รีวิว Hobbs and Shaw อีกขั้นของความเดือด มันส์ ล้ำ แฮตตี้ ชอว์คือ MVP

 

ในเฟรนไชส์ Fast and Furious เราได้เห็นเรื่องราวในครอบครัวแวดล้อมของดอมินิก ทอร์เร็ตโต้ แต่ในเรื่องราวของพวกเขามี 2 ตัวละครที่แม้จะไม่ได้อยู่ในครอบครัว Fast เต็มตัว แต่ก็มีบทบาทโดดเด่นและมีแฟน ๆ ติดตามไม่น้อย นั่นคือตัวละครของ ลุค ฮอบบ์ส และ เดคการ์ด ชอว์ 2 ตัวละครสำคัญที่มีบทบาทใน Fast and Furious ต่อเนื่องมาตั้งแต่ภาคที่ 6 จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เรื่องราวของพวกเขาถูกนำมาเล่าต่อเพิ่มเติมแล้วในภาพยนตร์ภาคแยกของตัวเองใน Fast and Furious: Hobbs and Shaw

 

 

                Hobbs and Shaw เริ่มต้นเรื่องราวในปฏิบัติการที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แฮตตี้ ชอว์และทีมหน่วยต่อสู้จาก MI6 ลงปฏิบัติการเพื่อแย่งชิงไวรัสมรณะ แต่พวกเธอถูกไล่ล่าโดย บริกซ์ตัน นักฆ่าจากองค์กร อีทีออน ลัทธิที่ต้องการให้มนุษย์วิวัฒนาการ และเชื่อว่ามนุษย์ผู้อ่อนแอควรถูกกวาดล้าง ซึ่งเจ้าไวรัสตัวนี้จะเป็นส่วนสำคัญในแผนการของพวกเขา แฮตตี้หลบหนีจากบริกซ์ตันมาได้ พร้อมกับปกป้องไวรัสด้วยการฉีดมันเข้าร่างกายของตัวเอง แต่ข่าวร้ายก็คือ เธอมีเวลานำไวรัสออกจากร่างกายเพียงแค่ 72 ชั่วโมง มิฉะนั้นมันจะสลายร่างของเธอและแพร่กระจายตัวเองไปทั่วโลก นั่นคือจุดจบของมนุษยชาติ

 

                ในขณะที่ลุค ฮอบบ์ส และเดคการ์ด ชอว์ ก็ได้รับภารกิจให้ไปสืบหาเหตุการณ์ไวรัสที่ถูกขโมยไป จนกระทั่งพวกเขาถูกไหว้วานจากเจ้าหน้าที่หน่วย CIA เรียกตัวให้ไปทำงานร่วมกัน ด้วยการตามหาตัวแฮตตี้ ชอว์ ปกป้องเธอ และนำไวรัสออกมาให้พ้นมือขององค์กรอีทีออน เมื่อ 2 คู่กัดมาเจอหน้ากัน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ถูกชะตากันอย่างรุนแรง แม้ว่าจะเกลียดขี้หน้ากันแค่ไหน ทั้งคู่ก็ต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องแฮตตี้ ชอว์กันอย่างเต็มที่ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เป็นชนวนระเบิดความมันส์ในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

                หากพูดถึงเนื้อหาของภาพยนตร์ Hobbs and Shaw อาจจะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากมายนัก ทั้งการที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับเทคโนโลยี หรือสายสัมพันธ์ของครอบครัวที่เป็นจุดเด่นหลักส่งต่อมาจากเฟรนไชส์ Fast and Furious สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ก้าวข้ามความมันส์ไปอีกขั้นก็คือ ฉากการต่อสู้ที่เนรมิตออกมาได้ดุเดือดเลือดพล่าน โดยเฉพาะไฮไลท์อย่างฉากไล่ล่าในกรุงลอนดอน ที่แสดงให้เห็นความไฮเทคของเทคโนโลยีจากฝั่งบริกซ์ตัน และเทคนิคความเก๋าในการขับรถของเดคการ์ด ชอว์ หรือความมันส์ระห่ำในฐานวิจัยของอีทีออนในยูเครน แต่ที่สุดของความมันส์คงหนีไม่พ้น ฉากต่อสู้สุดท้ายบนเกาะซามัว

 

                ดเวนย์ จอห์นสัน และเจสัน สเตแธม ยังคงรับบทเป็นตัวละครของพวกเขาได้อย่างดีเยี่ยมเช่นเคย เพิ่มเติมเข้ามาด้วยการปะทะฝีปากกันตลอดทั้งเรื่อง ชนิดที่แค่ดูการด่ากันของพวกเขาทั้ง 2 คนก็มันส์ไม่แพ้ฉากต่อสู้ในเรื่องแล้ว นอกจากนี้ยังมีตัวละครลับที่ได้นักแสดงขวัญใจใครหลายคนมาปรากฎตัวในเรื่องถึง 2 คนด้วยกัน ส่วนจะเป็นใครนั้นคงต้องไปดูคำตอบกันเองในโรงภาพยนตร์ แต่ตัวละครใหม่อย่างแฮตตี้ ชอว์ ที่รับบทโดยวาเนสซ่า เคอร์บี้ ต้องขอบอกเลยว่าเธอคือ MVP ของเรื่องนี้เลยทีเดียว ทั้งท่าทาง บุคลิก ความแสบ และสกิลการต่อสู้ เก่งกาจฉกาจฉกรรจ์สูสีกับ 2 หนุ่มในเรื่อง ตัววาเนสซ่าเองก็มอบเสน่ห์ของน้องเล็กแห่งตระกูลชอว์ออกมาได้อย่างท่วมถ้น เธอจะสามารถเป็นขวัญใจคนใหม่ได้อย่างแน่นอน

 

 

                สำหรับ บริกซ์ตัน ที่รับบทโดย ไอดริส อัลบ้า ผู้เป็นวายร้ายหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้เองก็โหดสมคำร่ำลือ เขาคือมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงโดยองค์กรสุดไฮเทค อีทีออน ให้กลายเป็นมนุษย์ผสมจักรกล อ้างว่านี่คือวิวัฒนาการขั้นต่อไปของมนุษย์ชาติ และยกให้ตัวเองเป็นดั่ง Black Superman แต่นอกเหนือไปจากบริกซ์ตันแล้ว วายร้ายปริศนาที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าขององค์กร บริกซ์ตัน เรียกคนนี้ว่า ผอ. ในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเขาเป็นใคร ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นองค์กรอีทีออน มีบทบาทมากขึ้นใน Hobbs and Shaw ภาคต่อไป หรืออาจจะใน Fast and Furious ภาคต่อไปก็ได้

 

                อีกสิ่งหนึ่งที่แฟน Fast จะต้องถูกใจอย่างแน่นอนก็คือ พวกเขายังคงไม่ทิ้งฉากการเหยียบคันเร่ง หรือการระเบิดเครื่องยนต์ด้วยระบบไนโตรอันเป็นเอกลักษณ์ เรียกได้ว่า Hobbs and Shaw จัดหนักความมันส์ครบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้มือเปล่า การต่อสู้ด้วยปืน หรือการต่อสู้ด้วยแผนการที่มันส์หยดตั้งแต่เริ่มจนจบ ใครที่เป็นแฟนของ Fast and Furious รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ยิ่งสำหรับแฟนหนังของดเวนย์ จอห์นสัน และเจสัน สเตแธม ยิ่งสามารถรับรองได้ว่าทั้งสองคนจัดเต็มความมันส์กันจนจุใจ อย่ารอใครมาหยุดความมันส์ที่รอคุณอยู่ในโรงภาพยนตร์ ไปชม Fast and Furious: Hobbs and Shaw กันได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram