REVIEW : Predestination เราเลือกได้ และเราเลือกเสมอ

Predestination
เราเลือกได้ และเราเลือกเสมอ

BY FEEDMYBRAIN
 

 

 

“ถ้าหากผมนำเขา...คนที่ทำลายชีวิตคุณมาอยู่ตรงหน้าคุณได้
แล้วผมรับปากได้เลยว่า คุณจะหนีพ้นจากคดีความด้วย … คุณจะฆ่าเขามั้ย?”

 

คำถามเชิงทดลองใจที่ดึงดูดเอาเรื่อง! ถูกปะหัวไว้เป็น “จุดเริ่มต้น” ทั้งในตัวอย่างภาพยนตร์และเปิดฉากแรกของภาพยนตร์แนวไซไฟ-ระทึกขวัญอย่าง Predestination : ยึดเวลาล่าอนาคต ซึ่งต้องยอมรับว่า สร้างความน่าสนใจให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่น้อย ตัวอย่างภาพยนตร์นั้นเต็มไปด้วยปริศนา หลากหลายตัวละครที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการไล่เลียงเหตุการณ์ในการไล่ล่าตามจับมือระเบิดผู้โด่งดัง ด้วยความสงสัย (จากตัวอย่างภาพยนตร์) ทั้งปวง เราจึงอยากตามดูต่อว่า ข้อเสนอที่ถูกหยิบยื่นให้กับตัวละครในตอนแรกนั้น มันเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน...

Predestination : ยึดเวลาล่าอนาคต ภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “All You Zombies” หนังสือแนววิทยาศาสตร์ของ โรเบิร์ค เอ ไฮน์ไลน์  ว่าด้วย เจ้าหน้าที่กาลเวลาพิเศษ (อีธาน ฮอว์ค) ได้รับภารกิจสุดท้ายก่อนปลดระวางให้เดินทางข้ามเวลาเพื่อตามจับมือระเบิดตัวอันตรายที่ยังคงลอยนวลนานเกินจะนับได้ แถมผลงานของเขายังคร่าชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน! ทว่าตลอดการเดินทางในครั้งนี้ กลับทำให้เขาค้นพบสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เส้นทางที่เต็มไปด้วยปริศนาและความจริงอันน่าเหลือเชื่อ จนคุณต้องพูดว่า “เรื่องจริงบางครั้งก็แปลกยิ่งกว่านิยาย” เสียอีก

 

พลิกชีวิตตัวไปกับสองพี่น้องสไปริก

 

 

Predestination : ยึดเวลาล่าอนาคต หนังไซไฟ-ทริลเลอร์ ผลงานจากสองพี่น้องฝาแฝด ไมเคิล และ ปีเตอร์ สไปริก ที่เคยฝากผลงานไว้ในหนังแวมไพร์แนวใหม่ดาร์คพอตัวอย่าง Daybreakers (2009) คราวนี้ทั้งคู่นั่งแท่นควบ 2 ตำแหน่งอีกเช่นกัน เป็นทั้งผู้กำกับและมือเขียนบทเอง! ซึ่งทักษะโดยเฉพาะการเขียนบทนั้นโดดเด่นเอาเรื่อง เพราะสองพี่น้องสไปริกสามารถดึงเอาองค์ประกอบของภาพยนตร์ออกมาเล่นได้อย่างน่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นการร้อยเรียงลำดับเหตุการณ์ บทที่เปี่ยมด้วยจังหวะจะโคนที่ถูกที่ถูกเวลา

สิ่งแรกทันทีหลังจากดูจบ คือ การนั่งย้อนคิดกลับไป พยายามร้อยเรียงเรื่องราวให้เป็นไทม์ไลน์ตามเวลาปกติ เรากลับพบว่า ความจริงของเรื่องราวที่เราได้จากภาพยนตร์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ทว่าการเขียนบท การวางฉากต่างๆ และแนวทางในการกำกับกลับทำให้เรื่องราวของ “เจ้าหน้าที่พิเศษ” เพียงคนเดียวกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน พลิกแพลงตะแคงหลายตลบ ดึงดูดให้เรากระหายอยากรู้สิ่งที่ตัวละครจะทำต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น และผลที่ออกมา ก็ทำเอาเราอ้าปากค้างไปหลายรอบอยู่พอตัว! ซึ่งเทคนิคเช่นนี้ทำให้การเล่าเรื่องออกมาน่าสนใจ มีชั้นเชิง และเป็นหนึ่งในจุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ทำให้สนุกขึ้นมาอีกสิบระดับ และชวนติดตาม พร้อมขบคิดคำถามโลกแตกที่ปรากฏในภาพยนตร์ต่อ

 

- พลิกแพลงตะแคงหลายตลบ ดึงดูดให้กระหายและอยากรู้ยิ่งขึ้น
แล้วน็อกคนดูด้วยการทำให้อ้าปากค้างอย่างมีประสิทธิภาพ -

 

 

 

หากใครเป็นคอหนังไซไฟข้ามเวลา คงไม่พลาดเรื่อง Looper (2012) ที่ว่าด้วยวัฏจักรอนันต์ที่เกิดซ้อนทับกันเป็นสิ่งเดียวกันตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด หรือ Source Code (2011) ที่ว่าด้วยเรื่องของโลกคู่ขนานที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวินาทีที่เราตัดสินใจ “เลือก” … สำหรับ Predestination : ยึดเวลาล่าอนาคต ก็มีกลิ่นอายของเรื่องเหล่านั้นปนอยู่ไม่น้อย แต่ความเด็ดดวงของมันคือ ประเด็นของความขัดแย้งระหว่าง “การมีทางเลือก” และ “การถูกกำหนดชะตากรรม” ของชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ตัวละครหลักต้องเผชิญหน้า เชื่อเถอะว่า หลายคนต้องเคยรู้สึก “เลือกไม่ได้” อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นแหละคือภาวะที่ตัวละครกำลังต้องเผชิญ และนั่นอาจเป็น “สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” ในชีวิตก็ได้

 

- เราคิดว่า “ตัวเรา” เป็นคนกำหนดเส้นทางการเดินในชีวิต
แต่หารู้ไม่ว่า อันที่จริง “มีบางคน” กำหนดเส้นทางทั้งหมดนั่นเอาไว้เรียบร้อยแล้ว -

 

และที่เด็ดยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อในตอนสุดท้าย เราได้รับคำเฉลยที่ตอกย้ำความตลกร้ายของชีวิตเอาไว้ว่า เราทุกคนล้วนมี “จุดประสงค์” ในการมีอยู่ของตัวเรา  และคนบางคนที่ดูไม่สำคัญก็อาจเป็น “จุดเริ่มต้น” ของบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่มากโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว อะไรก็เกิดขึ้นได้ อนาคตพร้อมเปลี่ยนแปลงในทุกวินาทีที่เราหายใจได้เสมอ…

 

การแสดงที่ต้องเผชิญกับภาวะขัดแย้งทางอารมณ์

 

 

นอกจากฝีมือการเขียนบทและการกำกับการแสดงที่เยี่ยมยอดแล้ว ต้องปรบมือให้กับการแสดงของนักแสดงเด่นอีก 2 คนที่ถือว่าเป็นตัวชูโรงของเรื่องนี้ แบกเรื่องราวเอาไว้ทั้งหมด และทำมันได้อย่างเข้มข้น ดราม่า และเหนือความคาดหมายอย่าง “อีธาน ฮอว์ค” และ “ซาร่า สนุค” ซึ่งคงต้องขอซูฮกให้กับนักแสดงคนหลังมากกว่าหน่อย เพราะสนุคสวมบทบาทที่แสนท้าทาย และพบกับความขัดแย้ง ปมของตัวละครที่หนักหน่วงเอาเรื่อง ซึ่งต้องขอบอกเลยว่า เธอทำมันได้เข้มข้น เข้าถึงอารมณ์ และแสดงออกมาได้สมจริงสุด!

 

- สนุคปล่อยพลังความเข้มข้น ดราม่า เหนือความคาดหมาย
ผ่านบทบาทสุดท้าทายกับความขัดแย้งในอารมณ์ของตัวเอง -

 

แม้ฉากเล่าเรื่องธรรมดา สนุคก็ยังคงเป็นตัวละครที่ฉาย “เสน่ห์” โดดเด่นบนจอภาพยนตร์ หรือกระทั่งฉากที่ต้องประกบฮอว์ค ดีกรีความโดดเด่นของเธอก็ยังคงไม่หายไป ด้วยท่วงท่าการถ่ายทอดลักษณะของตัวละคร และอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่มีต่อโลกและสังคมเช่นนี้ หรือเมื่อเป็นซีนอารมณ์ขัดแย้งขั้นสูง เธอก็ระเบิดความอลังการ ความยิ่งใหญ่ของตัวเธอออกมา ประกอบกับดนตรีประกอบ และภาพที่ถูกจัดวางไว้อย่างแยบคาย จนเธอสามารถคว้ารางวัล “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม” จากเวที Australian Film Institute (AACTA Awards) มาครอบครองได้!

 

วังวนปริศนาของชีวิตด้วยฝีมือของ เบน น็อตต์

 

 

นอกจากองค์ประกอบหลักที่คุกรุ่นเคี่ยวได้ที่ของหนังเรื่องนี้อย่าง การกำกับ นักแสดง บทชั้นยอดแล้ว ก็คงขาด “การกำกับภาพ” ไปไม่ได้ ซึ่งงานนี้ได้ เบน น็อตต์ ผู้กำกับภาพที่ฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Daybrakers (2009) และ Tomorrow, When The War Began (2010) ซึ่งได้รับรางวัลผู้กำกับภาพแห่งปีประจำปี 2012 จาก Australian Cinematograper Society น็อตต์อาศัยความเป็นไซไฟ-ทริลเลอร์สร้าง “ภาพแห่งวังวนปริศนาของชีวิต” ลงไปในหนัง โดยครีเอทภาพให้ดูย้อนยุคแต่ยังคงกลิ่นอายของความเท่ห์ปนตลกร้ายเอาไว้ ทั้งช็อตที่ใช้ในการถ่ายทำ เปลี่ยนมุมมองเพื่อหลีกเลี่ยงความจริงบางอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นจุดหลักที่สามารถรักษาอรรถรสของหนังเอาไว้ได้เต็มเปี่ยม แล้วช็อตเฉลยก็เปลี่ยนมุมมองแทนด้วย “สายตา” ของอีกตัวละครแทน ซึ่งการให้แสง และการจัดวางตัวละครในเฟรมช่างสะท้อนความรู้สึกภายในของตัวละครได้น่าสนใจและมีความหมายเชิงอารมณ์เต็มเปี่ยม!

 

- “ภาพแห่งวังวนปริศนาของชีวิต” ถูกรังสรรค์ขึ้น
โดยใส่ทั้งความเท่ห์ปนตลกร้ายรวมเข้าไว้ด้วยกัน -

 

ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้น็อตต์คว้ารางวัล “ภาพยนตร์กำกับภาพยอดเยี่ยม” จาก Australian Film Institute (AACTA Awards) มาได้ด้วยเช่นกัน

 

เราทุกคนล้วนมีทางเลือกเสมอ

 

 

- คำตอบของชะตาชีวิตมันช่างย้อนแย้งกัน ทั้งประกอบไปด้วยอิสระในการเลือกที่จะเป็น
แต่ถูกพันธนาการด้วยหนทางที่เราเลือกเอง -

 

Predestination : ยึดเวลาล่าอนาคต อัดแน่นด้วยความตลกร้ายของชีวิต ที่เราแทบไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นความจริง เพราะมันแสนจะระบม สร้างบาดแผลให้กับชีวิตเกินเยียวยา ซึ่งคนที่สร้างมันนั้นอยู่ใกล้เกินกว่าที่คิด หากถามว่าทำไมชะตาชีวิตของเราถึงต้องเป็นแบบนี้? … คำตอบมันช่างเป็นความย้อนแย้งของชะตาชีวิตที่ทั้งประกอบไปด้วยอิสระในการเลือกที่จะเป็น แต่กลับถูกพันธนาการด้วยหนทางที่เราเลือกเอง การหวนกลับไปแก้ไขอดีตช่างไร้ค่า เพราะยังไงเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเลือกนั้นถูกหรือไม่ และในที่สุด เส้นทางที่เราเลือกจะค่อยๆพันธนาการตัวเราเอง สร้างทางเดินของ “ตัวตน” และ “ความสำคัญ” ให้กับเราในแบบที่เราเป็นคนเลือกขึ้นมาในที่สุด อย่างที่ตัวละครของฮอว์คได้กล่าวเอาไว้ว่า “เราทุกคนล้วนมีทางเลือกเสมอ”

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram