Review : Spectre สายลับฉบับคลาสสิค คลายทุกปมที่ยังคาใจ

Review : Spectre สายลับฉบับคลาสสิค
คลายทุกปมที่ยังคาใจ

 

 

“กาลเวลาไม่อาจทำให้ความเก๋าเปลี่ยนไปได้เลย” คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนักสำหรับภาพยนตร์ชุด007 ซึ่งการกลับมาการสานต่อของเรื่องราวที่ดำเนินมายาวนานกว่า 50 ปี ถึงเวลาแล้วที่แฟนหนังบอนด์จะได้สัมผัสกับการออกโรงอย่างเต็มตัวของ Spectre องค์กรร้ายที่อยู่เบื้องหลังหลายเหตุการณ์ในหนัง 007 ซึ่งในภาคนี้ยังคงได้ แดเนียล เคร็ก กลับมารับบทสายลับใส่สูทมาดนิ่งพร้อมโปรยเสน่ห์อีกครั้ง ที่สำคัญคือ Spectre มันเหมือนเป็นภาคที่เดินมาถึงจุดคลี่คลายปมที่ค้างคาของหลายภาคมาอยู่ในตอนเดียว

 

 

“ คนตาย มีชีวิต ประโยคเปิดหนังที่ย้อนกลับมาหาเราอีกครั้งเมื่อหนังจบ !”

 

Spectre เปิดเรื่องที่การไล่ล่าในประเทศเม็กซิโกท่ามกลางขบวนพาเหรดในเทศกาลเฉลิมฉลองคนตาย ที่นั่น บอนด์ ปรากฎกายขึ้นเพื่อตามล่าบุคคลที่เป็นกุญแจนำไปสู่องค์กรลับ Spectre โดยที่หารู้ไม่ว่าปฏิบัติการครั้งนั้น ไม่ผ่านการรับรองของทางการทำให้เขาต้องถูกพักงาน แต่บอนด์ก็ยังไม่วายที่จะตามสืบเรื่องราวต่อไปจนกระทั่งเขาได้แฝงตัวเข้าไปในงานชุมนุมของ SPECTRE แต่สุดท้ายก็โดนจับได้และหนีออกมาอย่างทุลักทุเล จากข้อมูลที่ได้นำพาเขากลับไปหา  มิสเตอร์ไวท์  ตัวร้ายในภาคควอนตั้ม ที่เป็นกุญแจอีกดอกที่นำพาเขาเข้าไปใกล้ Spectre ขึ้นอีกก้าวซึ่งเขาจะต้องร่วมมือกับ ดร.แมดเดอลีน สวอนน์ ลูกสาวของไวท์ เพื่อออกเดินทางไปสู่รังของ Spectre จนถึงบทสรุปที่ย้อนไปสู่คำเปิดเรื่องที่ว่า “คนตาย มีชีวิต” ที่หมายถึงหัวหน้า Spectre นั่นเอง

 

 

“ ซีนเปิดแบบคลาสสิค ธีมที่คุ้นเคย และ writing on the wall พาเราเข้าสู่เรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม ”

 

ความโดดเด่นสำหรับ Spectre คือ ฉากเปิดที่เก๋าไม่มีเปลี่ยน ตัดเข้าเพลง writing on the wall เสียงร้องของ แซม สมิธ เป็นอินโทรเข้าเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจมาก ถือว่าเป็นการเปิดที่ค่อนข้างประทับใจ งานอาร์ตและโลเคชั่นที่ค่อนข้างแปลกตาพาเราเข้าไปสู่โลกอีกด้านที่ไม่คุ้นเคย ชอบฉากรถไฟขบวนเดียวที่แล่นอยู่กลางทะเลทรายได้ความรู้สึกความเคว้งคว้างแต่อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นความเด็ดเดี่ยวของ2ตัวละครที่เดินทางไปสู่จุดหมายเบื้องหน้าพร้อมกัน 

ในภาคนี้การเล่าเรื่องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตัดสลับกับฉากแอ็คชั่นมาตรฐานของเจมส์ บอนด์ที่ทำให้คนดูมันส์และฟินได้เป็นช่วงๆ ซึ่งข้อเด็ดของภาคนี้คือการเชื่อมโยงกับหนังภาคก่อนๆ ทั้ง Casino Royale,Quantum of Solace,Skyfall โดยหนังฉลาดที่จะใช้วิธีฉลาดด้วยการพูดถึงเหตุการณ์ในภาคก่อนทำให้คนดูรู้สึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยดู 007 มาใช่ว่าจะดูไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันมันยิ่งไปตัวช่วยกระตุ้นให้เราอยากกลับไปค้นหาตอนเก่ามาดูอีก ซึ่งมันจะช่วยรองรับเหตุและผลของการกระทำของบอนด์ในภาคนี้ได้มากขึ้น ในภาค SPECTRE มันจึงทำให้แฟนหนัง 007 แอบยิ้มตามไปได้หลายฉากและอิ่มใจที่ได้เห็นความคลาสสิคของหนังสายลับระดับตำนานกลับมาอีกครั้งแบบสมภาคภูมิ

 

 

ความชอบอีกอย่างหนึ่งสำหรับภาคนี้คือการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงมากขึ้นโดยไม่จำเป็นที่จะแอ็คชั่นอย่างเดียว การพาเราไปสู่เบื้องหลังชีวิตของสายลับนัยน์ตาสีฟ้า 007 อดีตที่ถูกปิดไว้กลับถูกเปิดเผยออกมาในภาคนี้และไม่น่าเชื่อว่า สิ่งชั่วร้ายที่เราเฝ้าตามหามาหลายภาคกลับอยู่ใต้จมูกนี่เอง ไม่เพียงเท่านั้นหนังยังเสริมทัพด้วยเหล่านักแสดงที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น คิว หนุ่มไอทีสติเฟื่อง เพนนีสาวบอนด์ที่คอยช่วยเหลือด้านข้อมูล แมดเดอลีน สวอนน์ สาวบอนด์ที่มากุมหัวใจและร่วมบู๊ในภาคนี้

"..การไล่ล่าบนจอ IMAX เห็นทุกความคมชัด
ฉากแอ็คชั่นที่เต็มตามาก ระบบเสียงกระหึ่มจนเบาะสะเทือน .."

การปรากฎโฉมของเจมส์ บอนด์ บนจอ IMAX Digital เพิ่มความคมชัดแบบถึงใจให้เราได้เห็นความหล่อ สวย ทุกอณูของนักแสดง ความยิ่งใหญ่ของฉากและเสียงเอฟเฟ็กต์ตั้งแต่เครื่องบิน ซิ่งรถ ไปจนถึงระเบิดค่อนข้างเพอร์เฟ็กต์เลยทีเดียวสำหรับระบบนี้เหมือนว่าเสียงออกมาจากทุกทิศและกระหึ่มจนเบาะนั่งสะเทือนไปด้วย โดยเฉพาะฉากใหญ่ท้ายของเรื่องที่เหมือนว่าโรงหนังสั่นไหวไปพร้อมกับการพังทลายของตึก

SPECTRE ไม่เหมือนกับหนังสายลับทั่วไปที่เน้นความไฮเทคของอุปกรณ์หรือบทบู๊ที่หวือหวา แต่เราสัมผัสได้ถึงกึ๋นและเสน่ห์แบบหนังบอนด์ยุคเก่าๆ เหมือนได้กลับไปดูหนัง Dr.No สมัยของฌอน คอนเนอรี หนังทำแบบฉบับของตัวเองจนแทบจะกลายเป็นต้นแบบให้หนังสายลับเรื่องอื่นน่าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างว่า หนังสายลับที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับความทันสมัย แต่มันอยู่ที่ความเก๋าของโครงเรื่องที่ชวนให้น่าติดตามมากกว่า

 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram