บทสัมภาษณ์ “ฝน จาก ชัมบาลา”

15/08/2012

“HOW FAR DID YOU GO FOR LOVE ?”
ทำความรู้จักกับ “ฝน นลินทิพย์ เพิ่มภัทรสกุล”
ผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำผู้ชาย 2 คน
เดินทางไปยังดินแดนบนหลังคาโลก
เพื่อจุดหมายที่เรียกว่า “ชัมบาลา”

Q: ก่อนอื่นแนะนำตัวก่อนเลยดีกว่าว่าเข้ามาทำงานในวงการนี้ได้อย่างไร
F: สวัสดีค่ะ ฝน นลินทิพย์ เพิ่มภัทรสกุล ค่ะ ก็กำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาเข้าฉายค่ะ ฝนเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ค่ะ แต่ตอนนี้กำลังเรียนโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะบริหารการจัดการ เรื่อเข้าวงการได้ยังไง เป็นเรื่องบังเอิญมากค่ะ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราเรียนอยู่ด้วยและมีพี่คนหนึ่งหานางเอกมิวสิควีดีโออยู่ และเขาอยากให้เราไปลองแคสท์ดู ซึ่งเป็นเอ็มวีตัวแรกชื่อเพลง “คนไม่มีเวลา” ใครที่รู้สึกคุ้นหน้าอาจจะบอกว่าไม่ค่อยเหมือนตอนนี้สักเท่าไร เพราะว่าประมาณสามสี่ปีมาแล้วค่ะ นานมากๆ แล้ว หลังจากเอ็มวีออกไป ก็ทำให้ได้มีงานมาเรื่อยๆ จากพี่ที่เป็นแคสติ้งหรือผู้กำกับก็ต้องขอบคุณพี่ผู้กำกับนั้นมากที่ทำให้เราก้าวเข้ามาในวงการนี้ด้วย ตัวต่อมาก็จะเริ่มมีเอ็มวีเพลงของพี่เบิร์ด แล้วพี่เบิร์ดเป็นนักร้องในดวงใจเราด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าดีจังเลยและเป็นเกียรติมากที่ได้ถ่ายทำเอ็มวีกับพี่เขา ก็จะเป็นเพลง “อกมีเอาไว้หักพาสหนึ่ง” ของพี่เบิร์ดที่เราได้ร่วมเล่น นอกจากนั้นก็จะมีเอ็มวีที่ได้ร่วมงานกับพี่อนันดาในฐานะผู้กำกับเอ็มวีเรื่องแรกด้วย ชื่อเพลง “เพราะเรานั้นคู่กัน” ซึ่งเอ็มวีนี้เราไปถ่ายกันที่ระยอง และก็จะได้เห็นภาพสวยๆ จากรถที่เราเอามาขับด้วย และอีกอันก็จะเป็นของพี่ตุ้ยเอเอฟ เพลง “กลับไปหลับสักคืน” ซึ่งตัวนี้เราจะเป็นคนๆ หนึ่งที่มันเกิดเหตุการณ์รถชนกันและเราป่วย มันคือสร้างเรื่องราวให้คนๆ หนึ่งเขาคิดถึงเรา แต่ถ้าพูดถึงเอ็มวีตัวล่าสุดตอนนี้จะเป็นของพี่ดา เอ็นโดรฟินค่ะ ก็คือเพลง “ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ”ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลที่พี่ดาเขาทำให้โตโยต้าครบรอบห้าสิบปี ก็คือเพลง ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอค่ะ อันนี้จะแอบเห็นออนในโฆษณาด้วย เพราะอันนี้เขาแยกมาเป็นความพิเศษของมัน คือจะเสนอถึงเรื่องราวความผูกพันที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ของโตโยต้าที่มาจากรุ่นสู่รุ่น เราก็เลยได้ร่วมงานกับเขาด้วย นอกจากเอ็มวีก็มีพวกผลงานโฆษณาตั้งแต่นานมากแล้วค่ะสองสามปีล่ะก็มีทั้งซีพีและทรูสามจีที่ขึ้นไปถ่ายบนเขา ซึ่งพี่ผู้กำกับก็อยากแบบได้ฟีลอารมณ์หนาวมาก เราก็ต้องยกกองถ่ายขึ้นไปถ่ายบนนั้นด้วย ตอนนี้ก็มีรายการวิทยุค่ะที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ต้องรอดูต่อไปว่า ก็จะมีรายการค่ะเป็นรายการไล์ฟสไตล์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นเกี่ยวกับแฟชั่นท่องเที่ยวก็ชื่อรายการโฮมสวีทโฮมของช่องห้าที่ผ่านมา และก็กำลังจะมีภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตก็คือชัมบาลานั้นเอง แต่ก่อนหน้านี้ก็จะมีภาพยนตร์ที่ทำดีเพื่อพ่อของในหลวงในช่วงห้าธันวาคมที่ผ่านมา เรื่องทางแยกวัดใจ ก็เป็นพาสหนึ่งที่ทำให้คนไทยอยากทำความดีเป็นสื่อกลาง

Q: ฟังๆ ดูแล้วมีผลงานเยอะเหมือนกัน แล้วถ้าให้คำจำกัดความผู้หญิงที่ชื่อ “ฝน” เป็นอย่างไร
F: ก็คงเป็นเด็กแบบโก๊ะๆ คนหนึ่งล่ะ เป็นเด็กขี้ลืม เป็นคนมีความฝันนะค่ะ คือตั้งแต่เด็กๆ ล่ะ คือพ่อกับแม่ก็จะชอบให้ไปประกวดอย่างแบบว่าถือป้ายร้องเพลงตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ถ้าถามว่าเราเป็นคนขี้อายไหม เราเป็นคนขี้อายมาก เพราะตอนนั้นเป็นเด็กเราก็คงไม่ได้คิดว่าเป็นความอายหรืออะไร ทำแบบสนุกๆ แต่พอเริ่มโตขึ้น เราก็รู้สึกว่าเราเริ่มหาความฝันและความชอบในสิ่งที่เรารักแล้ว พอเริ่มเข้ามหาลัยก็เริ่มที่จะเข้ามาทำงานในด้านนี้ พอมันเริ่มงานหนึ่งเรารู้สึกว่า เออเรารักจังเลยในด้านการแสดง ซึ่งเราอาจจะมีประสบการณ์ในตอนเด็กๆ ที่เคยทำนู่นนี้มาแล้วบ้าง พอมาเริ่มหนึ่งแล้ว เออเราอยากมีความฝัน เหมือนเราดูมิวสิคสีดีโอตัวหนึ่งแล้วเรามีความรู้สึกว่าเราอยากเป็นจังเลยนางเอกคนนี้ หรือว่าคนดูดูเราจะอินยังไงบ้าง และเรื่องภาพยนตร์มันคือหนึ่งอย่างเหมือนกันที่เป็นความฝันของเรา

Q: แสดงว่ามีแววสนใจหรือหลงใหลเกี่ยวกับทางด้านการแสดงมานานแล้ว
F: อย่างตอนแรกนะค่ะก็ประมาณสัก 7 ขวบได้คะ คือพ่อแม่รู้สึกว่าน่าเอาไปทำอะไรสักอย่าง เขาก็เลยส่งเราเข้าประกวดเต้นของโรงเรียน เราก็เลยรู้สึกว่าตอนนั้นก็เหมือนเป็นเด็กนะชอบแต่งตัว ไปฝึกเต้นกับเพื่อน แต่เรารู้สึกว่าพอผ่านช่วงนั้นมาแล้ว เออเราก็น่าจะมีความฝันที่มันเป็นตัวเป็นตนได้ เราก็พยายามหา หา อย่างช่วงสักประมาณยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสองตอนอยู่มหาลัยเริ่มที่จะมีโอกาสเข้ามาทำงานในด้านวงการ เรารู้สึกว่าเราได้แต่งตัว เอ๊ะมีกล้องมีคนที่ร่วมงานเป็นทีมงาน เรารู้สึกว่าเราชอบแล้ว และวันหนึ่งเราได้มาทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในหนังก็เลยรู้สึกว่า มันไม่ง่ายนะ เพราะที่ผ่านมาฝนต้องแคสท์งานต้องผ่านการประกวดอะไรอีกมากมาย และวันนี้มันเป็นจริง เราภูมิใจจังเลยที่มันเป็นจริงขึ้นมาวันนี้

Q: แล้วเป็นไงมาไงถึงได้เข้ามาเป็นนางเอกภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาได้
F: คือฝนเคยร่วมงานกับพี่พีทแล้ว ซึ่งพี่พีทเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของเรื่องนี้ และเคยร่วมงานของเอ็มวีมาก่อน พี่พีทก็เลยลองโทรมาให้เราไปแคสท์ดู ตอนแรกมันตื่นเต้นเหมือนเป็นหนังเรื่องแรก เราต้องอ่านบททุกอย่าง ซึ่งก็จะมีพี่ผู้ช่วยคอยบรีฟว่าเราจะต้องเล่นซีนไหนบ้าง ซึ่งซีนที่ฝนได้รับเป็นซีนเริ่มต้นกับซีนตอนจบ ซึ่งเรื่องของอารมณ์มันแตกต่างกันมาก เอ๊ะเราจะทำยังไงดีนะให้เราเล่นซีนแรกกับซีนตอนจบให้มันดี เราก็จะคอยถามเขาว่า เออว่ามันประมาณไหนก็เริ่มค่อยบรีฟ เออมันคือหนัง มันคือครั้งแรกที่เราได้จับบท เออและเราก็เล่นออกมามันรู้สึกดี แค่เราเล่นออกมามันก็รู้สึกดีแล้ว อย่างผู้กำกับพี่ปี๊ด เขาเป็นผู้กำกับหนังที่ชัดเจนอยู่แล้ว และเรื่องคาแร็คเตอร์เขาก็เลือกออกมาได้ชัดเจนเหมือนกัน เราก็อืมโปรเจ็คท์นี้เราได้ยินมานานมาก เคยได้ข่าวว่าคนมาแคสท์เยอะมาก เราก็แอบยิ้มเหมือนกันคนแคสท์เยอะมาก เอ๊ะยังไงดีทำไมผู้กำกับถึงเลือกเรา ก็แอบงง

Q: ตอนเห็นบทครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้าง
F: ครั้งแรกที่ได้รับบทในการที่จะแคสท์ ก็จะเป็นซีนแรกกับซีนสุดท้าย ซึ่งเราตื่นเต้นตั้งแต่ที่ได้รับบทแล้วตอนแคสท์ ซึ่งบทมันมีความแตกต่างและมันก็ยากมากด้วย ซีนแรกจะเป็นซีนที่เราเจอกับพระเอกตอนแรกเราต้องจินตนาการว่า ถ้าเราเจอกับคนๆ หนึ่งซึ่งแบบเป็นคนกวน แต่เราก็มีจุดยืนในมุมของเรา และเรามีความมั่นใจกล้าคิดกล้าทำ เราจะสู้กับเขายังไงดีกับความรู้สึก แต่พอมาเป็นซีนสุดท้ายหักมุมอยู่ดีๆ ก็เป็นเรื่องดราม่า ซึ่งเนื้อเรื่องตอนกลางเรายังไม่ได้ถูกรับรู้อะไรเลย และเราต้องจินตนาการเองว่าถ้าจบออกมามันต้องดราม่าขนาดนี้ เราจะร้องไห้ไหมหรือเราจะทำยังไงให้มันเศร้า ซึ่งมันยากตั้งแต่เรารับบทครั้งแรกแล้ว และพอวันหนึ่งเรารู้สึกว่า เฮ้ยเราได้บทนี้นะมันบอกไม่ถูกอย่างที่ฝนบอกตั้งแต่แรกว่ามันคือความฝัน มันคือภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตด้วย วันหนึ่ง มันเป็นเราที่เป็นส่วนหนึ่งที่จะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้คนอื่นได้เห็นบ้าง โอ้โหดีใจและยิ่งมารู้ว่าเล่นกับพี่ซันนี่ซึ่งเป็นพระเอกในดวงใจใครหลายๆ คนและฝนก็ติดตามผลงานเขาด้วย ซิทคอมเขาอะไรหลายๆ อย่างหนังเรื่องเพื่อนสนิทเรื่องแรกเราก็ดูเรื่องของเขา แต่วันนี้เราได้เล่นประกบคู่กับเขา โอ้โหทั้งนักแสดงคุณภาพและหนังก็น่าสนใจมากๆ ในเรื่องของคาแร็คเตอร์ที่เราได้รับเล่นด้วย

Q: คิดว่าเสน่ห์ของตัวละคร “น้ำ” ผู้หญิงที่ทำให้เกิดการเดินทางสู่ชัมบาลา อยู่ที่ตรงไหนอย่างไร
F: อย่างเสน่ห์ของตัวละครที่ชื่อ น้ำ นะค่ะ คือตอนแรกที่ฝนอ่านบทเลย รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่น่าอยู่ด้วยมากๆ เพราะเขาเป็นคนที่มีความคิดในแง่บวกตลอดเวลา พอเราคิดในแง่บวกที่อยู่ด้วยมักจะได้รับอะไรที่ดีๆ เสมอ เราว่าเขามีเสน่ห์มาก เขาเป็นคนที่คอยซัพพอร์ตความรู้สึกคนอื่น เหมือนเป็นตัวนำให้แรงบันดาลใจการใช้ชีวิตของคนหลายๆ คนด้วย แค่นี้ก็เป็นเสน่ห์แล้ว เรื่องบทที่ได้รับมาถามว่ามันไกลตัวไหม มันอาจจะไกลตัวในเรื่องของบางเรื่อง ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ศรัทธาในความรักมากๆ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่า อะไรเอ่ยที่มันทำให้เรารู้สึกว่าดึงความศรัทธาของความรักออกมาได้ถึงตัวละครนั้น มันก็เลยต้องมีการปรับเปลี่ยน อย่างมีการเวิร์คช้อป ผู้กำกับพี่ปี๊ด พี่อนันดา พี่ซันนี่ พี่โอซาและก็ฝนเอง เราก็คุยกันว่าคาแร็คเตอร์แต่ละคนเนี้ยะอยากได้ประมาณไหน อย่างของฝนอยากได้เป็นผู้หญิงมองโลกในแง่ดีนะ คอยแบบให้กำลังใจแฟน และก็มีแรงศรัทธาในความรักเยอะมาก เราก็เลยต้องมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้อินกับบทที่สุด

Q: ตัวละครน้ำในชัมบาลากับตัวจริงของฝน นลินทิพย์ แตกต่างใกล้เคียงกันมากน้อยแค่ไหนอย่างไร
F: ถ้าจะเทียบคาแร็คเตอร์ของฝนกับน้ำ คือจะเป็นคนที่ใกล้เคียงเรื่องของมุมมอง เป็นคนมองโลกในแง่ดีซะส่วนใหญ่ที่จะมองในแง่ลบ เรารู้สึกว่ามันมีกำลังใจในการทำงานดำเนินชีวิตมากกว่า แต่เรื่องของความศรัทธาในเรื่องความรัก เราต้องทำให้ได้มากเท่าตัวละคร ซึ่งในชีวิตจริงอาจจะไม่ได้ศรัทธาขนาดนั้นก็เลยเอามาปรับเปลี่ยนแล้วก็หาเรื่องราวที่มันทำให้เรารู้สึกกับตัวนั้นจริงๆ คาแร็คเตอร์น้ำตัวนี้คือตั้งแต่ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้รับบทๆ หนึ่งแล้ว เราต้องเล่นให้มันเป็นตามคาแร็คเตอร์นั้น ซึ่งเราต้องเรียนรู้ตั้งแต่ความเป็นมาของชีวิตน้ำตั้งแต่เด็กจนถึงเขามีวุฒิ (ตัวละครที่รับบทโดยซันนี่) อยู่ในทุกวันนี้ เราเลยรู้สึกว่าจะทำยังไงดีให้เป็นน้ำ เราเลยต้องศึกษาในแง่ของมุมมองและก็การดำเนินชีวิตของเขา วิธีคิดซึ่งมันยากตรงที่เราทำยังไงให้เราไปอยู่ในความคิดของเขาและเป็นตัวเขาจริงๆ อย่างเรื่องถ่ายทอดความรู้สึกของน้ำมันมีตั้งแต่เจอพระเอกตอนแรกเลยตั้งแต่เชือดเฉือนอารมณ์กัน เพราะต่างคนก็ต่างมีความคิดเป็นของตัวเองซะส่วนใหญ่ ก็อาจจะมีมุมกวนๆ นิดนึง แต่พอเรารู้สึกว่าวันหนึ่งมันเกิดความรักขึ้น ก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ดีๆ ที่เราแบ่งปันความรู้สึกให้เขา แต่พอหลังจากนั้นไปมันก็อาจจะเป็นมุมมองที่อาจจะไม่ผ่านคำพูด แต่มันเป็นความรู้สึกของคนที่รักกันแล้ว อาจจะมองด้วยสายตาก็น่าจะรู้แล้วค่ะ จริงๆ มันมีหลายอารมณ์มากในแต่ละตอนแต่ละซีน

Q: ถ้างั้นต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่าคาแรคเตอร์ของน้ำเป็นอย่างไร
F: สำหรับคาแร็คเตอร์น้ำนะค่ะเป็นคนจิตใจดี มองโลกในแง่บวกค่ะ ชอบท่องเที่ยว รวมถึงเขามีงานอดิเรกเป็นงานถ่ายรูป รวมถึงเขายังมีร้านกาแฟเล็กๆ และก็พอมันถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว เขาอยากไปท่องเที่ยวรอบโลกเลย ถ่ายรูปทุกสิ่งอย่างที่มันอยู่บนโลก เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงตัวแทนในเรื่องของแรงบันดาลใจ รักอิสระ รักศิลปะค่ะ ส่วนทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับวุฒิเนี้ยะ เขาเป็นแฟนกันมาและก็ใช้ชีวิตร่วมกัน เรียกว่าเป็นการให้กำลังใจและก็เติมเต็มกันอยู่ตลอดเวลา และเราก็มีร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ด้วยกัน ซึ่งคู่รักหลายคู่ก็คงอยากมีร้านกาแฟเล็กๆ มันเหมือนเป็นตัวแทนของความน่ารักของความเป็นคู่รักกัน และในร้านสังเกตุได้ว่าจะมีโปสการ์ดที่ทั้งคู่ได้ไปถ่ายกันมาจากที่ต่างๆ ทั่วโลกเลย ยกเว้นที่เดียวคือทิเบตที่เราสองคนยังไม่เคยไปถ่ายรูปด้วยกัน อันนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่ทำให้วุฒิอยากไปถ่ายรูปให้น้ำก็เลยเกิดทริปไปทิเบตขึ้นของวุฒิกับทินพี่ชายซึ่งรับบทโดยอนันดา มีจุดหมายปลายทางคือชัมบาลานั้นเอง ชัมบาลาก็คือดินแดนสรวงสรรค์แห่งความสงบที่เรียกง่ายๆ

Q: สำหรับฝนแล้วมันน่าสนใจอย่างไรกับการที่ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่เขารักออกเดินทางไปยังดินแดนบนหลังคาโลกอย่างทิเบต เพื่อออกค้นหา สิ่งที่เรียกว่า “ชัมบาลา”
F: คืออย่างชีวิตคนในปกติแล้ว ถ้าเป็นคนที่รักกันก็อยากที่จะทำอะไรให้กันอยู่แล้ว แต่ในคาแร็คเตอร์วุฒิกับน้ำ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นเหมือนอยากไปให้กับคนรักคนหนึ่ง ซึ่งมันมีความศรัทธามาก ซึ่งทิเบตมันไปไม่ง่ายค่ะ และรู้สึกว่าการเดินทาง อากาศและความเป็นอยู่ มันไม่ใช่บ้านเราค่ะ มันเลยมีแรงศรัทธามากขนาดเขาอยากทำให้ขนาดนั้น มันก็ยิ่งใหญ่มากแล้วสำหรับคนๆ หนึ่งที่ทำให้คนรัก แล้วยิ่งที่ได้ชมในภาพยนตร์เราจะเห็นว่าตัวน้ำเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำให้วุฒิรู้สึก รู้จักการใช้ความรักและก็ดำเนินชีวิตเป็นแรงบันดาลใจ เอาด้านความอ่อนโยนด้านความรักของวุฒิออกมาได้ด้วยค่ะ คนดูก็จะเห็นว่าความศรัทธาและความเชื่อมั่นในความรักของวุฒิมันมีมากที่จะทำให้คนที่ตัวเองรักอย่างเช่นน้ำเอง จริงๆ

Q: “ชัมบาลา” ในมุมมองความคิดของฝนคืออะไร
F: คือสิ่งที่เป็นคุณค่าทางจิตใจค่ะที่เรารู้สึกว่ามันเป็นการเปิดรับสิ่งดีๆ และความอ่อนโยน มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ ซึ่งหาได้ยากมากจากจิตใจคน มันต้องถูกเปิดออกค่ะถึงจะได้พบกับคำว่าชัมบาลา

Q: ส่วนตัวแล้วเชื่อใน “พลังศรัทธาของความรัก” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
F: ส่วนตัวฝนแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องของความรัก เราศรัทธาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรัก รอบๆ ตัวเรา ครอบครัว เพื่อน หรือว่าจะเป็นคนรักก็ตาม คือมันคือการให้ค่ะ แค่เราให้เรารู้สึกว่า มันอิ่มใจและรู้สึกว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์นั้นคือความศรัทธาง่ายๆ ของคนๆ หนึ่งที่จะทำให้คนที่เรารักมีความสุขได้แล้วค่ะ

Q: แล้วเคยทำอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นพลังศรัทธาของความรักหรือมีความรักเป็นแรงบันดาลใจหรือไม่ อย่างไร
F: เคยทำนะอย่างในเรื่องความรักที่เราทำให้กับแม่ง่ายๆ ค่ะ คนใกล้ตัวที่เขาเลี้ยงเรามาตั้งนานแล้ว พอเรารู้สึกว่าเราอยากทำอะไรให้เขา แค่ให้เขามีความสุข และเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราให้เขาไปเขาได้รับและเขารู้สึก นั้นแหละมันคือได้รับกลับมาแล้วค่ะ

Q: คงต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่า ชัมบาลา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
F: ชัมบาลาเป็นเรื่องราวของความรัก ความศรัทธาของคนๆ หนึ่งจะทำให้คนๆ หนึ่งได้ และก็จะเป็นสื่อถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องก็จะเป็นพี่ซันนี่ที่รับบทเป็นวุฒิกับทินนั้นคือพี่อนันดานั้นเอง รวมถึงระหว่างคนรักก็คือน้ำกับวุฒิด้วย เรื่องราวก็จะดำเนินไประหว่างพี่น้องสองคนซึ่งมีความแตกต่างกันมาก อย่างวุฒิจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ค่อยๆ พูดค่อยๆ จาอ่อนโยน ส่วนทินพี่ชายจะเป็นคนที่หยาบกระด้างมาก เป็นคนหัวดื้อมาก ที่ต้องเดินทางไปด้วยกันจุดหมายคือทิเบตดินแดนที่อยู่บนความสูงสี่พันเมตรโดยมีน้ำเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่ทำให้วุฒิต้องเดินทางไปตรงนั้น ระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางไปทิเบตด้วยกันก็จะเจอเรื่องราวเยอะมากมายเลย ทั้งความร้อนที่สุดและความหนาวที่สุด ต้องเผชิญกับทั้งสภาพอากาศ อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะการเดินทาง โดยที่ทั้งคู่ที่นอกจากจะมีแนวความคิดแตกต่างกันแต่กลับต้องมาอยู่ด้วยกันก็จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่เถียงกันทะเลาะกัน ผิดใจกัน ดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเราอาจจะไม่ได้เห็นความสัมพันธ์ของพี่น้องสองคนในมุมนี้สักเท่าไร และเรื่องราวในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็จะค่อยๆ ซึมซับความอ่อนโยนและความศรัทธาของคนที่นั้นไปด้วยจนทำให้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ไปพร้อมกับการเดินทางเพื่อค้นหา “ชัมบาลา” แต่ถ้าอยากรู้ว่าชัมบาลาคืออะไรต้องติดตามกันในหนังค่ะ

Q: ฟังดูน่าสนใจเลยทีเดียว ได้มีโอกาสร่วมงานกับพระเอกอย่างซันนี่ด้วยรู้สึกอย่างไรบ้าง
F: เริ่มแรกเลยร่วมงานกับพี่ซันนี่ ซึ่งเป็นพระเอกในดวงใจใครหลายๆ คนและก็ห่างหายจากภาพยนตร์ไปนานแล้ว และก็กลับมาเป็นเราประกบคู่กับเขา เราก็ต้องยินดีก่อนค่ะ ดีใจมากที่ได้เล่นคู่กับเขา เขาเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพมาก ก่อนหน้าที่เราจะได้รับบทเล่นกับเขา เราจะมองคาแร็คตอร์เขาเป็นคนตลก เพราะเราจะติดตามผลงานเขาไม่ว่าจะเป็นซิทคอมหรือว่าหนังที่ผ่านมาของเขา ซึ่งจะบอกว่าเรื่องนี้พลิกคาแร็คเตอร์เขาด้วย เป็นครั้งแรกที่เขามาเล่นดราม่า ซีนแรกที่ฝนได้มาเล่นกับพี่ซันนี่เป็นซีนที่ร้านกาแฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นซีนที่เราไม่ค่อยได้คุยกับเขาอยู่แล้ว เขาก็เกร็งๆ เราก็เขินนิดนึง แต่ซีนนี้ก็เป็นเรื่องราวซึ่งฝนต้องตบหัวเขาด้วยและก็หลายทีมากด้วยจนเขาบอกว่าตบทีเดียวแรงๆ ไปเลยจะได้ทีเดียวจบ เราก็โอเค เล่นไป เราก็เริ่มรู้สึกว่าเขาเป็นคนเฟรนด์ลี่นะ พอเล่นด้วยเรารู้สึกว่าไม่เกร็งแล้วค่ะ พอหลังจากซีนนั้นไป และเราได้ร่วมเดินทางกันไปทิเบตด้วยกัน ซึ่งเราก็ได้ใกล้ชิดกับเขาทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ปกติของเขาเลย คือเขาเป็นคนตลกค่ะ คือเขาพูดคำเดียวเขาก็ตลกแล้ว คือใครเห็นเขาในซิทคอมเขาเป็นคนยังงั้นเลย เป๊ะมาก และระหว่างการเดินทางมันไม่ง่ายเลยไงค่ะ มันก็นั่งรถก็สิบห้ากว่าชั่วโมง ก็จะมีการบ่นกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งคนที่บ่นมากที่สุดคือพี่ซันนี่ คือเขาจะบ่นตลอดทางเลยว่าแบบ อุ๊ยก่อสร้างนู้นนี้นั้น มันก็เป็นเขาตลกค่ะ เขาก็ทำให้คนอื่นไม่เครียดด้วย ด้วยความที่คาแร็คเตอร์เขาน่ารักด้วยร่วมงานก็คือสบายใจค่ะ ไม่เกร็งเวลาเข้าซีนกับเขา อย่างเราเดินทางไปทิเบตใช่ไหมค่ะ เราใช้เวลาไม่ว่าจะเครื่องบินสามชั่วโมงแล้ว ต้องนั่งรถโค้ชอีกสิบสองชั่วโมงกว่า ซึ่งโหดมาก แต่ละคนรู้สึกทำไมการเดินทางสองข้างทางจะเป็นเหวหมดนะค่ะเหมือนมีเลนเดียว แต่เอ๊ะมักจะมีรถสวนมาเสมอๆ ยังถามว่าเอ๊ะจะไปยังไงกัน ก็จะมีการหยุดตลอดเวลาในการเดินทาง ซึ่งกว่าจะถึงก็ตีสามของวันนั้นแล้ว ซึ่งอากาศแบบสามองศาแบบลมวูบมาก แต่พอไปถึงเรารู้สึกว่านี้ทิเบต มันมีทั้งแดดที่แรงๆ ค่ะ คือเราเคยคิดอยู่ว่า เอ๊ะทำไมคนทิเบตแก้มแดงจัง เราอาจจะคิดว่าเขาสุขภาพดี แต่เปล่าเลยคือแดดมันแรงมากทำให้ผิวเป็นแบบนั้น ซึ่งการปรับตัวของเรา มันยากมาก อย่างพี่ซันนี่อาจจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร ซึ่งตอนเขาไปเขาป่วยด้วยเจ็บคอต้องทานยาตลอดเวลา ซึ่งที่นั้นอากาศก็หนาวด้วยและก็ทั้งร้อนและหนาวปนกัน ทุกคนก็มีสุขภาพไม่ดีเท่าไร ทุกคนก็ดูแลกันตลอดเวลา อย่างเราเห็นเขาป่วยก็เอาน้ำอุ่นไปให้บ้างเอายาไปให้กินอยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็เหมือนการดูแลกันค่ะ ซึ่งที่นู้นมันก็สวยจนบางทีเราลืมไปว่ามันหนาวมากขนาดไหนหรือว่าร้อนขนาดไหนไปแล้ว อย่างพี่ซันนี่พอเราไปถึงทิเบตแล้วใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลาลงมากินข้าวลงมาซื้อของ เขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยซื้อของ เพราะเราเห็นเขาเป็นคนที่ชอบเดิน โอ๊ะอันนี้ก็ไม่ใช่นะแล้วก็ไม่ซื้อ แต่ทุกคนจะขนของเยอะมาก ไม่ว่าจะมีของฝาก เดินเล่น ช่วงเวลาที่เราไม่ได้ถ่ายกัน รวมถึงการกินที่นั่นเขาจะมีการกินที่แปลกมากไม่เหมือนคนไทย พี่ซันนี่ก็จะไม่ค่อยถูกกับอาหารที่นั้น ก็จะกินง่ายๆ อย่างไข่เจียวหรือมีอะไรที่แบบง่ายๆ ไม่ยาก คือส่วนใหญ่ก็กินไม่ค่อยได้เท่าไร ก็จะหาอะไรกินง่ายๆ ยังไงก็ได้ แต่เขาไม่ค่อยกินอารมณ์นั้น แต่ถามว่าเขาเป็นคนตลกในเรื่องของมุมมองความน่ารักของเขา ไลฟ์สไตล์ของเขาการใช้ชีวิตของเขาไม่ยากไงค่ะ เขาอยู่ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ถ้าในเรื่องของการทำงานพี่ซันนี่ก็จะอีกมุมเลยนะค่ะ ถ้าเราเห็นเขาในมุมที่เป็นไลฟ์สไตล์เขาจะเป็นคนตลก แต่ถ้าในเรื่องของการทำงานเขาเป็นคนที่ตั้งใจในการทำงานมาก อย่างซีนที่เข้ากับฝน เขาก็จะมาบอกเราก่อนว่าคาแร็คเตอร์เขาเป็นแบบนี้นะ จะมีการบรีฟการส่งอารมณ์ในแต่ละซีนที่จะเข้าแต่ละครั้ง อย่างไปทิเบตอาจจะไม่ได้เข้าซีนอะไรกันเยอะแยะ แต่ว่าจะเห็นเขาเข้าซีนกับพี่อนันดา เราก็แบบโอ้โหเขาเก่งนะเป็นเหมือนนักแสดงคุณภาพคนหนึ่งเลยทีเดียว เราก็โชคดีที่ได้ร่วมงานกับเขาด้วย เพราเขาสอนเราให้เราทำในเรื่องของการแสดงมากขึ้นกว่าที่เรารู้อีก

Q: ประสบการณ์ในการถ่ายหนังที่ทิเบตเป็นอย่างไรบ้างได้ข่าวมาว่ากว่าจะออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาได้ไม่ง่ายเลย
F: ในเรื่องของการเดินทางไปใช้ชีวิตถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องชัมบาลาที่ทิเบต ซึ่งครั้งแรกที่เราได้ยินว่าจะได้ไปคือมันดีใจมาก และช่วงที่เขาไปscoutโลเกชั่น (หาจุดหรือสถานที่ถ่ายทำ) ดอกไม้บาน ทุ่งหญ้าเขียวขจี แต่เอาเข้าจริงแล้วช่วงที่เราไปมีแต่หิมะค่ะ และก่อนที่เราเดินทางไป เรานั่งเครื่องไปลงที่เฉินตู (เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน อันดับ 3 ของประเทศ) และก็ต่อด้วยรถโค้ชอีกประมาณสิบสองชั่วโมงกว่า กว่าที่เราจะเดินทางไปถึงทิเบตนี้คือ ถือว่าทรหดอดทนมาก มันไม่ง่ายเลยค่ะ สิ่งที่คาดฝันไว้มันนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นแบบนั้น เพราะการเดินทางเรา คือตลอดเส้นทางเรานั่งรถโค้ชไปสองข้างทางอย่างที่มันเป็นเหวแล้วมันกำลังสร้างทางอยู่ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางนานมาก เพราะเราจะต้องหยุดตลอดเวลา แล้วอากาศที่มันอยู่ในรถรวมถึงฮีทเตอร์ที่มันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันหนาวมากๆ แต่พอมันไปลงตรงนั้นสักประมาณตีสามค่ะที่ถึงเมือง ถึงโรงแรมตรงนั้นลมพัดเรียกได้ว่าติดลบและลมเย็นมาก ซึ่งทุกคนนี่คือทิเบตและทุกคนก็ลงมาเรารู้สึกว่ามันถึงเหยียบพื้นดินของมันแล้วค่ะ และแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินมันก็แปลกจากที่ไทยแล้ว เพราะที่นั้นเขาจะเป็นการกินอะไรที่เป็นไขมันซะส่วนใหญ่ เพราะเขาเชื่อว่าทำให้ร่างกายเราอบอุ่น แต่เราเป็นคนไทยกลับคิดว่าเอ๊ะมันเป็นไขมัน ซึ่งทุกคนก็จะน้ำมันน้อยลงได้ไหม อย่างไปบอกกุ๊กหรือไปบอกพ่อครัวหลายวัยเข้า เพราะคนเริ่มรู้แล้วนะค่ะว่าคนไทยมาจะลดน้ำมันลงและเป็นการกินที่เริ่มสบายขึ้น ส่วนเรื่องโรงแรมเตียงนอนทุกคนจะต้องเปิดฮีทเตอร์ให้เตียงมันอุ่น ซึ่งไม่งั้นเราจะนอนไม่ได้เลย เพราะว่าอากาศข้างในมันหนาวมากและทรมานมาก และช่วงที่เราจะต้องไปถ่ายแต่ละที่มันทั้งติดลบหิมะตกและรวมถึงข้างทางจะมีจามรี ซึ่งจามรีเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของทิเบตเลยทีเดียว เพราะว่าจามรีเป็นได้ทั้งเครื่องนุ่งห่ม ได้ทั้งเอามากิน ซึ่งทีมงานและผู้กำกับโปรดปรานมากเป็นจามรีสดๆ ซึ่งฝนไม่กินเพราะฝนไม่กินเนื้ออยู่แล้ว คือจะเป็นฝนคนเดียว พี่อนันดากับพี่ซีนนี่จะอารมณ์แบบเรียกได้ว่าสั่งมาอันลิมิตมากๆ สามสี่จานในห้องที่เขาแบ่งกันนี้โอ้โหข้างในฮือฮามาก เอาเนื้อจามรีสดที่นั้น เราก็เออสงสัยจะอร่อยจริง และบะหมี่ก๋วยเตี๋ยวที่นั้นก็อาหารที่นั้นจะแปลกๆ เราจะรู้สึกว่าเราไม่เคยกินที่ไทยนะ และก็ข้างทางก็จะเป็นของฝาก แต่ที่สังเกตุได้จะเป็นพวกระฆังมนต์ที่เราเห็นของที่เราเห็นๆ กันอยู่ ซึ่งมันเป็นมุมมองที่เราไม่เคยเห็นเลยในบ้านเรา มันเป็นวัฒนธรรมของที่นู้นด้วย ส่วนอากาศก็แปรเปลี่ยนตลอดเวลามีหิมะตกวันนี้ วันนี้ร้อนจัดตอนกลางวัน ซึ่งสองอย่างนี้รวมกัน บางคนก็กินยาลดความกดอากาศของที่นั้นเลย เพราะมันทำให้เราป่วยมากๆ ทุกคนต้องดูแลตัวเองและก็มีการเข้าไปในชัมบาลาด้วย ซึ่งฝนอาจจะไม่ได้ไปเพราะเป็นผู้หญิง ต้องขี่ม้าเข้าไปสามชั่วโมงเต็มๆ ซึ่งก่อนที่เราจะไปเรามีการลาทีมงานด้วย ซึ่งก่อนที่ไปประมาณหกโมงเย็นของที่นั้น แล้วหิมะมันตกแรงมาก เราก็แอบเป็นห่วงนะว่าทุกคนจะไหวไหมแต่ก็ให้กำลังใจ เพราะว่าเห็นเขาขี่ม้าเข้าไปข้างใน และพอทุกคนกลับมาก็บอกว่าอุ๊ยอาหารไม่พอเครื่องนุ่งห่ม ทุกอย่างจนเรารู้สึกว่ามันเป็นครอบครัวเดียวกัน มันไปด้วยกันทั้งทีมงานทุกคนเลย กลับมา นี่แหละคือทิเบตที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันและฟันฝ่าอุปสรรคมาและก็ภาพการแสดงบรรยากาศทุกอย่างมันรวมมาหมดแล้ว

Q: เป็นนักแสดงหญิงคนเดียวที่ได้มีโอกาสไปถ่ายทำหนังที่ทิเบตและได้สัมผัสการทำงานของ 2 พระเอกระดับซูเปอร์สตาร์ เป็นอย่างไรบ้าง
F: อย่างพี่ซันนี่กับพี่อนันดาเป็นการพบกันครั้งแรกของนักแสดงที่มีคุณภาพมากๆ แล้วมันคงเป็นเรื่องยากนะที่ทั้งคู่จะมาโคจรพบกัน แต่เรื่องนี้คือเรื่องแรกด้วย อย่างฝนเห็นการแสดงของเขาทั้งคู่ เรารู้สึกเลยว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพมากๆ และเราจะได้คำปรึกษาจากเขา ซึ่งเราโชคดีมากเวลาที่เราจะเข้าบทไหนเราก็จะปรึกษาเขาได้ แต่พอเรามาเห็นเขาเล่นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นซีนอารมณ์ ซีนตลก ซีนความสัมพันธ์ของพี่น้อง ซึ่งเป็นแบบความรัก ความรักน่ารักๆ นะ อย่างมีหลายๆ ซีนที่เป็นการพลิกคาแร็คเตอร์ของทั้งคู่ให้แตกต่างกันมากเลย อย่างพี่ซันนี่จากตลกมาเป็นดราม่า แต่พี่อนันดาดราม่าแต่อันนี้ตลก มันเป็นความแตกต่างที่ทั้งคู่ทำให้มันลงตัวมากๆ เท่ากับเป็นการบอกคนดูได้เลยว่านักแสดงที่มีคุณภาพเล่นได้ทุกบทจริงๆ คือคำนี้เรารูสึกว่าเออพอเห็นสองคนนี้เล่นแล้วมันจริงค่ะ และก็เชื่อได้เลยว่าแต่ละซีนที่เขาเล่นมาเขาใช้อินเนอร์ และเขาก็ถ่ายทอดอารมณ์ได้ทุกซีน อย่างซีนที่ถ่ายที่ทิเบตมันไม่ใช่ถ่ายในสตูดิโอเมืองไทย เพราะฉะนั้นอุปสรรคในเรื่องของอากาศ เวลา สถานที่ที่มันเป็นการบีบมากๆ เลย ซึ่งนักแสดงก็ต้องมีสมาธิแล้วเข้าใจอินเนอร์ของซีนนั้นด้วย ซึ่งมันยากมากๆ พี่อนันดากับพี่ซันนี่ เข้าซีนกันต้องต่อสู้กับอากาศที่มันหนาวมากๆ ซึ่งมันต้องมีซีนที่ปะทะคารมกัน แล้วตรงนั้นลมแรงมากเป็นซีนที่บอกว่า เหมือนทั้งคู่ความสัมพันธ์กำลัง เอ๊ะมันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันกลับทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันได้ในซีนๆ เดียวกัน คือนอกจากต้องบอกให้คนดูรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันที่สุดแล้ว มันมีเรื่องที่ต้องเล่าผ่านการแสดงของทั้งคู่ด้วย แล้วยิ่งพอมันต้องมาเจอความกดดันด้วยเวลาสถานที่ ถึงบอกได้ว่าพี่ๆ เขาคือนักแสดงอาชีพที่มีคุณภาพจริงๆ เมื่อได้เห็นการทำงานของเขา

Q: ได้ เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์คิดว่าเสน่ห์ของ “ชัมบาลา” คืออะไร
F: อย่างโปรเจ็คท์ชัมบาลาเราได้ยินมาอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของนักแสดงตรงนั้นและรวมถึงรู้ว่าไปถ่ายที่ทิเบต มันรู้สึกว่ามันไม่มีแล้วค่ะภาพยนตร์ไทยที่จะไปตรงนั้นและมันไปยากมากๆ ซึ่งทางนู้นมันก็ไม่ง่ายที่จะเข้าไปถ่ายทำหนังอยู่แล้ว พอเราได้ไปเรารู้สึกว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกคนก็คิดว่าการฝ่าฟัน การแสดงที่ต่อสู้กับลมหนาว ซึ่งมันหนาวมากๆ รวมถึงอาหารความเป็นอยู่ มันแตกต่างจากประเทศไทยมากๆ แต่เราก็ได้ไปซึมซับวัฒนธรรมที่เขาเป็นอยู่ มันมีแต่ความสงบสุข มีแต่ความศรัทธาที่แบบรู้สึกได้จากตรงนั้น มันเลยเป็นโปรเจ็คท์ที่ยิ่งกว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งค่ะ มันที่สุดแล้วของการไปทิเบต ก็อยากจะบอกว่าทั้งหมดในเรื่องมันอาจจะแบบว่าเป็นเวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้นสำหรับคนดู แต่การถ่ายทำตั้งแต่ทีมงานทุกคนที่เขาตั้งใจที่จะเริ่มโปรเจ็คท์ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็ยากแล้ว ตั้งแต่ถ่ายทำมาแต่ละซีน แต่ละวันที่เราต้องเดินทางในทิเบต แต่ละความหนาวที่เราอยู่ในทิเบตทั้งหมดมันไม่ง่ายค่ะสำหรับหนังเรื่องหนึ่งตรงนี้ เรารู้สึกว่าทุกคนตั้งใจและอยากให้มันออกมามาดีด้วยและพอทีมงานและนักแสดงเห็นมันคือความภูมิใจและก็ยิ้มกับมันทุกครั้งว่าบรรยากาศตรงนั้นมันคืออะไร

Q: พูดถึงผู้กำกับบ้างพี่ปี๊ด ปัญจพงศ์ คงคาน้อย
F: ก็สำหรับพี่ปี๊ดผู้กำกับ ฝนทราบมาว่าความฝันของเขาสิบปีที่ผ่านมาที่เขาอยากมีคือหนังหนึ่งเรื่อง และเรื่องนี้ก็คือหนังเรื่องแรกของพี่ปี๊ดด้วย รู้สึกว่าตั้งแต่ร่วมงานกับเขามารู้สึกว่าเขาเป็นคนมีความฝันแล้วการทำงานของพี่ปี๊ดมันเป็นความตั้งใจมากๆ เลยไม่ว่าแต่ละซีน แต่ละนักแสดง การบรีฟของเขา โดยส่วนตัวพี่ปี๊ดเป็นคนน่ารักอยู่แล้ว การทำงานทุกอย่างมันออกมาดีหมด ก็ถ้าถามว่าการทำงานเขาดุไหม ก็แอบมีซีเรียสนิดนึง อย่างไปทิเบตก็เครียด ในเรื่องของเวลา ในเรื่องความหนาว ก็เลยโอเคทำให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นมาได้ด้วยดี ก็แอบดีใจกับเขานิดนึง มันเป็นหนังเรื่องแรกสำหรับเขาเราก็เป็นส่วนหนึ่งในหนังของเขาด้วย อย่างความตั้งใจของพี่ปี๊ดที่ฝนเห็นชัดๆ เลยเรื่องของการถ่ายทำที่ทิเบตมากกว่า เพราะว่าบางทีเรารู้สึกว่ามันยากกับการเข้าไปถ่ายทำ ซึ่งเขาก็ยังคงมีความที่อยากจะไปถ่ายอยู่ ซึ่งจะหาหนทางทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าเขาอยากได้ภาพตรงนี้ เขาก็จะพยายามหามุม หาสิ่งที่ทำให้รู้ว่าตรงนี้มันโอเคนะ เป็นความมุ่งมั่นมากกว่าและความตั้งใจตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฝนรู้สึกว่าเออวันนี้มันเป็นหนังเรื่องแรกของเขาและเราทุกคนก็ภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำและเป็นคนเริ่มมันเราก็ดีใจด้วยที่เขากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่องนี้

Q: เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ชมแล้วหลังจากที่รอคอยกันมานานฝากอะไรถึงชัมบาลากับแฟนๆ
F: อย่างภาพยนตร์เรื่องชัมบาลานะค่ะ ก็อยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้บอกถึงความแปลกใหม่ ซึ่งที่พิเศษที่สุดก็คือเราไปถ่ายที่ทิเบตกัน ความยาก สถานที่ รวมถึงความหนาวเย็นที่เราต่อสู้กันทั้งทีมงานและนักแสดงด้วยมันแค่สองชั่วโมงก็จริง แต่มันมีคุณค่ามากกว่าตรงนั้นด้วย รวมถึงผู้กำกับพี่ปี๊ดนะค่ะ เขาก็ตั้งใจที่จะมีหนังในรอบสิบปีของเขาที่เคยเป็นความฝันและเรามีส่วนที่จะเป็นตรงนั้นด้วย อย่างพี่อนันดาพี่ซันนี่เป็นนักแสดงคุณภาพอยู่แล้วซึ่งในเรื่องนี้เขาก็ได้พลิกบทบาทคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันสุดขั้วมากๆ พี่อนันดาที่ดราม่าก็กลับเป็นคาแร็คเตอร์ที่ตลก ส่วนพี่ซันนี่ที่ตลกก็กลับเป็นดราม่า ซึ่งเขาทำมาได้อย่างลงตัวมากๆ ส่วนพี่โอซาในเรื่องก็ต้องปะทะอารมณ์กับพี่อนันดา ซึ่งคิดว่ามันเข้มข้นมากๆ แล้วค่ะ แล้วอินเนอร์ของเขามีเยอะมาก มันเป็นซีนที่สำคัญมากๆ ก็อยากฝากภาพยนตร์เรื่องชัมบาลานั้นเองและก็เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของฝนด้วย ซึ่งทุกคนตั้งใจทำงานมากๆ และก็ไม่ใช่แค่ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องความศรัทธาในรัก แรงบันดาลใจ ทุกคนอาจจะเป็นเจนในเรื่อง รู้สึกว่าเป็นวุฒิ หรืออาจจะเป็นฝนในเรื่องที่เป็นน้ำหรืออาจจะเป็นพี่ทินก็ได้ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะตรงใจกับใครหลายๆ คน สำหรับคนดูยังไงก็ฝากภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ด้วยนะค่ะ ภาพยนตร์ ชัมบาลาค่ะ 23 สิงหาคมนี้ ก็อยากให้มาดูกันเพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้การันตีได้เลยว่ามันมีความแปลกใหม่ในเรื่องสถานที่ด้วย เพราะว่าเรายกกองไปถ่ายที่ทิเบตกันเลยทีเดียว บรรยากาศที่นั้นสวยมากๆ เลย คิดว่าทุกคนดูแล้วน่าจะอิ่มในเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ของพี่น้องด้วยค่ะ ฝากด้วยค่ะ

ความคิดเห็น

How to buy How to buy
ดูทั้งหมด

โปรโมชั่น