รีวิว Robin Hood ม้ามืดแห่งปี2018 ลืมทุกภาพเก่า นี่คือหนังซูเปอร์ฮีโร่แบบย้อนยุค!!

 

 

                ตั้งแต่เด็กจนโตคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Robin Hood กับฉายาจอมโจรผู้ปล้นเงินคนรวยมาเพื่อแจกจ่ายให้คนจน อีกทั้งเรื่องราวนิทานก่อนนอนเรื่องนี้ก็ได้ถูกหยิบจับนำมาเล่าหลายต่อหลายครั้ง ในหลากหลายเวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาพยนตร์หรือแอนิเมชั่น ซึ่งในเวอร์ชั่นเก่าก่อนอาจจะเป็นแนวผจญภัย แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการบอกชัด ๆ ว่าอยากให้ทุกคนลืมภาพที่เคยรู้จักของจอมโจรคนนี้ เพราะในเวอร์ชั่น 2018 ที่เรากำลังจะได้ดูคือการปฏิวัติใหม่ทั้งหมด

 

 

                Robin Hood เป็นเรื่องราวของ โรบิน ล็อกซ์ลีย์ ลอร์ดผู้ครองเมืองเล็ก ๆ ในชนบทแห่งหนึ่ง เขาเหมือนจะมีทุกอย่างเพียบพร้อม จนกระทั่งวันหนึ่งเจ้าเมืองได้ออกคำสั่งเกณฑ์ทหารให้เขาเข้าร่วมกองทัพครูเสด เพื่อทำสงครามไกลถึงดินแดนอาราเบีย หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายในสงคราม ลอร์ดล็อกซ์ลีย์กลับมายังบ้านเกิด แต่ก็พบว่าทุกอย่างพังทลายไปหมดแล้ว ทั้งคฤหาสน์ที่ถูกประกาศยึด หรือหญิงคนรักที่ถูกขับไล่ แถมด้วยเจ้าเมืองที่ประกาศว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วในสงคราม โรบิน ล็อกซ์ลีย์ที่มองเห็นความกดขี่ของชนชั้นสูงที่มีต่อชาวบ้านตาดำ ๆ จึงลุกขึ้นมาเพื่อเป็นจอมโจรทวงความยุติธรรม พร้อมด้วยการฝึกสอนการยิงธนูโดยจอห์น นักธนูมือฉมัง

 

                อ่านเรื่องย่อแล้วดูเป็นพล็อตเรื่องราวดาษดื่นที่สามารถพบได้ในภาพยนตร์หลายเรื่องที่ผ่านมา แต่จุดเด่นของ Robin Hood ในยุคใหม่นี้คือเทคนิคการเล่าเรื่องที่สามารถใส่จังหวะจะโคนเข้ามาได้อย่างลงตัว ด้วยการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วฉับไว อารมณ์ร่วมในส่วนดราม่านั้นอาจจะไม่หนักแน่นมากนัก แต่เรื่องของความสนุกสนานไม่น่าเบื่อชวนติดตามนั้นเต็มเปี่ยม

 

 

                ส่วนเรื่องบทของภาพยนตร์เองก็เลือกจะแตะเรื่องนั้นนิด เรื่องนี้หน่อย มีเชื้อของเรื่องราวจริงจังซ่อนเอาไว้ภายใต้ความดูง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชนชั้น, การกดขี่, การเมืองการปฏิวัติ, ศาสนา และการล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายของบาทหลวง แต่อย่างที่บอกว่าหนังเลือกจะไม่เล่นท่ายาก ไม่ลงลึกมากนัก เพราะฉะนั้นการแตะเรื่องราวเหล่านี้ก็เพียงเพื่อทำให้ภาพยนตร์ดูมีแรงจูงใจ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีชนวนของเรื่องราวใหญ่ ๆ ที่น่าสนใจพอสมควร เป็นการพลิกเรื่องราวการปล้นทั่ว ๆ ไปให้โยงเข้าสู่เรื่องราวในยุคปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน

 

                การแสดงของทารอน อีเกอร์ตันในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สามารถเปล่งเสน่ห์ออกมาได้อย่างล้นเหลือ ดูไปดูมาก็คล้ายคลังกับบทบาทของเขาใน Kingsman พอสมควร อีกทั้งพาร์ทของการเป็นทหารผ่านศึกเขาก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้น่าเชื่อถือ ติดอย่างเดียวในเรื่องของการให้โรบินฮู้ดในเวอร์ชั่นนี้มีแรงจูงใจหลักอยู่ที่ผู้หญิง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือทักษะการยิงธนูที่ทารอน ลงทุนฝึกยิงธนูด้วยตัวเองจนสามารถยิง 3 ดอกภายใน 1 วินาที

 

 

                เบน เมนเดลชอน ในบทเจ้าเมืองน็อตติงแฮม ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องชื่นชมในฝีมือการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถถ่ายทอดความร้ายกาจและอารมณ์ขันได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเสริมความซับซ้อนในภูมิหลังและแรงจูงใจของตัวละครนี้ให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการแสดงของตัวเขาเองก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้ละเอียดพอสมควรภายใต้ความจำกัดของทั้งบทภาพยนตร์และคาแร็คเตอร์ตัวละคร

 

                สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะชื่นชมเลยก็คือ การออกแบบฉากแอ็คชั่นที่กล้าพูดเลยว่ายังไม่มีหนังสงคราม หรือหนังแอ็คชั่นเรื่องไหนทำได้เท่าเรื่องนี้ กับการใช้ธนูเป็นหลักในการต่อสู้ หนังเลือกจะใช้ภาพสงครามที่ดูร่วมสมัย แต่เปลี่ยนอาวุธเป็นในยุคเก่า รวมไปถึงการใช้ฉากจริงในการถ่ายทำ ซึ่งใครที่เป็นแฟนของซีรีส์ Game of Thrones มีคุ้นแน่นอน ฉากที่เรายกให้เป็นไฮไลท์ของเรื่องเลยก็คือฉากการขี่รถม้าไล่ล่าที่เดือด มันส์ และสาแก่ใจนัก

 

 

                ท้ายที่สุดแล้ว Robin Hood อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ถูกจริตนักวิจารณ์นัก เพราะนี่คือภาพยนตร์ที่อัดแน่นความบันเทิงเต็มรูปแบบ สามารถดูได้ง่าย ไม่ซับซ้อนนัก เดินเรื่องไวไม่ชวนหาว แต่ก็แอบหยอดแอบแหย่ประเด็นหนัก ๆ เอาไว้พอสมควร โรบิน ฮู้ด อาจเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องที่สนุก โยงเข้ายุคปัจจุบันให้เราเข้าถึงได้ง่าย มันอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่คนดูหนังทั่ว ๆ ไปจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram