Review : The 33 ตามติดชีวิตชาวเหมือง เรื่องจริงกับปาฏิหาริย์ 0 %

The 33 ตามติดชีวิตชาวเหมือง เรื่องจริงกับปาฏิหาริย์ 0 %

 

 

หลายภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับปาฏิหาริย์และศรัทธา อาจจะถูกสร้างและดัดแปลงมาจากเค้าโครงเรื่องจริง แต่งเติมให้ดูมีโอกาสรอดน้อยเข้าไว้เพื่อสร้างความบีบคั้นให้คนดูคอยเอาใจช่วยตัวละครให้เอาตัวรอดให้ได้จากสถานการณ์นั้น แต่สำหรับหนังเรื่อง The 33 ไม่ได้สร้างจากเค้าโครง แต่มันคือเรื่องจริงและปาฏิหาริย์ที่เราสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมันเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาแค่5ปีเท่านั้นเอง 

“…ความหวังหล่อเลี้ยงชีวิต ถ้าเราคิดว่ามันไม่รอดก็คือไม่รอด…”

The 33 ว่าด้วยเรื่องราวของ 33 ชาวเหมืองซานโฮเซ่ ในประเทศชิลี ซึ่งติดอยู่ใต้เหมืองลึกกว่า 2230 ฟุต ยาวนานกว่า 69 วัน ด้วยสภาพสุดกดดันอากาศ น้ำ และอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้อารมณ์ของคนที่ติดอยู่ข้างล่างนั้นแทบคลั่งราวกับติดอยู่ในนรก ในขณะเดียวกันญาติของเหยื่อทั้ง33คนก็ต้องรออยู่บนพื้นโลกด้วยความหวัง ความยากของปาฏิหาริย์ในครั้งนี้อยู่ที่ว่า โอกาสรอดชีวิตของคนข้างล่างมีแค่ 0% เท่านั้น จนทำให้เจ้าของเหมืองถอดใจที่จะช่วยเหลือ ในขณะที่รัฐบาลต้องเข้ามาให้การช่วยเหลือท่ามกลางสายตาการจับจ้องของคนทั้งโลกที่ร่วมภาวนาเอาใจช่วยพวกเขา 

 

 

ด้วยความที่ The 33 มันเป็นเหตุการณ์จริงที่เพิ่งผ่านมาไม่นานทำให้คนจดจำเรื่องนี้ได้อย่างดี ยิ่งเพิ่มความอินให้กับผู้ชมมากเข้าไปอีก หนังไม่ต้องพยายามเร้าอารมณ์ด้วยการดัดแปลงเนื้อเรื่องใดๆเลย เพราะธรรมชาติของเรื่องราวตัวละครในหนัง มันยิ่งกว่านิยาย ปูมหลังของแต่ละคนใน 33 เหยื่อสอดประสานรับกับสถานการณ์เหมืองถล่มได้เป็นอย่างดี บทภาพยนตร์ตัดสลับภาพที่สวยงามของวิวกลางทะเลทรายในชิลี เห็นถึงความสวยงามแต่อ้างว้าง 

“...เรียนรู้จากความผิดพลาด นำมาสู่พลังเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่...”

หนังชูประเด็นเรื่องความหวัง ความเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้า และความสำคัญของครอบครัว อีกสิ่งหนึ่งที่แม้จะเป็นประเด็นเล็กๆที่เล่าในเรื่องคือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ซึ่งตัวละครในหนังบอกว่า เธอเคยผิดพลาดซ้ำๆ แต่ก็ยังไม่เคยเข็ด เคยได้รับบทเรียนแต่ก็ไม่จดจำและเรียนรู้จากมัน สิ่งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนและกลายเป็นพลังปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ ในทางกลับกันหนังทำให้เราได้คิดว่าหากเจอเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง หากเป็นคนในครอบครัวของเราจะแก้ไขและรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ? ทำให้เราคิดถึงการวางตนในความไม่ประมาทเพราะสิ่งไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา 

 

 

 

"... พวกเขาจะขุดเราขึ้นไป ถ้าพวกเขาไม่ทำล่ะก็ ครอบครัวของเราก็จะขุด ถึงจะต้องใช้มือเปล่าก็เถอะ
 ฉันเชื่อว่าเราจะต้องออกไปได้ เพราะฉันเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้น  เราทั้ง 33 คนต้องรอด..." มาริโอ้ หัวหน้าทีม 33 

 

การลำดับเรื่องราวใน The 33 เป็นไปอย่างราบเรียบตามไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้น แต่น่าสนใจตรงที่การสลับระหว่างมุมของคนบนพื้นดินกับคนที่ติดอยู่ใต้ดิน หนังฉลาดในการฉายภาพความน่าหวาดกลัวและความยากของการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มความกดดันให้คนดูด้วยการบอกว่า โอกาสรอดมันแทบจะไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเลย ซึ่งแทนที่หนังจะกดดันมากจนเครียดแต่ยังคงมีเสียงเพลงภาษาชิลีเพราะๆ มาเคล้าอารมณ์ไม่ให้หนักคนดูจนเกินไป มันจึงเหมือนกับเราได้ตามติดชีวิตคนเหมืองและช่วยลุ้นไปกับญาติของพวกเขา ราวกับเราเข้าไปมีส่วนในสถานการณ์นั้นอย่างใกล้ชิดขอบรั้วของค่ายแห่งความหวัง สิ่งที่เป็นจุดเด่นและหนักแน่นของ The 33 คือการมีพล๊อตของจริงทีดีเยี่ยม แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการเล่าเรื่องทั้งหมดให้คนดูได้อิ่มเอมไปตลอด 2 ชั่วโมง 

 

 

The 33 เป็นเรื่องจริงที่ชวนติดตามตลอดทั้งเรื่อง ดำเนินเรื่องสนุก ดูง่ายและได้ข้อคิด มันจึงไม่ใช่เพียงหนังดราม่าเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่มาดูแค่ความมันส์ แต่เป็นหนังที่เราเข้าไปดูแล้วจะได้อะไรกลับมาแน่นอน อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่า เวลาที่มีปัจจุบันควรทำดีกับคนรักและครอบครัวเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากที่สุด 

พบกับเรื่องราวของคนงานทั้ง 33 คน ที่ติดอยู่ใต้ดินนานถึง 69 วัน
จากเหตุการณ์เหมืองถล่มที่ทางตอนเหนือของชิลี ใน  "The 33  -  33 ใต้นรก 200 ชั้น"  
เช็ครอบและจองตั๋วที่นี่ http://www.majorcineplex.com/movie/the-33

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram