Review : Ode to my father คำสัญญาที่ทำคนทั้งโรงหนัง ต้องน้ำตาซึม

Review : Ode to my father
คำสัญญาที่ทำคนทั้งโรงหนัง ต้องน้ำตาซึม

 

 

หลายคนคงรู้จักหนังเรื่อง Forrest Gump อัจฉริยะปัญญานิ่ม หนังปี 1994 แนวชีวิตเบาสมองที่เล่าเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่งผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมายแทรกด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์แห่งอเมริกา หนังโด่งดังและประสบความสำเร็จสูงสุดคว้า 6 รางวัลออสก้าร์ และส่งผลให้ทอม แฮงค์ กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดดาราฮอลลีวู้ด ซึ่งมาในปีนี้ 2015 มีภาพยนต์เกาหลีเรื่องหนึ่งที่ได้รับคำชื่นชมจากผู้ชมทั้งในเกาหลีใต้และอีกหลายประเทศที่เข้าฉาย โดยตั้งฉายาว่า Forrest Gump of Asia หนังที่เรากำลังกล่าวถึงนี่คือ Ode to My Father

Ode to My Father เป็นภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีใต้ กำกับโดย ยุน จิ๊ก บอกเล่าเรื่องราวของชายชราผู้หนึ่งซึ่งไม่ยอมขายร้านค้าเพื่อพัฒนาเป็นห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครรู้เหตุผลของความดื้อดึงจนกระทั่งเรื่องราวเล่าย้อนกลับไปในปี 1950 ช่วงสงครามเกาหลี ครอบครัวของด็อกซู เด็กน้อยที่พลัดพรากจากพ่อและน้องสาวจากเกาหลีเหนือ ต้องลี้ภัยมาอยู่ที่เกาหลีใต้ โดยก่อนที่จะพลัดพรากจากพ่อ ด็อกซูได้ให้คำมั่นสัญญาว่าเขาจะดูแลแม่และน้องที่เหลือ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวแทนพ่ออย่างดีที่สุด หลังจากนั้นชีวิตของด็อกซูก็หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านตามกาลเวลา หลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเกาหลีที่ด็อกซูเข้าไปเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ  แต่ในจิตใจของด็อกซูยังอัดแน่นไว้ด้วยคำสัญญาของพ่อที่ฝังใจตลอดมา 

 

สิ่งหนึ่งที่เล่นเอาคนดูน้ำตาซึมกันทั้งโรงคงจะหนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวของด็อกซู ที่ผ่านความยากลำบาก สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีฐานะที่ดี แต่กว่าจะข้ามแต่อย่างมาได้ตัวละครด็อกซู ต้องเป็นคนเสียสละเพื่อครอบครัวอยู่เสมอ ทั้งๆที่ในบ้านเขามีน้องสาวและน้องชาย เขายอมทิ้งความสบายทุกอย่างเพื่อไปทำงานในเหมือง หาเงินส่งให้น้องได้เรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโซล เขายอมไปสงครามเวียดนามเพื่อหาเงินให้น้องสาวมีงานแต่งที่เลิศหรู เขาพยายามทำทุกสิ่งเพื่อรักษาร้านค้าหลังเล็กๆที่แทบจะขายของไม่ได้เลย ดูเหมือนหลายสิ่งหลายอย่างที่ด็อกซูทุ่มเทลงไปอาจจะดูไร้เหตุผล แต่คำว่าครอบครัวนั่นเองที่ทำให้เขาต้องเสียสละ ซึ่ง Ode to My Father เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ชายต้องยอมเสียน้ำตาให้มันแน่ๆ 

"...พ่อครับ ผมรักษาแล้วนะครับ ผมทำดีแล้วใช่มั้ยครับ 
แต่พ่อรู้มั้ยว่ามันยากเหลือเกิน ...."

 

Ode to My Father โดดเด่นในการเล่าเรื่องและลำดับภาพได้อย่างยอดเยี่ยม การเชื่อมต่อแต่ละเหตุการณ์ทำให้คนดูอารมณ์ลื่นไหลไปตลอดทั้งเรื่อง หนังสะท้อนให้เห็นภาพความน่ากลัวของสงคราม ความโหดร้าย ความสูญเสียและความหวัง ถึงแม้ว่า Ode to My Father จะเล่าเรื่องเหล่านั้น แต่มันกลับไม่ทำให้เรื่องเต็มไปด้วยความหดหู่อย่างที่หลายคนคิด เพราะโทนของหนังถูกจัดวางให้หล่อเลี้ยงอารมณ์คนดูได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงเวลาเศร้าจนน้ำตาซึมมันกลับถูกตบด้วยมุกตลกที่มาอย่างถูกจังหวะและไม่มากไป ความโรแมนติกที่เข้ามามีส่วนผสมในหนังเป็นไปในรูปแบบความรักที่ไม่ต้องพูดพร่ำเพรื่อว่า 'ฉันรักคุณ' ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบในหนังเกาหลีทั่วไป แต่มันถ่ายทอดผ่านการกระทำของตัวละครตลอด เมื่อดูไปเรื่อยๆเรายิ่งพบว่ามันไม่ได้พยายามยัดเยียดอารมณ์ดราม่าหรือฮากระจายใส่คนดูแต่ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง Ode to My Father  ปล่อยของมาตลอดทั้งเรื่องและเก็บรายละเอียดครบทุกเม็ดซึ่งถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมของบทภาพยนตร์และนักแสดงที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้จนทำให้ผู้ชมหลายคนปรบมือส่งท้ายให้หลัง END Credit ขึ้น

หลังดูจบคนดูหลายคนอึ้งกับความละเมียดละไมของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วพูดได้คำเดียวว่า 'ดีจังเลย' พร้อมกับบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากหนังที่ลอยล่องติดอยู่ในหัวให้เราได้คิดต่อว่า "ชีวิตของเราในวันนี้ เราทำเพื่อคนอื่นหรือทำเพื่อตัวเอง??" และเราให้ความสำคัญกับบ้านและครอบครัวมากแค่ไหน?? นั่นคือคำถามที่หนังเรื่องนี้จะช่วยทำให้คุณคิดคำตอบของชีวิตได้มากขึ้น 

"ครอบครัวคือสิ่งล้ำค่าที่สุดของชีวิต"

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram