Review : The Jungle Book เมื่อCGเติมเต็มจินตนาการ พาหวนกลับสู่พงไพรอีกครั้ง (A)

Review : The Jungle Book เมื่อCGเติมเต็มจินตนาการ
พาหวนกลับสู่พงไพรอีกครั้ง (A)

 

 

เรื่องเล่าของ The Jungle Book หรือ เมาคลีลูกหมาป่า เป็นนิทานที่คุ้นหูเด็กไทยเป็นอย่างดีตั้งแต่ในวิชาลูกเสือที่มีการนำเรื่องราวของเมาคลีมาเสริมบทเรียนเรื่องการอยู่รวมหมู่ ความกล้าหาญและการทำดี หรือจะเป็นอนิเมชั่นของดิสนีย์ที่สอดแทรกความสนุกสนาน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า  The Jungle Book  คืออีกนิทานที่หล่อหลอมชีวิตวัยเด็กของหลายคน การกลับมาของ  The Jungle Book  แม้ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องเล่าที่คนรู้จักกันดีน่าตื่นตาตื่นใจเสมือนเราไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อน ซึ่งนั่นถือเป็นอีกโจทย์สำคัญที่ The Jungle Book  ในเวอร์ชั่น Live Action ถ่ายทอดการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น บนจอหนังอีกครั้งหนึ่ง

The Jungle Book  เป็นเรื่องราวของเมาคลี เด็กน้อยผู้ถูกทิ้งอยู่กลางป่า จนได้บากีร่า เสือดำเก็บมาและฝากเลี้ยงไว้กับฝูงหมาป่าซึ่งมี อาคีร่า เป็นหัวหน้าฝูง ชีวิตดำเนินผันผ่านฤดูกาลเรื่อยไป จนกระทั่งวันหนึ่งฝันร้ายก็คืบคลานเข้ามา ‘เชียร์คาน’ เสือผู้ดุร้ายต้องการจะเอาชีวิตของเมาคลีเพื่อล้างไฟแค้นในอดีต การผจญภัยของเมาคลีเพื่อเอาตัวรอดจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความอันตรายของป่า สัตว์ดุร้าย และมิตรภาพของเพื่อนสัตว์

 

 

The Jungle Book  เวอร์ชั่นนี้เน้นเรื่องราวไปในรูปแบบเดียวกับอนิเมชั่นของดิสนีย์ เมื่อปี 1967  ซึ่งดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ดั้งเดิมของ รัดยาร์ด คิปลิง จึงทำให้กลิ่นอายของหนังมีความเป็นดิสนีย์ค่อนข้างสูง คือมีมิตรภาพ การผจญภัย มีเสียงเพลงเคล้าบรรยากาศของผืนป่า เหมาะกับคนดูทุกวัย และสามารถดูได้ทั้งครอบครัว เด็กๆจะได้สัมผัสกับสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ที่เหมือนจริงมากที่สุด ส่วนผู้ใหญ่ก็จะได้ตื่นตากับการผจญภัย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนังที่ดูได้ทุกวัย การดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อนเข้าใจง่ายและเหมือนว่าเราทุกคนเคยรู้จักมันดีอยู่แล้ว และทำให้เราได้รู้สึกว่าเพื่อนเก่าที่เคยลืมเลือนในวัยเด็กกลับมาปรากฎแจ่มชัดอีกครั้ง

 

 

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ The Jungle Book   คือการทำให้ฝูงสัตว์มีชีวิตขึ้นมาจริงๆด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่โคตรเหมือนของจริง  มันไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ในยุคนี้ที่ทีมสร้างเจ้าไหนก็ทำได้ แต่สำหรับดิสนีย์เราต้องยอมรับเลยว่า เขาทำการบ้านมาดีและใส่ใจกับทุกสัตว์ ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เส้นขน ท่วงท่าการเดินของสัตว์ เสียงร้องจนไปถึงแววตาของสัตว์พวกนั้น เป็นสิ่งที่ต้องคารวะทีมสร้างที่เก็บรายละเอียดได้แบบครบถ้วน นอกจากอากัปกิริยาของเหล่าสัตว์ป่า หนังยังคงไม่พลาดที่จะใส่คาแรคเตอร์ให้มันมีลักษณะนิสัยที่ตรงตามสัตว์ชนิดนั้นๆด้วย ผสมผสานไปกับเสียงดนตรีสไตล์แจ๊สเข้าไปยิ่งให้ความอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่ อย่างสกอร์เพลงเดิม bear necessities ของเจ้าหมีบาลู เอากลับมาทำให้ยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยออเครสต้าร์แบบเต็มวง สร้างความอลังการให้กับผืนป่าด้วย

 

 

ในส่วนของการแสดง ของ นีล เศรษฐี เด็กชายที่มารับบทเป็นเมาคลี ฉายเดี่ยวในเรื่องราวร่วมกับ CG สัตว์ป่า ถือว่าสร้างอารมณ์ร่วมออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม น่ารักและน่าเห็นใจ ไม่เพียงเท่านั้น นีล ยังทำให้ตัวละครเมาคลีเป็นตัวละครที่เป็นวัยเด็กมีความสนุกสนาน ร่าเริงและเต็มไปด้วยคำถาม ไม่ใช่ตัวละครที่มีปมแปลกแยกจากฝูงสัตว์แต่อย่างใด กาเรป็นมนุษย์หนึ่งเดียวที่ต้องแสดงกับเทคนิคคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ผืนป่า ฝูงสัตว์ นอกจากจะต้องใช้จินตนาการสูงแล้ว การประเดิมการแสดงหนังใหญ่ด้วยการแสดงระดับนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์สำหรับเด็กวัยนี้เลยทีเดียว

แม้เราจะรู้จัก The Jungle Book  ดีอยู่แล้วแต่การกลับมาใน Live Action ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม ทุกครั้งที่ตัวละครที่เราคุ้นเคยปรากฎมันสร้างรอยยิ้มให้เราที่ได้เห็น และมั่นใจว่าเด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักเมาคลีจะต้องเพลิดเพลินกับมันมากแน่นอน ที่สำคัญคือ มันเป็นอีกภาพยนตร์ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆ แต่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ความสุขให้กับคนดูทุกคน และนี่คือผลงานอันยอดเยี่ยมของ ดิสนีย์ ที่ไม่ควรพลาด

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram