทีการที่สร้างมันเป็นสถานที่ขึ้นมามันทำให้คนเข้าหามันได้ง่ายขึ้น Q. เรื่องราวของชัมบาลา A. ชัมบาลาคือเรื่องราวของพี่น้องสองคนที่แสวงหาคำตอบของชีวิต เป็นพี่น้องสองคนที่อยู่ในช่วงเวลาของมีภาวะเยอะ คือผมเป็นพี่ชายผมชื่อทิน ซันนี่เป็นน้องชายชื่อวุฒิ ของผมมีปัญหากับชีวิตรักและก็ได้หายไปจากครอบครัว ไอ้วุฒิน้องชายผมก็มีปัญหาชีวิตรักเหมือนกัน ในส่วนของผม ก็เป็นตัวละครที่แรกๆ เราจะไม่รู้จักมันเลย ส่วนไอ้วุฒิมันคือมันก็อยากจะช่วยให้แฟนมันให้มากที่สุดในช่วงที่วิกฤติที่สุด ไอ้แฟนก็อยากให้วุฒิไปถ่ายรูปชัมบาลากลับมาให้หน่อย เพราะว่าน้ำแฟนของวุฒิเคยไปทิเบตมาครั้งหนึ่ง แต่ไปไม่ถึงชัมบาลาป่วยซะก่อน พอคราวนี้เธอไปเองไม่ได้ก็เลยฝากวุฒิไปด้วย ไอ้วุฒิซึ่งเป็นคนที่แบบมันก็ไม่ได้เป็นคนที่แอดแวนเจอร์เท่าไร มันเด็กเนิร์ดหน่อยมันก็พยายามหาเพื่อนไป และบังเอิญในช่วงเวลาที่มันหาเพื่อน และไม่มีใครจะไปกับมันเลย เพราะว่ามันต้องไปเดี๋ยวนั้น อยู่ดีๆ พี่ชายมันก็ปรากฏตัวขึ้นมาหลังจากที่หายไปจากชีวิตมันเป็นปีๆ ไอ้ทินเองก็ตัดสินใจเองเลยว่าแบบกูจะไปกับมึง ซึ่งไอ้วุฒิไม่อยากให้ไอ้ทินไปเลย วุฒิก็เลยพยายามหาหน้าที่ให้ไอ้ทิน ถ่ายรูปให้เราหน่อยได้ไหม มันก็เลยเป็นแค่สองพี่น้องเดินทางอยู่ในทิเบต ซึ่งจุดประสงค์ต่างกันมาก มันก็เลยเกิด conflict (เป็นความขัดแย้ง) ของพี่น้องสองคนนี้ที่กำลังเดินทางไปสู่ชัมบาลา พอเส้นทางนั้นมันเริ่มลำบากขึ้นเรื่อยๆ ไอ้ปมของแต่ละคนมันก็เริ่มออกมาเรื่อยๆ เราก็จะได้เห็นว่าข้อแตกต่างและปมขัดแย้งที่อยู่ระหว่างพี่น้องสองคนนี้ และพอไปเจอชัมบาลาจริงมันมีผลต่อแต่ละคนยังไงบ้าง และก็มีผลต่อความรักของแต่ละคนยังไงบ้าง Q. ส่วนตัวแล้วเชื่อใน “พลังศรัทธาของความรัก” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วเคยทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นพลังศรัทธาของความรักหรือมีความรักเป็นแรงบันดาลใจหรือไม่ อย่างไร A. คนอย่างผมเขาก็ชอบคิดว่าแบบ ไม่มีทางที่จะเชื่อพวกพลังแห่งความรัก พลังศรัทธาของความรัก คือจริงๆ เนี้ยะทัศนะของผมทุกอย่างที่มีความหมายมันเกิดมาด้วยเหตุผลของมันทุกอย่างเลย คือทุกอย่างที่สุดท้ายแล้ว เฮือกลมหายใจสุดท้ายของเรา คือสิ่งที่มีความหมายต่อเราก็คือสิ่งที่เรามีความรัก ก็คิดเอาว่ามีทุกอย่าง คือถ้าเราหมดศรัทธาตรงนี้ ผมว่าแบบก็กลั้นหายใจตายดีกว่า จะอยู่ไปทำไม นั้นคือทุกอย่างสำหรับผมนะ ผมรู้สึกว่าไม่มีไม่ได้ คือเราต้องศรัทธากับความรัก Q. ทราบมาว่ากับการเดินทางไปถ่ายทำในทิเบตเองต้องเผชิญกับ สารพัดอุปสรรค ความยากลำบาก ในการถ่ายทำเยอะพอสมควรเลยทีเดียวชนิดที่ว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลย A. ทำงานที่ทิเบตก็มันก็ดาบสองคมนะ เพราะว่ามันคือทิเบต เราพูดได้ว่าคือแบบเราไปถ่ายทำหนังเรื่องชัมบาลาในสถานที่จริง แต่ในเวลาเดียวกันเราอย่าลืมว่าในทิเบตมันไม่ใช่ปัญหาที่ปราศจากปัญหานะ แค่เฉพาะปัญหาการเมืองมันคือแบบแค่นี้ก็โอ้โห เราคิดว่าบ้านเราวุ่นวายนะ โอ้โหที่โน้นหนักกว่าเยอะเลย และช่วงที่เราไปมันเป็นช่วงที่เซนซีทีฟด้วย และมันก็เป็นช่วงที่แบบมันเพิ่งมีประท้วงกันมา เพิ่งมีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โตคนตายเป็นแสน เลยมันแบบทุกอย่างมันเซนซีทีฟไปหมด เพิ่งมีเรื่องราวกับนักข่าวฝรั่งที่มาซัพพอร์ตผู้ประท้วง มันเยอะตอนนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าพอเราเข้าไปในช่วงเวลาที่ไม่ควรไปมากที่สุดแล้ว ไม่ควรไปมากที่สุดในการถ่ายหนัง เพราะทุกอย่างต้องขออนุญาต มีใบต้องมาจากสามกระทรวง พอไปถึงก็ต้องมีพื้นที่ อะไรไม่รู้ คือแบบทุกอย่างมีปัญหา ไม่เคยถ่ายอะไรที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ คือทุกเส้นทางแทนที่จะลื่นไหลถ่ายได้ปกติ แต่นี้ตื่นมาประชุมทุกวัน มีประชุมทุกวัน แก้เบรคดาวน์ แก้ซีน แก้ตารางการถ่ายทำทุกวัน ตื่นมาแต่ละวันผมไม่รู้นะว่าแบบจะถ่ายอะไรคือแบบ พอถามผู้ช่วยผู้กำกับแบบพี่วันนี้ถ่ายฉากอะไร เดี๋ยวๆๆยังไม่รู้ มีปัญหาเยอะมาก ไอ้อันที่ได้ดันต้องเดินทางไปอีก5ชม. ไอ้อันนี้อยู่ครึ่งชั่วโมงเขาไม่ให้ แบบมันวุ่นวายมาก ไอ้นี้ไม่นับเดินทางนะ เดินทางนี้มันก็อ้วกแตกล่ะนะ คือแบบนั่งรถกันเป็นวันๆ อย่างผม ผมก็แบบตื่นเต้นสนุกเลยไม่ค่อยรู้สึก โอเคหลังๆ เราก็จะสังเกตุทีมงานว่าแบบเออมันไม่ค่อยไหวกันนี่หว่า และคนไทยนะเจอความหนาวไปอีก คือแบบเรามีความสุข อากาศหนาว แบบอ็อกซิเจนน้อย ผมก็ดี๊ด๊าของผมไป เพราะว่าวิวทิวทัศน์สวยก็ถ่ายรูปไป มีปัญหาเรื่องกิน โอ้โหลำบาก ต้องแบบเอาแม็กกี้ไปประมาณสี่ขวดใหญ่อย่างนี้ หมดเกลี้ยง คือทุกอย่างใส่แม็กกี้ ซัดแม็กกี้เข้าไปก่อน และก็กินแต่มาม่ากัน มาม่าแอนด์แม็กกี้ อย่างผมชินอาหารแขก ชินเดินทางหนีก็ชอบไอ้แบ็คแพ็ค แต่เรายอมรับว่าลำบากจริงเลย คือแบบยอมรับเลยว่ามีอุปสรรคทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ถ่ายได้ปกติเลย แต่ก็คุ้ม บางทีก็ต้องแอบถ่ายบ้าง คือแบบเหนื่อยจริงๆท้อเหมือนกัน ถึงขั้นแบบเคยมีประชุมกันหลายครั้งด้วยเคยแบบยกไหม แล้วก็ไปหลอกถ่ายเอาที่ประเทศอื่นอย่างนี้จำได้พูดกันหลายทีมาก ซึ่งยอมรับว่ามันก็แบบมันก็สร้างความกดดันให้กับทีมงานเยอะเหมือนกัน พอเข้าไปชัมบาลาวันที่ถ่ายชัมบาลาก็โอ้โห ฉากชัมบาลาก็ต้องขับรถเข้าไปถึงอุทยานมันมีทะเลสาปขับรถเข้าแบบไปต่อไม่ได้ก็ต้องขี่ม้าเข้าไป และก็ต้องเข้าป่ากับชนเผ่าเร่ร่อนที่มันตั้งเต็นท์และก็อยู่ไปเรื่อย เราก็แบบสนุกสวยขี่ม้ากันเข้าไปตอนเย็น เฮ้ยเดี๋ยวเราค้างคืนและตื่นมาถ่ายตอนเช้าพวกฉากไคลแม็กซ์และฉากชัมบาลา ก็เข้าไปแล้วก็แบบตอนแรกจะเอา ฝน (นลินทิพย์ รับบทน้ำตัวละครแฟนของซันนี่) เข้าไปด้วย แต่ เฮ้ย อย่าเลยเอาแต่ผู้ชายอย่างเดียว ก็ไปกันผู้ชายประมาณสิบคน ก็ได้ข่าวว่าเขาตั้งเต็นท์ให้ คือตอนที่เขาเดินทางเขาก่อให้เป็นที่ทำอาหารเล็กๆ เป็นจุดๆ เต็นท์มันยังไม่มี มันเป็นเหมือนแค่กล่องเล็กๆ และก็มีเหล็กทับอยู่มีทางออกของควันแค่นี้ มันก็เป็นจุดๆ ที่ตามทางของเขา พอหนาวมากเขาก็ลงมา มากางเต้นท์ที่รอบผิงไฟที่ทำอาหารตัวเนี้ยะ เขาก็เซ็ทอัพให้ เราก็ไม่คิดไรมาก แต่งตัวกันเต็มเหนี่ยวเลย เพราะเดี๋ยวคืนนี้ต้องหนาว เอาผ้าห่มไป เอาเสื้อหนาวไป ใส่ชุดกันเต็มเหนี่ยว มีเต็นท์เดียวนอนอยู่ด้วยกันตัวติดอย่างนี้เลยประมาณสิบกว่าคนอะไรอย่างนี้ คือไม่มีพื้นที่ขยับ คือถ้ากลิ้งก็ทับเขาแล้วและก็เรียงกันเป็นตับอยู่อย่างนี้ในเต็นท์ แต่ก่อนที่จะไปนอนมันสวยไง โอ้และแดดออกมันอะเมซิ่งมาก แต่พอมืดก็เข้าไป พอมืดเนี้ยะเขาก็เตือนว่าไอ้พวกหมาที่เขาเลี้ยงกัน หมาชนเผ่าที่มันล้อมแกะ ก็ดุ คือเกิดมายังไม่เคยเจอหมาที่มันดุขนาดนี้มาก่อนในชีวิต และพอมืดมาเนี้ยะทุกคนก็เข้าไปในเต็นท์จองมุมกัน เฮ้ยทุกคนสนุกสนาน เปิดเอาไฟมาจุดแทนที่จะทำอาหารกินกันนะ สไตล์คนไทยนะช็อตนี้ก็อายคนไทยเหมือนกันนะ ถอดรองเท้าเอาถุงเท้ามาวางกัน โอ้ในเต็นท์ก็เหม็น อื้อหือจะบ้าเปล่า ไม่ใช่แค่นั้น คนที่ทิเบตเปิดมามันก็มอง แบบ ทำไรหรอพวกคุณ ไอ้นี้ที่ทำอาหาร เอาถุงเท้ามาผิงมาตากอยู่บนที่ทำอาหาร ทุกคนก็ไม่รู้พิธีก็ต้องเริ่มเก็บ คือแบบเขาก็ทำอาหารให้กินทุกคนก็มีความสุข แต่ไม่คิดกันว่าพอดึกไปเนี้ยะ โอ้โหอุณหภูมิมันลบเท่าไรไม่รู้ คือเขาไม่ได้ปูอะไรบนพื้นนะ มันก็คือแค่เต็นท์ล้อมแล้วก็แบบอยู่บนดินเลย พอดึกเข้าพื้นมันชื้นอ่ะ โอ้โหและมันไม่มีทางที่จะห้ามความเย็นขึ้นมา หนาวแบบไม่มีใครนอนหลับ หนาวขนาดตัวเบียดกันมีไฟนะ ไม่เคยทรมานอย่างนั้นมาก่อนและใส่ชุดครบนะใส่หมดทุกอย่างถึงคอปิดหมดเห็นแค่นี้ แต่ก็มันดี ไม่ใช่แค่นั้นปวดฉี่ไม่รู้ทำไง ออกไปมันไม่มีไฟอยู่แล้วใช่เปล่า ปวดฉี่ แค่ลุกไปฉี่ก็ ขอโทษครับๆ กว่าจะออกไปได้ แค่เปิดไปอย่างนี้นะ เสียงหมาเห่ามาแต่ไกลแล้ว เราก็แบบเอาไงดี มองแล้วมืดตื๊ดตือมองอะไรไม่เห็นแบบ เอาไงดีก็อั้นฉี่ล่ะกัน ก็เห็นแบบพี่ผู้ช่วยกับตากล้องหรืออะไรสักอย่างออกไปตอนดึกๆ เราก็แบบพยายามนอนก็เห็นสองคนนี้เดินออกไป สักพักก็ได้ยิน เฮ้ยๆ วิ่งๆ และแบบอีกสักพักหนึ่งก็มีเสียงหมาเห่า ไอ้นี้ก็วิ่ง คือมันไม่ได้เข้ามาในเต็นท์ปกติ มันเข้ามาแบบมันบินเข้าเต็นท์มาสองคน จำได้อย่างเดียวคือตัวลอยเข้ามาในเต็นท์กันสองคนลอย หลังจากเห็นไอ้สองคนนี้ลอยเข้ามาในเต็นท์คือแบบก็ไม่ออกไปไหนล่ะ ปวดฉี่ก็อยู่นี่ล่ะ ก็แบบสนุกดีๆ แต่แบบบางอันก็ทรมานจริง Q. พูดถึงทิเบต ดินแดนที่หลายๆคนพูดถึงฝันถึงสักครั้งในชีวิตที่ต้องไปเยือนหรือสัมผัส แต่สำหรับ ชัมบาลา คนดูจะได้เห็นทิเบตในแบบที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นที่เรียกว่าUNSEEN A. มันคือทิเบตนอกเหนือจากทิเบตที่คนทั่วไปรู้จัก เพราะที่ที่เราไปถ่ายทำมันไม่ใช่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลย แต่มันก็ได้เห็นแบบวิถีชีวิตของชาวทิเบตดั้งเดิมชาวทิเบตแท้ๆ ซึ่งก็ไม่มีผิดหวังเลย และยอมรับว่าแบบคือมันเหนื่อยจริงลำบากจริง แต่ก็พูดได้ว่าหนังเรามันไปถ่ายทำในสถานที่จริง คือชัมบาลาที่เราไปก็คือชัมบาลาที่จริงของชาวทิเบต ไปถ่ายที่อื่นสบายกว่านี้ไหม ก็คงจะ แต่ว่ามันก็คือที่อื่นไงมันไม่ใช่ที่จริง นี่ก็พูดได้ไงว่า เฮ้ย เราไปของจริงเราไปจริง การสร้างเรื่องนี้แบบเป็นแอดแวนเจอร์สุดๆ กว่าจะได้ภาพมาเนี้ยะแบบ โหมันวุ่นวายจริงๆ เลย บินเข้าเฉินตู เฉินตูก็แบบวุ่นวายมีแต่รถมีแต่คนมั้งอะไรอย่างนี้คุยกันไม่รู้เรื่อง มันก็จะมีปัญหาอะไรที่แบบหลักๆ มันก็ภาษาที่แบบกว่าจะเดินทาง กว่าจะเข้าทิเบต กว่าจะไปถึง แค่จุดเริ่มต้นกว่าจะไปถึงไม่รู้ว่าหมดกี่วันต้องไป คือแค่จากทิเบตไปถึงแค่ยังไม่ถ่ายอะไรนะ คือแค่จุดเริ่มต้นจะเริ่มต้นจากจุดนี้ สมมุติว่าเราต้องนับเป็นแบบเดย์วัน (วันที่ 1 ของการถ่ายทำ) ไม่รู้ละผ่านไปหลายวันกว่าจะถึง แต่ละโลเกชั่นที่ถ่ายได้มันก็ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ได้ใกล้กันเลย เพราะอย่างที่ผมบอกอย่าเข้าใจผิดว่ามันเป็นประเทศเล็กๆ มันเป็นประเทศใหญ่มาก และเขาก็แบบธรรมดา ชิน นั่งรถกันแบบทีละห้าหกชั่วโมงกว่าจะถ่ายกันได้ ก็เป็นเรื่องปกติมาก สิบกว่าชั่วโมงก็ปกติ ตูดพังกันหมด แต่เหนื่อย มันเป็นหนังที่ใช้พลังงานสูงมาก และก็ไอ้ภาพที่เราเห็นก็จะไม่ผิดหวังเลยครับและมันก็หลากหลายจริงๆ มองเห็นได้ตั้งแต่เมืองใหญ่ไปถึงแบบในที่ที่แบบซอกหิน ถนนที่มันแบบมีพื้นที่แค่นิดเดียว ไม่รู้ขับไปได้ไง เป็นลูกรังเล็กๆที่หลุดไปตกเหวกันไป ขับอยู่ระหว่างเหวสองด้าน ออกมาเจอภูเขาอารมณ์เจอลมแบบ ทะเลทรายสุดลูกหูสุดลูกตา ไปพักหนึ่งเป็นสุดลูกหูลูกตา ไปอีกพักหนึ่งเจอพายุแบบครบฤดูครบโลเคชั่น ความสวยเละทุกอย่างมันแบบมันเป็นประเทศที่ประหลาดมาก แต่ว่าเหมือนมันเห็นหมด ทุกภูมิอากาศในช่วงเวลาที่เราไปอยู่ที่โน้นกันแบบสุดยอด Q. สำหรับอนันดาแล้วคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ของเมืองนี้ประเทศนี้ A. คือจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่เราภูมิใจในคนทิเบตมาก ก็คือนั่นแหละไอ้ความศรัทธา เรารู้สึกว่ามันเป็นที่น่านับถือจริงๆ เพราะอย่าลืมว่าเราเป็นคนพุทธเหมือนกันไง และเราเห็นศรัทธาของเขาศรัทธาของเราแล้วแบบมันเทียบกันไม่ได้วะ คือขนาดที่เขาอยู่ในที่แบบลำบากทางด้านการเมืองอะไรก็ว่าไป เขาก็แบบยืนพื้นว่าเขาคือคนทิเบตเขามีวิถีของเขาเขาก็จะทำทุกอย่างที่จะปกป้องชีวิตเขา ซึ่งไอ้ศูนย์กลางของวิถีชีวิตของเขาก็คือความศรัทธา ซึ่งเรารู้สึกว่ามันทำให้ชีวิตเรามีศิลปะมาก มันสร้างคุณค่าให้ชีวิตสูงมาก เห็นแล้วเรารู้สึกว่ามันมีบทเรียนให้กับชีวิตชาวพุทธทั่วโลกได้ คือแบบถ้าอยากจะค้นพบความสุข อยากจะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย หาความสุขจากความเรียบง่าย เขาเป็นตัวอย่างที่ดีมากนะ ความสุขที่มันแท้จริงแบบที่มันคงกระพัน เรามีความรู้สึกว่าเขาอยู่คู่กับความรู้สึกนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าแบบอย่างเนี้ยะมันคือใช้ชีวิตเป็น Q. พูดถึงนักแสดงที่ร่วมงานกันบ้างเริ่มจากสาวสวยอย่างโอซา แวงที่ต้องรับบทเป็นคนรักของเรา A. ผมกับโอซา ส่วนตัวก็รู้จักกันอยู่แล้ว ก็คือเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็เที่ยวด้วยกันเป็นปกติ พอรู้ว่าต้องมาเล่นเป็นคนรักกัน ก็มีแบบเกิดอาการประหลาดๆ เหมือนกัน ก็เขินนั้นแหละ (หัวเราะ) ก็เขินแบบเพื่อน มันไม่เคยมองกันอย่างนั้น มันไม่เคยเห็นกันในเชิงโรมานซ์ และโอซาเป็นคนชอบทำตัวแบบผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นคนมีหลักการมาก (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นคนแบบสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ดูแบบไม่ค่อยมีสาระ และพอมาเล่นคู่กันบางทีเราก็แบบมันก็ประหลาดดี เราก็เป็นห่วง มันจะเข้ากันได้เปล่านะ แต่พอเราทำงานด้วยกัน เราก็จูนหากัน ตอนเล่นอะไรก็จะหลวมๆ หน่อย คือสามารถปรับเปลี่ยนในฉากได้ หรืออิมโพรไวส์ได้บ้าง ซึ่งพอเขาเห็นตรงนั้นเขาก็เอาด้วย เขาก็แบบ อ้อ อันนี้แกคิดจะทำเองใช่ป่ะ ถ้างั้นขอด้วย แกก็จะเริ่มอินกับตัวละครตัวเอง ฉันขอเปลี่ยนอันนั้น ฉันจะเอาอันนี้ เฮ้ยพี่ปี๊ดอย่างนี้ได้ไหมอย่างนั้นได้ไหม ไอ้พี่ปี๊ดก็ยอมหมดละ หลงรักโอซา โอซาอยากได้อะไร ได้ครับ เพื่อโอซาทำได้หมดทุกอย่าง เฮ้ยพี่ปี๊ดเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของเรากับโอซา มันควรจะต้องมีแบบฉากสวีท เลิฟซีนอันนี้ไหม ไม่ไม่ไม่ไม่ควรมีเด็ดขาด เซ็ง มาขัดใจผม (หัวเราะ) แต่ก็ดีครับทำงานกันไปเราก็สนิทกัน พอจบหนังไปก็แบบได้เพื่อนสนิทคนหนึ่งเลย ระหว่างถ่ายเราก็คุยได้หมดทุกอย่างเรื่องอกหัก เรื่องชีวิต เรื่องส่วนตัวอะไร คุยกันไปเรื่อย จนคนในกองถ่ายเขาก็หมั่นไส้ไง คนอื่นก็แบบแหมดูมันโดยเฉพาะผู้กำกับแหละ ผู้กำกับมองตาเขียวอยู่เรื่อยนะ เราก็จะบอกพี่ปี๊ดว่า เฮ้ยไม่มีอะไรเราคุยกันเรื่องนู่นนี่นั้น สำหรับโอซาก็ถือได้ว่าเขาเป็นคนที่จริงจังกับอาชีพเขา ซึ่งเราชอบมากเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กนักแสดงสมัยนี้ไม่คิดอย่างเขาบ้าง คือเขาจะเป็นคนขอนัดประชุมคุยเรื่องตัวละคร ซ้อมไหมมีเวลาซ้อมสิอะไรอย่างนี้ โห ซึ่งเราชอบมากเลย ไม่เคยเจอ ส่วนมากจะมีเราอยู่คนเดียวสร้างความลำบากให้นักแสดงคนอื่น แบบอนันดาขอซ้อม พวกนักแสดงคนอื่นก็แบบเฮ้อ แต่คือของโอซานี้คือคนขยัน และแกก็พยายามหาเหตุผลทุกสิ่งทุกอย่าง ทำไมอย่างนี้ ทำไมอย่างนั้น โห ผู้กำกับชอบมาก อยากแบบปรึกษาโอซาตลอดเวลา (หัวเราะ) อยากแบบคุยกับเขาได้ทั้งวันทั้งคืน คุยเรื่องคาแร็คเตอร์ เฮ้ยเราชอบคนแบบนี้มันทำให้เรารู้สึกว่า ตอนทำงานด้วยมันมีพื้นที่แบบให้ทดลองอะไรได้หลายอย่าง เพราะว่าถ้ามันไม่เวิร์คเราคุยได้ทันทีเลยว่า เฮ้ย จังหวะนี้มันยังไงไม่รู้เราก็ให้เหตุผลกันได้ บางทีเขาพูดถึงตัวละครเราได้ เราพูดถึงตัวละครเขาได้ เฮ้ยแกทำอย่างนี้ทำไมนะหรือว่าแกอย่างนี้ไหม หรือว่าตัวละครเราเองโอซายูแค่นี้ก็พอเลยนะ แค่นี้มันก็พอนะ มันเลยเป็นการทำงานที่มันมันเปิดมากเราจะคุยอะไรได้หมดทุกอย่าง ก็ในเวลาเดียวกันก็คือมันไม่ฟิกซ์ มันไม่ฟิกซ์ตามตัวคือเราใส่ได้สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้เรื่อยๆ Q. ได้ข่าวว่าเป็นการทำงานที่ทั้งผู้กำกับและตัวนักแสดงมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนและแชร์ไอเดียในการทำงานในแต่ละฉากตลอดเวลา ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยไปจนถึงฉากสำคัญซึ่งช่วยให้หนังสมบูรณ์มากขึ้นทำให้คนดูจับต้องความรู้สึกของตัวละครได้มากขึ้น A. อย่างฉากที่เราเจอกันครั้งแรก หรือแม้แต่ฉากที่ตัวเจนตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตที่จะมาใช้ชีวิตร่วมหัวจมท้ายกับผู้ชายไทยที่เขาหลงรักอย่างทิน เราก็มาคุยกันว่าฉากมันก็เลี่ยนๆ อยู่แล้ว (หัวเราะ) จะทำไงไม่ต้องแบบฉันรักเธอนะ ฉันอยากอยู่กับเธอตลอดไป ก็เลยแบบเราหามุกเล็กๆ ดีกว่าคือแค่จังหวะมันก็ไม่มีอะไร ผู้ชายเปิดประตูมาแล้วเห็นแบบ เฮ้ยเอาจริงเหรอวะ คือดีใจนะแต่ว่าเอาจริงหรอ คือในความรู้สึกแล้วมันเป็นสเต็ปใหญ่โตมากเลยนะ มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจของผู้หญิงคนหนึ่งนะ ตัวผู้หญิงเองก็พูดอะไรไม่ออก ผู้หญิงก็แบบ จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอไอ้ทินเนี้ยะ ไอ้ทินมันใส่เสื้อกูคือคนไทย ก็เลยพอเราเปิดประตูมาเจอแบบโอซามายืนอยู่หน้าประตูลากกระเป๋าจะมาอยู่ด้วย ก็มองเห็นโอซาใส่เสื้อฉันรักประเทศไทยไง คือโมเมนต์แค่มันไม่จำเป็นที่จะต้องพูด ซึ่งไอ้จังหวะเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้มันคือที่เราทำกันเองระหว่างที่ถ่ายอยู่อะไรอย่างนี้ ก็คุยกับผกก.ว่ากล้องจะต้องมีมารับให้เห็นข้อความบนเสื้อนะ มาคิดๆ กันว่า คืออยากให้มันเป็นหนังที่มีผลกระทบกับคนดูสูงกับจิตใจคนดูสูง เพียงแต่ว่าไม่อยากให้มันแบบโจ่งแจ้งมาก เราไม่ต้องไปยัดเหยียดคนให้ ตัวหนังมันเริ่มมาจากเราอยากให้คนแบบสนุกกับทิวทัศน์ สนุกกับความบ้าบอของพี่น้องทั้งสองคนนี้ พอไปสักพักหนึ่ง พอเราเกิดคำถาม เฮ้ยทำไมมันเป็นแบบนี้ หนังค่อยๆ มาเข้าลึกถึงปมของตัวละครที่เราเริ่มได้คำตอบที่แท้จริงว่าถึงจุดนี้แล้วพอมันหมดสนุกกันแล้ว พอมันมีปัญหาแล้วมันหนีปัญหากันเองไม่ได้ มันมาจากอะไรบ้าง มันก็ได้เห็นว่าแบบนี้มันไม่ใช่หนังแบบโรดมูฟวี่หรือหนังแบบแอดแวนเจอร์ที่สนุกๆ สนานแบบปกติ มันก็จะมีพอถึงจุดที่มันเข้มข้น มันก็เข้มข้นจริงๆ มันก็จะสร้างปมมันทำให้เรามานั่งครุ่นคิดกับมันว่า เฮ้ยพวกมันจะเอาไงต่อ เฮ้ยพี่น้องมันจะแตกแยกกันไหม เฮ้ยมันจะลงตัวยังไง พอเราเริ่มแบบเอาภาพมาหรือเรื่องราวมาเรียงกัน เราก็แบบ เฮ้ยแต่ไอ้นี้กับไอ้นี้มันมีความสัมพันธ์กันแบบนี้ เฮ้ยเดี๋ยวก่อนละตอนนี้มันอยู่ด้วยกันอย่างนี้อยู่แล้ว มันจะมีคำถามสั้นๆ สไตล์นี้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ พอมันรักกันแล้วเราก็รู้ว่ามันอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่บางมากซึ่งสามารถแตกได้ทุกเมื่อ เราก็จะลุ้นว่าแบบอย่างเพิ่งตอนนี้กำลังดี อย่าเพิ่งแตกหักกันได้ไหมแบบนี้ ก็ยังว่ามันไม่ใช่หนังแบบจะเรียกว่าหนังรัก แอดแวนเจอร์ โรดมูฟวี่ที่ธรรมดา แต่หนังเรื่องนี้มันมีอะไรอยู่เยอะ Q. สำหรับบัดดี้คนนี้ไม่พูดไม่ได้ถึงแม้ว่านี่เป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรก แต่กลายเป็นว่าจบจากชัมบาลาอนันดาได้เจอกับคู่หูคู่ซี้เลยทีเดียว พูดถึงผู้ชายคนนี้ ซันนี่ ณ ชัมบาลา A. ซันนี่ในความเป็นจริงก็อาจจะใกล้บทบาทผม คือตัวมันแบบมันเป็นคนปากไวมาก (หัวเราะ) คือซันนี่มันแบบ คือมันไม่ได้คิดร้ายอะไรแต่มันเป็นคนที่ปากไว และมันเป็นคนที่บางทีมันช่วยตัวเองไม่ได้ คือถ้ามันเห็นอะไรนะมันกัดได้ทันทีเลยเล่นมุกได้ทันทีเลย แต่บางทีเราก็เสียวว่าแบบสักวันหนึ่งมึงจะถูกรุมอัดชัวร์ (หัวเราะ) มันเป็นคนแบบกวนมาก แต่แบบนิสัยดี อยู่กับมันแล้วมันไม่เคยรู้สึกว่าไม่สนุก และเรากับซันนี่โคตรไม่เหมือนกันเลยนะ แต่ก็ประหลาดดี อยู่ด้วยกันตลอดแบบสามารถเป็นเพื่อนกันได้เลย แต่ว่ามันเป็นคนที่ประหลาด เป็นคนที่คิดไม่เหมือนเราเลยนะ และมันก็โรคจิตชอบแบบชอบมาเทียบอาจารย์สอนการแสดง ก็แบบอะไรของมึงซันนี่ (หัวเราะ) ชอบถามหม่อมน้อยเขาสอนยังไงนะ เขาสอนอย่างนี้ เอ๊ะครูแกชื่ออะไรนะ ครูเงาะ เขาก็ชอบแบบครูเงาะเขาสอนอย่างนี้ แล้วไง ไม่ใช่ๆ มันเหมือนแบบอยากรู้ให้ได้ว่ามันต่างกันยังไง คือแบบกูต้องรู้วิชา วิชามึงเป็นยังไง วิชากูเจ๋งกว่าป่าว เฮ้ยเดี๋ยวก่อนขอลอง คือมันเป็นคนตลก แต่จริงๆ มันก็มีแบบมันก็เป็นคนแบบคิดเยอะเหมือนกันนะ ไม่ธรรมดา และแบบมันชอบกัดคนระหว่างทาง ตลกจริงๆ แล้วมันชอบแกล้งไกด์ มันชอบพูดแบบไกด์ จริงๆ พูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ไง และมันก็ชอบแซว และมันก็ทำหน้ายิ้ม เออดีมากแต่ก็แซวเขา คือมันก็เล่นอะไรอย่างนี้ของมันไปเรื่อย คือแบบไอ้นี้ตัวจริง ไอ้นี้กวนตัวจริง ในส่วนการทำงาน ผมกับซันนี่คือแบบคนชอบคิดว่าผมเป็นคนที่แบบทำงานแล้วจะครุ่นคิดเครียด ผมจะเป็นอย่างนั้นก่อนงานมา ผมจะอยู่คนละ process ผมจะไปอยู่ในหมวดหมกมุ่น วุ่นวาย ปวดหัวกับมันก่อนหน้าตอนได้บท ทำตัวละคร แต่ในกองผมจะแบบค่อนข้างเมาท์ไรเงี้ยะ แต่ซันนี่เป็นคนโฟกัสมาก เป็นคนแบบตั้งใจทำงานแบบตอนถ่ายตอนอะไรจะค่อนข้างนิ่งกว่าผมเยอะ คือตอนถ่ายบางทีผมก็จะแบบเล่นไปเรื่อย เพราะว่าคนเรามันต่างกัน เพราะว่ามี PROCESS (ขั้นตอนวิธีการทำงาน) ต่างกันอย่างของผมคือรู้อยู่แล้วต้องทำไร คือบางทีเล่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่รีเล็กซ์ให้กับตัวเอง ทำอะไรให้มันรู้สึกสบายๆ ยิ่งตัวละครเรามันดูเละๆ สะเปะสะปะไปเรื่อย อย่าเครียดมากอะไรอย่างนี้ แต่ซันนี่เป็นคนประหลาดเป็นคนที่ทำงานดูแบบเนี้ยบ มาก แต่พอไม่ทำงานก็กวนตีนเหลือเกิน โห ตอนที่มันอยู่กับเพื่อนผมตามมันไม่ทันเลยนะ โหยิงมุกกันทุกสองวิ เรารู้สึกว่าเป็นฝรั่งงงมากตอนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับพวกเพื่อนของซันนี่ Q. พูดถึงผกก.ชัมบาลาบ้าง A. พี่ปี๊ดเป็นคน เถื่อนแต่มีเสน่ห์ แต่แบบสปิริตไง แต่แบบกูทำเพื่อมึง จะมีจิตใจนักเลงแบบคนจริง พี่ปี๊ดคนจริง บางทีมันก็วอนเหลือเกิน แต่แบบแกเป็นคนที่เรารู้สึกว่าตอนเราทำชัมบาลาเรารู้สึกว่าอยาก ผลักดันPUSH คนใหม่ๆ ด้วย คืออยากให้มีเลือดใหม่ในวงการหนัง และผมรู้ว่าคนอย่างพี่ปี๊ดคือแน่นอนแหละคงมีปัญหากับคน อย่างเช่น นายทุน ซึ่งผมก็ต้องไปแก้ปัญหาให้เขา เป็นคนใช้อารมณ์หนัก แต่จริงใจแบบทำทุกอย่างเพื่อน้อง รักกันจริง ซึ่งผมกับเขาก็คงจะสนิทกันไปตลอดชีวิตแหละ มันก็รักกันจริง แกเป็นพี่ชายที่เรารักอยู่คนหนึ่ง แต่ว่านั้นแหละแกเป็นแบบที่ว่าอาร์ตติส อารมณ์ร้อน วัยรุ่น เอาเดี๋ยวนี้ พี่ปี๊ด แต่แกเป็นคนตลกด้วย ตอนอยู่กองถ่ายกับแก แกกำกับแบบบรรยากาศในกองให้ทุกอย่างเบาลงได้ ซึ่งหนังที่มันลำบากด้วยโลเคชั่น ลำบากด้วยเนื้อหาที่มันมีหลายระดับมิติ และตัวละครก็ยากไง คือมันก็ควบแบบบรรยากาศในกองแบบตึงเครียดเกิน ซึ่งแกทำได้ดี พี่ปี๊ดเป็นคนที่ทุกคนก็จะพูดเหมือนผมนั่นแหละ มีอารมณ์แบบเถื่อนๆหน่อย แบบลามกๆหน่อย แต่ทุกคนก็รักเพราะจริงๆ แล้วเขาก็เป็นคนจริงใจ มีความน่าสนใจในตัวเขาเยอะ แต่ทุกคนก็จะแบบคือปี๊ดแกทำอย่างนี้ก่อนได้ไหม ทำเรื่องนี้ก่อนได้ไหม แกไม่ยอมไง แกแบบยืนพื้นไงว่าจะทำหนังเรื่องนี้ ก็ไฟท์จริงๆ ถึงจุดที่ว่าเราก็ยอมไฟท์กับเขาด้วยเหมือนกัน ยอมแบบไม้แข็งไม้อ่อนกับแกหลายรอบเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็ต่อสู้จนได้ทำหนังที่เป็นความฝันของแกเรื่องนี้ Q. คนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ ผู้กำกับภาพระดับฝีมือน้ากล้วย ณัฐวุฒิ กิตติคุณ ที่นำทิเบตมาถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์ A. น้ากล้วยก็ถ็าพูดถึงตากล้องถ่ายหนังในไทยแกก็อยู่ในท็อปในไม่กี่คนไม่เกินห้าคน และแกก็อยู่มานานและแกก็ทำหนังมา และแบบหนังใหญ่ๆแบบพวกองค์บาก (ต้มยำกุ้ง,ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช,โหมโรง,นางนาก ฯลฯ) คืออะไรแกถ่ายหมด รุ่นใหญ่จริงถึงขึ้นเรายังเกรงใจพี่ปี๊ดเลยว่าแกเจอรุ่นใหญ่แกจะเกร็งไหม อย่างนี้จะทำงานได้เปล่า และคือน้ากล้วยเป็นคนที่มีสปิริตมาก เฟรนด์ลี่ และไม่ถือตัวเลยและก็เก่งมาก แต่ก็สงสารแกนะระหว่างบางทีมันลงถ่ายไม่ได้ เห็นหน้าแกแบบว่าจะลงแดง จอดรถเดี๋ยวนี้กูต้องถ่ายแล้ว มันสวยขนาดนี้จะไม่ให้กูถ่ายได้ไง ก็ต้องแอบหลายรอบแต่แกก็สปิริตมากที่แบบมาลุยกับกองถ่ายที่ค่อนข้างวัยรุ่นและก็อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องตลอดเวลา อาจจะมีมั่วๆ บ้างก็ต้องมาดีลกับพวกเด็กแนวแบบวัยรุ่น แต่แกก็วัยรุ่นนะ น้ากล้วยลองไปถามอายุเขาซิจะแบบหงายท้องเลย แบบ หา น้ากล้วยโกหกเปล่า แกฟิตมาก ถ้าเรื่องภาพไม่ต้องห่วงมันสวยแหละ เสียดายว่าไม่มีเวลามากกว่านี้ เพราะถ้ามีเวลามากกว่านี้น้ากล้วยคงถ่ายแบบสวยตาแตกไปเลย Q. จากวันแรกที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโปรเจ็คต์หนังทิเบตจนถึงวันนี้ผ่านกระบวนการถ่ายทำ ฝ่าอุปสรรคนานัปการจนวันนี้ภาพยนตร์เรื่องชัมบาลา เสร็จสมบูรณ์เตรียมจะเข้าฉายแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง A. ชัมบาลาเป็นหนังเรื่องที่มีอุปสรรคเยอะมากคงเยอะที่สุดที่ผมเคยเจอด้วยซ้ำ คือตั้งแต่ขั้นตอนเขียนบท เสนอมัน สู้กันเอง สู้กับนายทุน สู้กับระดับประเทศ ไม่ธรรมดานะคุณ สู้กับสภาพอากาศ มันเป็นหนังที่ลำบากมาทุกอย่าง พอกลับมาคิดว่าทุกคนจะมาอำนวยความสะดวก ไม่เลยครับกลับมาก็มีปัญหากันต่ออีก เดี๋ยวคิวนั้นไม่ได้ เดี๋ยวคิวนี้ต้องถ่ายต่อ อะไรก็ไม่รู้ปัญหาเยอะ ฟุตเตจเสียบ้าง เลนส์เสีย คือเป็นหนังที่แบบอุปสรรคเยอะมาก มาถึงจุดนี้แค่รู้ว่าจะได้ฉายก็ตื้นตันมากแล้วตอนนี้ คืออยากให้มันฉายแล้วแหละ คือมันเป็นโปรเจ็คท์ส่วนตัวพี่นึกสภาพดูสิมันเป็นโปรเจ็คท์ส่วนตัวที่ผมแบบอยากนำเสนอมานานมากแล้ว และผมต้องอั้นมันมาแบบสามปี คือจริงๆ หนังมันก็สำหรับคนดู มันคงมีอะไรที่แตกต่างให้กับทุกคนแหละ คือมันก็คงแล้วแต่เราเป็นผู้หญิงผู้ชาย เราวัยวุฒิเท่าไร อย่าลืมว่าคำว่าชัมบาลา มันคือสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ผมเชื่อว่าถ้าเข้าไปดูหนัง อย่างน้อยที่สุดเราอาจจะช่วยนำพาไปหาคำตอบได้ คือหลังจากดูหนังเสร็จเราเชื่อว่ามันจะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าชัมบาลาคืออะไร ครับแล้วก็หนังชัมบาลาก็จะเข้าวันที่ 23 สิงหาคม นี้ละนะ อีกช่องทางหนึ่งที่เราจะสามารถติดตามความคืบหน้าของหนังก็คืออินสตาแกรมของเรา คือชื่อว่า 99_stepstoshambhala ก็ ก็สามารถไปติดตามรูปสวยๆ จากการถ่ายทำเรื่องชัมบาลาได้นะครับ

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram