REVIEW : Unbroken วิถีของคนแกร่ง

UNBROKEN
วิถีของคนแกร่ง

โดย FEEDMYBRAIN

 

 

สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือ “มหาสมุทรอันเวิ้งว้าง” ล้อมรอบกายของเขา
ตลอด 47 วันบนเรือชูชีพ แม้แดดจะแผดเผาร่างกายไปเท่าไร...
แต่ “จิตใจ” ของเขากลับเปล่งประกายสะท้านชะตากรรมอย่างไม่ย่อท้อ

 

UNBROKEN...คนแกร่งหัวใจไม่แพ้ สร้างจากชีวิตจริงของนักกรีฑาโอลิมปิกชื่อดัง “หลุยส์ แซมเพอร์รินี่” ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในมหาสมุทรแปซิฟิกในระหว่างปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือพลทหารร่วมชาติในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่เขาและเพื่อนทหารอีก 2 นายต้องลอยคออยู่บนเรือชูชีพนานถึง 47 วัน ท่ามกลางความผันผวนที่คาดเดาไม่ได้ของมหาสมุทรและเหล่าฉลามที่เฝ้าดูพวกเขาด้วยความใจเย็นอย่างใกล้ชิด ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อพวกเขาถูกช่วยเหลือจากกองทัพญี่ปุ่นและถูกจับไปในฐานะ“เชลยสงคราม” ทำให้แซมเพอร์รินี่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายต่างๆนานาในภาวะศึกสงครามระดับโลกที่ยากเกินกว่าที่เราจะหยั่งถึง...

 

การแสดงสุดประทับใจจากโอคอนเนล คว้ารางวัลชนะเลิศในทุกซีน!

 

 

บทบาทของ “หลุยส์ แซมเพอร์รินี่” อันหนักหน่วง ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายที่เราคาดไม่ถึง ตกเป็นของ “แจ๊ค โอคอนเนล” นักแสดงชาวบริติชที่เคยฝากฝีมือเป็นที่ประจักษ์เอาไว้ในหนังแนวดราม่าอย่าง Starred Up (2013) ซึ่งถือว่าโอคอนเนลนั้นเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ฝีมือร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว เพราะตลอดทั้งเรื่องต้องยกความดีความชอบให้กับเขา! โอคอนเนลสามารถถ่ายทอดทั้งความแข็งแกร่ง ความอดทน ความสับสน และ ความเจ็บปวด ในจิตใจที่ยากเกินกว่าจะอธิบายออกมาได้ของหลุยส์ได้ชัดเจน ทั้งสายตาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่าทางต่างๆ สามารถทำให้เราเชื่อได้ว่า เรากำลังดู “ชีวิต” และ “รับรู้” ความรู้สึกของหลุยส์ได้อย่างแท้จริง

อย่างในฉากที่ต้องลอยอยู่กลางมหาสมุทรนานกว่า 47 วัน เราเห็นการเปลี่ยนแปลงร่างกายของโอคอนเนลได้อย่างชัดเจน (ต้องขอบคุณเมคอัพที่ดีด้วย!) โอคอนเนลถ่ายทอดความรู้สึกของ “คนที่มองไม่เห็นหนทางแต่ก็พยายามที่จะไม่หมดหวัง” พยายามชวนเพื่อนทหารพูดถึงเรื่องราวที่ดี เรื่องราวที่สร้างแรงกำลังใจขึ้นมา หรือแม้ตอนที่เขาเศร้าใจ เขาก็เลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาให้เพื่อนเห็น ซึ่งการถ่ายทอดเรื่องราวบวกกับแนวทางในการกำกับฉากนี้กินใจ และทำให้น้ำตารื้นได้สบายๆ

 

 

และฉากนี้ ไม่พูดถึงไม่ได้แน่นอน เพราะเป็นฉากสำคัญที่ทรงพลังมากที่สุด ทำให้บ่อน้ำตาแตก ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ฉากการกระจายเสียงที่สถานีวิทยุของญี่ปุ่น วินาทีที่เสียงของโอคอนเนลลอดออกมา ทักทายครอบครัว กล่าวถึงความเป็นอยู่ของตนเองในฐานะ “เชลยสงคราม” ว่า “สบายดี ไม่เจ็บป่วยอะไร” เป็นฉากที่ดำเนินด้วยบทสนทนาง่ายๆ แต่ช่างบาดลึก และเจ็บปวดหัวใจมาก เพราะเรารู้ เราติดตามมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า “ชีวิต” ณ ตอนนั้นของแซมเพอร์รินี่เป็นอย่างไร และการถ่ายทอดเพียง “เสียง” ของโอคอนเนลนั้น เราสัมผัสได้ถึง “ความอ่อนไหว” “เปราะบาง” แต่ “พยายามแข็งแกร่ง” เพื่ออดกลั้นน้ำตาของเขาเอาไว้ เป็นฉากที่โอคอนเนลต้องสู้กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในจิตใจ และต้องถ่ายทอด “ความอดทน” กับเรื่องที่โหดร้ายออกมาให้ได้ผ่านเสียง ซึ่งเขาทำมันได้อย่างสั่นไหว แต่เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าทึ่งจริงๆ

 

- โอคอนเนล ถ่ายทอดเสียงในฉากนี้ได้อย่างสั่นไหว
ทว่าเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าทึ่ง ผสานความเปราะบางและความแข็งแกร่งเข้าไว้ได้อย่างลงตัว -

 

นอกจากนั้น ฉากที่ถือว่าเป็นไคลแมกซ์สูงสุด อย่างฉากยกท่อนไม้ เป็นฉากที่กินความเงียบของทั้งตัวหนังและทั้งในโรง โอคอนเนลระเบิดพลังทุกอย่างได้ออกมาอย่างน่าชื่นชม น่าประทับใจ และเอาอยู่ในทุกสถานการณ์ เป็นฉากสูงสุดที่เราได้สัมผัสกับคำว่า "แข็งแกร่ง" อย่างแท้จริง และรู้สึกนับถือในการแสดงของนักแสดงหนุ่มหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเป็นที่สุดคนนี้มาก! 

 

 

ตัวละครอีกหนึ่งตัวที่หนักหน่วงไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ไอ้นก” หรือ “วาตานาเบะ” ทหารชั้นสูงสุดผู้ควบคุมทหารในค่ายกักกันที่ญี่ปุ่น ซึ่งรับบทโดย “ทาคามาสะ อิชิฮาระ” หรือ “มิยาบิ” นักร้องเจร็อคชื่อดังของญี่ปุ่น บทของ “วาตานาเบะ” ถือเป็นอีกหนึ่งบทที่ยากมากสำหรับอิชิฮาระ เพราะนี่คือการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา! โดยโจลี่เคยให้สัมภาษณ์กับ IMDB ถึงคาแรกเตอร์ที่วางไว้สำหรับบทนี้ คือ “คนที่สามารถควบคุมทุกคน และครองพื้นที่ ณ ช่วงเวลาตรงนั้นเอาไว้ได้ เจิดจรัสเหมือนกับ ร็อคสตาร์ ที่ครองทั้งเวทีได้!” และ “ต้องเป็นคนที่ไม่ชอบทำร้ายคนอื่นแบบนี้ เพราะจะทำให้ดึงเอาด้านมืดที่ร้ายที่สุดของตัวเขาออกมาได้ มาสร้างเป็นคาแรกเตอร์”

สำหรับอิชิฮาระในบทบาทนี้ การแสดงบางช่วงของเขาน่าสนใจ เขาสร้างคาแรกเตอร์ของ “ไอ้นก” ที่มีทั้ง “ความปกติ” และ “ความผิดปกติ” รวมกันอย่างเห็นได้ชัด อิชิฮาระเคยให้สัมภาษณ์กับ time.com ว่า เขาอยากใส่ “ความเป็นมนุษย์” ลงไปในตัวละครตัวนี้ ทำให้บางฉากนั้นอิชิฮาระเล่นเป็น “ไอ้นก” ที่ทั้ง “จิต” และแฝงไว้ด้วยความน่ากลัว แต่ในอีกฉากหนึ่งเขาก็กลายเป็นผู้คุมทหารที่ “เปราะบาง” แต่ “พยายามเข้มแข็ง” เช่นเดียวกับแซมเพอร์รินี่ ซึ่งนี่แหละ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง ตัว “วาตานาเบะ” และ “แซมเพอร์รินี่” ... บทที่ขัดแย้งกันภายในจิตใจที่ถือว่ายากเอาเรื่อง เพราะต้องแสดงออกว่า “ทั้งรักทั้งชัง” ในตัวแซมเพอร์รินี่ ซึ่งอิชิฮาระนั้นพยายามถ่ายทอดออกมา แต่น่าเสียดายว่ายังไม่ถึง ไม่เข้มข้นพอที่จะต่อกรกับการแสดงของโอคอนเนลได้ อิชิฮาระยังขาดการแสดง “อำนาจ” ที่จะระเบิดพลังให้ค่ายกักกันทั้งค่ายอยู่ภายใต้แทบเท้าของเขา...

 

การกำกับที่เปี่ยมด้วยความจริงใจจากโจลี่

 

 

แน่นอนว่า เรื่องราวชีวิตจริงของ “หลุยส์ แซมเพอร์รินี่” ช่างเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่ง มีเสน่ห์ และเปี่ยมไปด้วยพลังอันล้นเหลือด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว และโจลี่เองก็พยายามเล่าออกมาให้ตรงความเป็นจริงที่สุด และจริงใจที่สุด ซึ่งเธอทำมันได้! และเปี่ยมไปด้วยพลังและทัศนคติเชิงบวกที่เธอหวังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อผสานความรู้สึกที่ทั้งสองประเทศต่างต้องเผชิญในฐานะ “ศัตรู” ของกันและกัน บาดแผลทางจิตใจที่ต่างหลงเหลือไว้จากภาวะสงคราม โจลี่ หวังว่า “เรา” จะให้อภัยในกันและกันได้ และเดินหน้าก้าวสู่โลกใหม่ไปด้วยกันอย่างสันติ...

 

- ภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็น “สะพาน” เชื่อมต่อความรู้สึกระหว่างประเทศ
การให้อภัยกับสิ่งที่ได้ทำในสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ณ เวลานั้น -

 

ทว่าน่าเสียดายที่ โจลี่ ไม่สามารถทำให้เราสัมผัสความ “แข็งแกร่ง” ออกมาได้มากเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าการเล่าเรื่องนั้นจะมีชั้นเชิง ให้เราค่อยๆสัมผัสความเป็นมาของบุรุษผู้แข็งแกร่งคนนี้ แต่การลำดับยังไม่เชื่อมต่อและการดำเนินเรื่องค่อนข้างเรียบและนิ่ง รวมไปถึงน่าเสียดายที่ โจลี่ ไม่ได้นำเสนอเรื่องราวของชายแข็งแกร่งผู้นี้ ในส่วนของการ “ให้อภัย” ว่าเขาตัดสินใจให้อภัยกับคนที่ทำร้ายเขาอย่างโหดเหี้ยมในช่วงสงครามได้อย่างไร หรือ หลังจากเป็นอิสระ เขาประสบกับภาวะอะไรบ้าง แล้วต่อสู้อย่างไร ซึ่งหากมีพาร์ทนี้เข้ามา และปิดจบอย่างตอนท้าย จะทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้นมาก มีความหมาย และบรรลุจุดสูงสุดทางความรู้สึกได้อย่างน่าชื่นชม

 

ทีมงานคุณภาพ กับ เรื่องราวอันน่าทึ่งของ “แซมเพอร์รินี่”

 

จากหนังสือขายดีในชื่อเดียวกันของ ลอร่า ฮิลเลนแบรนด์ กลายมาเป็นภาพยนตร์อัตชีวประวัติดราม่าเรื่องเยี่ยมโดยฝืมือผู้กำกับที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจในการเล่าเรื่องอย่าง “แองเจลิน่า โจลี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ 2 แล้วที่โจลี่ก้าวขึ้นแท่นผู้กำกับ พร้อมด้วยทีมงานระดับคุณภาพการันตีด้วยรางวัลออสการ์มาแล้วอย่าง โจเอล และ อีธาน โคเอน ที่เคยฝากผลงานไว้ใน No Country For Old Men (2007) และผู้กำกับภาพอย่าง โรเจอร์ ดีกินส์ ที่เคยฝากผลงานใน Skyfall (2012), No Country For Old Men (2007) หรือ The Shawshank Redemption (1995) ซึ่งหลายเรื่องนั้นเข้าชิงออสการ์เป็นว่าเล่น!

 

 

- การกำกับภาพสร้างความหมายที่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างน่ามหัศจรรย์ -

 

Unbroken เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 3 สาขาในปีล่าสุดนี้ ได้แก่ กำกับภาพยอดเยี่ยม (Birdman คว้าไป), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (Whiplash คว้าไป) และลำดับเสียงยอดเยี่ยม (American Sniper คว้าไป) ซึ่งคู่แข่งในแต่ละสาขานั้นแข็งแกร่งเอาเรื่องดูได้จากรายชื่อผู้ชนะ! แต่กระนั้น ต้องขอชื่นชมในการกำกับภาพของ โรเจอร์ ดิกกินส์ ถึงแม้ว่าเทคนิคจะไม่ได้แปลกใหม่ ธรรมดา ทว่าการจัดองค์ประกอบภาพในแต่ละซีนนั้น ช่างเต็มไปด้วยความหมายและสร้างพลังทางภาพให้เกิดพลังขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างน่ามหัศจรรย์ การให้แสง หรือการใช้สีในการสื่อความหมายทำได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังใช้ลูกเล่นของ “เงา” ต่างๆทำให้เกิดความรู้สึกลุ้นระทึกไปกับตัวละคร และเมื่อนำเทคนิคนี้มาใช้อีกครั้ง ก็เปลี่ยนความหมายที่ให้กับภาพไปอีกเช่นกัน

 

เหยื่อของสงคราม

 

 

ถึงแม้จะมี “สงคราม” เป็นฉากหลังคล้ายกับ American Sniper ทว่าหนังเรื่องนี้กลับพูดถึง “การอดทน” และ “การให้อภัยศัตรู” ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขากระทำ เข้าใจถึงหน้าที่ บทบาทที่เขาได้รับในยามศึกสงคราม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ทั้งคู่ต่างก็เป็นเพียง “เหยื่อของสงคราม” ที่ตั้งใจปฏิบัติตามบทบาทให้ดีที่สุดเท่านั้น น่าสนใจว่า ถ้าหากแซมเพอร์รินี่และวาตานาเบะได้มารู้จักกันในปัจจุบัน จากศัตรูแห่งแผ่นดิน พวกเขาอาจจะกลายมาเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดกันก็ได้ เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่า ทั้งคู่มีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน...

Unbroken...คนแกร่งหัวใจไม่แพ้ นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “หลุยส์” หรือ “ลูอี้ แซมเพอร์รินี่” ตั้งแต่ในวัยเด็ก จากเด็กที่อยู่ไปวันๆ ไร้ซึ่งหนทางในการก้าวต่อไป และยังถูกรังแกด้วยเชื้อชาติที่แตกต่างจากคนอื่นในสมัยนั้น กลายเป็น ‘นักกีฬาโอลิมปิก’ ที่ทุ่มเททั้งกายและใจให้กับการวิ่ง หลุยส์ได้รับอิทธิพลจากพี่ชายและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของตนเอง และมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่ตน “คิดว่าใช่” ให้สำเร็จอย่างไม่ย่อท้อ แม้กระทั่งตอนที่เขาถูกจับตัวไปเขาก็ไม่มีวันที่จะยอมแพ้เด็ดขาด! ตลอดทั้งเรื่อง จะมีประโยคติดหูอย่าง

 

- If I can take it, I can make it -
“ถ้าเราทนได้ เราก็รอด”

 

...หลุยส์ยึดประโยคนี้ไว้ในใจ และเป็นแรงผลักดันให้เขา “อดทน” สู้กับชะตากรรม แม้ศัตรูหรือคู่แข่งจะเล่นงานในทางที่ไม่ชอบ หรือไม่ซื่อตรง (ไม่ว่าจะในการแข่งขันกีฬา หรือในยามศึกสงคราม) จงอย่าได้ย่อท้อ หรือท้อถอยเด็ดขาด และในท้ายที่สุด “จงรักศัตรูและให้อภัยพวกเขา”

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram