REVIEW : The Hateful Eight ชำระความชังด้วยลูกบ้าแบบเควนติน

The Hateful Eight
ชำระความชังด้วยลูกบ้าแบบเควนติน
BY FEEDMYBRAIN

 

 

The Hateful Eight … 8 พิโรธโกรธแล้วฆ่า ผลงานลำดับที่ 8 ของผู้กำกับเลือดสาด เควนติน ทารันติโน่ ยังคงความชัดเจนใน “เอกลักษณ์” อันสุดโต่งของการเล่าเรื่องที่รุนแรง ทรงพลัง และไร้ความเมตตาปราณีใดๆทั้งสิ้น ภายใต้โครงเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อนภายนอก หนังกลับแฝงด้วยการจิกกัดและการเหยียดหยามที่แสบสะท้านทรวงจากควันหลงของสงครามกลางเมือง ที่สร้าง "ความเกลียดชัง" ประทับไว้ในใจของชาวอเมริกันทั้งหลาย ผ่านฉากต่อสู้ที่ถูกสร้างสรรค์แบบ “เปิดไม่มีปิด” เนรมิตทั้งความมันส์สะใจ และความยี้สยอง (ในแบบที่ดี) ให้กับการเล่าเรื่องที่หยิบเอาสัญชาตญาณดิบของมนุษย์มาเล่นได้อย่างแสบสันต์!

The Hateful Eight ว่าด้วยเรื่องราวในยุคหลังสงครามกลางเมือง เมื่อคน 8 คนต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเพื่อหลบพายุหิมะโดยบังเอิญระหว่างทางไปยังเร้ดร็อค ท่ามกลางเวลาที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้า พวกเขาทั้ง 8 คนทำความรู้จักกันอย่างเรียบง่าย ทว่าในไม่ช้า พวกเขาจะรู้ว่า “ความบังเอิญ” ที่ว่านั้นอาจไม่มีอยู่จริง!

 

 

ด้วยฉากหลังที่เป็นยุคหลังสงครามกลางเมืองนั้น ทำให้เนื้อหาหลักของเรื่องมีความเกี่ยวข้องสืบเนื่องต่อจากชนวนสำคัญของสงคราม ซึ่งก็คือ “ความแตกต่างทางการใช้ชีวิต” ของผู้คนในอเมริกา อันนำมาซึ่งแนวคิด “การปลดปล่อยทาส” โดยในตอนนั้นเป็นความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นระหว่าง “รัฐทางเหนือ” ของอเมริกาที่เป็นสังคมอุตสาหกรรม ไม่จำเป็นต้องอาศัยทาสในการทำงาน ในขณะที่ “รัฐทางใต้” เป็นสังคมเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ทาสในการเพาะปลูก ซึ่งทาสที่ว่านั้นก็คือ ชาวแอฟริกัน อเมริกันที่ถูกเกณฑ์มาทำงานที่อเมริกาตั้งแต่อดีตนั่นเอง และเมื่อ อับราฮัม ลินคอล์น ผู้ที่มีแนวคิดต่อต้านการมีทาส ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา ถือเป็นจุดแตกหักของปัญหาทาสที่ยืดเยื้อมานาน จนทำให้รัฐทางใต้แยกตัวเป็นอิสระ ปกครองตัวเองภายใต้ชื่อ “สมาพันธรัฐอเมริกา” 

 

"ความเกลียดชัง" ถูกถ่ายทอดผ่านการเฉือนคม
ของคน 8 คนที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและความเถื่อน

 

เหตุที่ต้องเกริ่นเรื่องสงครามกลางเมืองขึ้นมา ก็เพราะว่า The Hateful Eight นั้นมีการอ้างถึง "ความเกลียดชัง" ที่ก่อตัวและปะทุขึ้นจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นระหว่างคนผิวสีและคนผิวขาว กบฏที่เกิดขึ้นเพราะความคิดไม่ลงรอยกัน หรือแม้แต่การเหยียดคนต่างเชื้อชาติที่พบได้จำนวนมากในสมัยนั้นนั่นเอง แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นหนังของเควนติน ทารันติโน่แล้ว เขาเลือกที่จะวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ของบ้านตัวเองแบบถึงลูกถึงคน โดยอาศัยความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติของตัวละครมาสร้างบทสนทนาที่ด่ากันมันส์สะใจ ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์สิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ถูกใจก็ยิงเปรี้ยงเลย พร้อมด้วยการผูกพล็อตที่ (โคตร) ชาญฉลาด ช่วยสร้างพื้นที่ให้เขาได้สำรวจประเด็นเหล่านั้นพร้อมด้วยความดิบเถื่อนขั้นสุดของมนุษย์ที่เข้มข้นอย่างมาก และยังไว้ลายด้วยฉากสร้างเสียงหัวเราะแบบจี๊ดๆให้กับคนดูได้ขำในโชคชะตาอันน่าตลกของตัวละครด้วย ทำให้มันกลายเป็นหนังที่มีเทคนิคในการเล่าเรื่องที่เจ๋งเป็นอย่างมาก และถ้าหากใครที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์อเมริกันโดยเฉพาะนั้น รับรองว่าการชม The Hateful Eight ครั้งนี้จะยิ่งบันเทิงขึ้นมากอีกสิบระดับแน่นอน!

 

 

เลือดสาดกระจายสนองนี้ดความแค้น
ฉะ "ระบบความคิด" อย่างไร้ปรานี

 

ความสนุกอีกอย่างที่จะได้พบใน The Hateful Eight ก็คือการเผยที่มาที่ไปและความสำคัญของตัวละครนั้นๆ ที่มันจะกลายเป็นเหตุเป็นผลกับ “ความแค้นฝังหุ่น” ที่อีกตัวละครมี และเพิ่มดีกรีความแซ่บด้วย “การแก้เผ็ด” ที่มาพร้อมวิธีการอันแสบสันต์ ตอบแทน “ความเจ็บปวด” ที่ตัวละครนั้นได้รับอย่างสะใจ  ซึ่งถ้ามองภาพรวมแล้ว The Hateful Eight พูดถึงความเกลียดชังและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามกลางเมือง ที่สร้างบาดแผลสำคัญให้กับคนทุกผู้ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ก็ตาม พร้อมด้วยคำถามที่ว่า "การถูกเหยียดหยามด้วยวาจา หรือการถูกประเมินค่าให้ต่ำอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์จะสามารถนำพาให้คนเราทำอะไรได้บ้าง" ซึ่งนั่นทำให้เควนตินนำเสนอในสิ่งที่เป็น “สีเทา” ไม่มีด้านถูกหรือด้านผิด มีเพียงแต่ด้านมืดหรือด้านสว่างในตัวคน ที่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเลือกให้มีด้านไหนในตัวมากกว่ากัน และสุดท้ายพวกเขาจะหยิบตรรรกะชุดไหนออกมาเพื่อทำให้ตัวเองรอดจากสถานการณ์ และจะทำยังไงให้รอดจาก "ระบบ" ที่ถูกตั้งขึ้นไว้อย่างไม่เป็นธรรมได้ด้วย

 

 

เพลงประกอบสไตล์คาวบอยช่วยสร้างความหฤหรรษ์
ให้กับการไล่ล่าหาความจริงและการเอาคืนที่ดิบเถื่อนสุดๆ

 

หนังยังสำรวจไปถึงการทำงานของ "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" ของมนุษย์ที่ยากจะคาดเดา ทำให้ The Hateful Eight นั้นเต็มไปด้วยพล็อตที่พลิคล็อค บรรยากาศที่ไว้วางใจไม่ได้ และการสับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สร้างความสนุกสนานในเกมแมวล่าหนูเวอร์ชั่นคาวบอยเลือดพุ่งเป็นอย่างมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่แน่ว่าหนูพวกนั้นอาจจะมีเขี้ยวเล็บอย่างที่คาดไม่ถึงก็ได้ และหนังยังสำรวจไปถึง “ความย้อนแย้ง” ที่มีอยู่ในตรรกะของคน ซึ่งมันกลายเป็นตลกร้ายชิ้นโตของหนังเรื่องนี้ด้วย 

นอกจากนั้น ภายใต้ความสวยงามของบรรยากาศพายุหิมะที่ได้ตากล้องเจ้าของสองรางวัลออสการ์อย่าง โรเบิร์ด ริชาร์ดสัน และการถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70 มม. ที่ทำให้ได้สัดส่วนภาพที่กว้าง พร้อมกับให้กลิ่นอายของยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปรากฏในหนัง The Hateful Eight ยังเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางภาษาภาพที่น่าสนใจ บวกกับการออกแบบงานสร้างที่จัดเต็มเครื่องหนังฉบับคาวบอย การจัดวางสีสันของตัวละคร และสีหลักของเรื่อง รวมไปถึงการจัดวางองค์ประกอบภาพ และการจัดวางที่ทางของนักแสดง (ที่แตกต่างทางด้านเชื้อชาติ) ที่เต็มไปด้วย “นัยยะสำคัญ” ที่สื่อถึงสงครามกลางเมืองที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่องด้วย  

 

 

พลังนักแสดงระเบิดอย่างกับนิวเคลียร์ชุดใหญ่
พร้อมเซอร์ไพรส์เด็ดจากคนที่คุณไม่รู้ว่าใคร

 

ทางด้านนักแสดงทั้ง 8 คนนั้น ต้องขอกราบแทบเท้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะพี่แกเล่นกันอย่างถวายหัว ปล่อยความดิบเถื่อนได้อย่างบ้าพลังมาก โดยเฉพาะแซมมวล แอล แจ็คสัน ที่สลัดคราบ นิค ฟิวรี่ หรือ เมซ วินดู ขรึมๆไปซะ สวมบท “ผู้พันมาร์คิส วอร์เรน” นักล่าค่าหัวที่บ้าชะมัด ทุกฉากแทบละสายตาจากพี่แกไม่ได้เลย อีกคนที่น่ายกย่องคือ เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ผู้รับบท “เดซี่ โดเมอร์กู” หรือ นักโทษโคตรบ้า ที่บ้าสมชื่อมาก ระเบิดพลังเป็นคนเถื่อนคนถ่อยได้อย่างน่าประทับใจ

The Hateful Eight อาจไม่ใช่ของที่ถูกปากใครทุกคน โดยเฉพาะคนที่กลัวเลือด หรือฉากสะเทือนขวัญ แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าหากได้ลองแล้ว จะต้องชอบในความแปลกแหวกแนวจนอยากลิ้มลองอีกแน่นอน! … The Hateful Eight ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์    

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram