REVIEW : Everest ทางทรหดพิสูจน์ชีวิต [IMAX 3D]

EVEREST
ทางทรหดพิสูจน์ชีวิต [IMAX 3D]
BY FEEDMYBRAIN

 

การเสี่ยงตายลากสังขารของตัวเองขึ้นไปยัง 29,029 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ในที่ที่ซึ่งอากาศเบาบาง ไร้ซึ่งออกซิเจนให้หายใจได้ทั่วท้อง ในที่ซึ่งสูงชันและเต็มไปด้วยหุบเหวลึกพร้อมคร่าชีวิต ในที่ซึ่งสภาพอากาศพร้อมทวีความรุนแรงและกลายเป็นด่านสุดโหดท้าตายนักปีนเขาได้ทุกเมื่อ เพียงเพื่อให้ได้สัมผัสยอดเขาอันเล็กจ้อยในเวลา “ไม่กี่นาที” … เพราะอะไรพวกเขาถึงกล้าเสี่ยงตาย ยอมเสี่ยงสูญสิ้นทุกอย่างขึ้นมาที่นี่กัน พวกเขามาพิชิต “เอเวอเรสต์” ทำไม?

 

 

คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่ากับ “นักปีนเขา” ที่เลือกเส้นทางเดินของชีวิตในการท้าความตายเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ที่ได้ชื่อว่า สูงและอันตรายที่สุดในโลกด้วยตนเอง แม้คำตอบของแต่ละคนจะต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขายอมทุ่มหมดหน้าตัก แม้กระทั่งเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อนำพาร่างและวิญญาณขึ้นไปยืนอยู่ “จุดสูงสุด” ของโลกได้นั้น ก็คือ “ความฝัน” ที่หล่อเลี้ยงเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขากล้าเดินออกจากเส้นกรอบเดิมของชีวิต และก้าวไปสู่สิ่งที่พวกเขา “หวัง” เอาไว้ในอนาคต … และนี่คือสิ่งที่ บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์ ผู้กำกับได้ถ่ายทอดเอาไว้ใน Everest ไต่ฟ้าท้านรก ภาพยนตร์ดราม่าที่สะท้อนถึง “เส้นทางชีวิต” ของนักปีนเขาแต่ละคนที่แม้จะมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่ทุกคนล้วนมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ การพิสูจน์ “ความเชื่อ” ของตนเองในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์นั่นเอง

Everest ไต่ฟ้าท้านรก ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของกลุ่มนักปีนเขาในปี 1996 ที่หมายมั่นจะพิชิตยอดเขา “เอเวอเรสต์” ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกให้ได้ ภายใต้การนำของ ร็อบ ฮอลล์ (เจสัน คลาร์ก) นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์หัวหน้าทีมสำรวจ Adventure Consultants ทว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่เคย เพราะมันเต็มไปด้วยทั้งการแข่งขันและสภาพอากาศอันเลวร้ายที่ยากเกินกว่ามนุษย์จะรับมือ

 

 

“เส้นทางชีวิต” และ “ความเชื่อ” เป็น 2 ประเด็นที่ถูกนำมาร้อยเรียงผูกโยงไปกับการแนะนำตัวละครที่มีจำนวนมากในเรื่อง โดยวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ชาญฉลาดมากที่ผู้กำกับ บัลทาซาร์ คอร์มาเกอร์ สามารถทำให้คนดูเข้าถึง “จุดมุ่งหมาย” ของตัวละคร และรู้ที่มาที่ไป เข้าใจปูมหลังไปพร้อมกัน และที่สำคัญคือ ทำให้คนดู “เห็นใจ” ตัวละครจนกลายเป็นการเอาใจช่วยและตามติดพวกเขาไปตลอดทั้งเรื่อง ตั้งแต่วันแรกของการปีนเขา จวบจนวาระสุดท้ายบนยอดเขาเอเวอเรสต์ของพวกเขาด้วย

นอกจากนั้น ระหว่างทาง คอร์มาเกอร์ ยังเล่นประเด็นของ “การยืนหยัดต่อสู้” กับอุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปราณี สั่นคลอนทั้งความเชื่อและชีวิตของตัวละครไม่ขาด ซึ่งสร้างความเข้มข้นและทวีความสนุกขึ้นไปเรื่อยๆ ไล่เป็นระดับถึง 4 ระดับ ตั้งแต่ “คน vs. ตัวเอง” :  การทำงานของร่างกายที่ค่อยๆทำงานผิดปกติอย่างช้าๆ, “คน vs. คน” : เมื่อการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์กลายเป็น “ธุรกิจ” การแข่งขันเพื่อให้ลูกค้าของตัวเองถึงยอดเขาตามเวลาก็เกิดขึ้น, “คน vs. สภาพภูมิประเทศ” : ความสูงชันของภูเขา, หุบเหวลึกที่ไร้ก้น, การเดินทางที่ท้าความตายทุกเมื่อ และสุดท้ายคือ “คน vs. สภาพอากาศ” : พายุทั้งหลายที่พร้อมพัดผ่าน สร้างหายนะได้ทุกเมื่อ โดยทุกวินาทีที่ Everest ฉายนั้น เราลุ้นไปกับ “การเสี่ยงชีวิต” ของพวกเขา และภาวนาขอให้พวกเขากลับมาได้อย่างปลอดภัยด้วย

 

 

Everest เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับการดูในระบบ IMAX 3D มากถึงมากที่สุด ด้วยการกำกับภาพที่สวยงามสามารถถ่ายทอดยอดเขาเอเวอเรสต์ให้กลายเป็นทั้งสรวงสวรรค์และนรกในเวลาเดียวกันได้อย่างมีศิลปะ ผ่านการเลือกช็อตที่สะท้อนถึงความงามของเอเวอเรสต์ที่มีสีขาวของหิมะตัดกับสีฟ้าครามของท้องฟ้า แซมด้วยสีน้ำตาลเข้มของตัวภูเขา, การใช้ช็อตที่เปี่ยมทั้งความหมายและองค์ประกอบที่สวยงามอย่างการถ่ายให้เห็น มนุษย์ขนาดเท่ามด ที่กำลังไต่ขึ้นไปยังภูเขา หรือการเลือกใช้มุมกล้องที่ทำให้รู้ว่าชีวิตของตัวละครมันเสี่ยงตายแค่ไหน และเหวที่ว่ามันลึกขนาดไหน ภาพทุกช็อตใน Everest นั้นสามารถเล่าเรื่องได้อย่างเต็มที่ และยังสร้างความตราตรึงให้กับผู้ชมได้ด้วย 

และไม่ใช่แค่ภาพเท่านั้น เพราะการดู Everest ใน IMAX 3D นั้น ย่อมได้ “เสียง” ที่กระหน่ำและระทึกมากกว่าเดิมสุดๆ ตั้งแต่เสียงลมพัดธรรมดาที่สร้างบรรยากาศราวกับเรากำลังปีนเขาสวยๆได้แล้ว ไปจนถึงฉากพายุเจ้าปัญหาที่พัดกระหน่ำ ทำเอา “หนาวเฉียบพลัน” ขึ้นมาทันที และยิ่งหนังไม่ใส่เสียงดนตรีมาบิ๊วอะไรมากมาย ทำให้ฉากที่ตัวละครกำลังตกอยู่ในภาวะอึดอัดเช่นนั้น เราคนดูก็อึดอัดไม่แพ้กัน สามารถรับรู้ไปกับตัวละครได้ราวกับไปนอนจมอยู่ใต้กองหิมะตรงนั้นเอง มันเป็นภาวะที่โหดหิน ทั้งหนาวทั้งท้อมาก จนเราอยากได้ชาร้อนๆ อะไรอุ่นๆ ไปจิบตรงนั้นเลยจริงๆ (โดยเฉพาะช่วงท้ายที่สร้างความหดหู่ ความท้อ และความอึดอัดสุดๆ ดูจบแล้วขอหายใจเอาอ็อกซิเจนเข้าปอดรัวๆเลยทีเดียว) 

 

 

สำหรับแคสต์ แค่ดูชื่อนักแสดงก็คงรู้แล้วว่าแต่ละคนนั้นมีฝีไม้ลายมือที่เด็ดเอาเรื่องอยู่แล้ว แต่ที่ขอชื่นชมเป็นพิเศษคือ เจสัน คลาร์ก ผู้รับบท ร็อบ ฮอลล์ ที่ถ่ายทอดออกมาได้ทั้งอบอุ่นและกินใจมาก โดยเฉพาะ “น้ำเสียง” ที่เป็นธรรมชาติ, จอช โบรลิน ผู้รับบท เบค เวทเธอร์ส ที่ต้องยกซีนช่วงท้ายให้กับเขาในการแสดงไปเลย การเล่นในจุดนั้นต้องอาศัยการควบคุมร่างกายที่ค่อนข้างท้าทายถึงจะทำให้ดูเป็นธรรมชาติได้, จอห์น ฮอว์กส ผู้รับบทเป็น ดั๊ก ฮันเซน บุรุษไปรษณีย์ธรรมดาที่สร้างคาแรกเตอร์ได้น่าติดตาม และเป็นหนึ่งในตัวละครที่คนดูเอาใจช่วยแน่นอน 

และอีกคนที่ขาดไม่ได้ก็คือ เจค จิลเลนฮาล ผู้รับ สก็อตต์ ฟิชเชอร์ คู่แข่งทางการค้าของร็อบ ฮอลล์ แม้คราวนี้เจคจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างเท่าไรนัก ทว่าการเปลี่ยนลักษณะการพูดและการเล่น เจค สร้างบุคลิกให้เป็นที่จดจำได้อีกครั้ง แม้จะไม่ได้มีซีนมากก็ตาม แต่ทุกครั้งที่มา เขาขโมยซีนจากคนอื่นได้เสมอ นอกจากนั้น Everest ยังได้ เคียร่า ไนท์ลีย์ มารับเป็น แจน ภรรยาของร็อบ ฮอลล์ด้วย ซึ่งงานดราม่านั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เคียร่า นางเล่นได้กินขาดขนาดไหน ซีนอารมณ์ช่วงท้ายอันนี้ยกนิ้วให้จริงๆ 

 

 

แม้ว่า Everest จะเป็นหนังดราม่าที่องค์ประกอบโดดเด่นและครบถ้วน แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถเล่าถึงเรื่องราวของตัวละครได้ครบทุกตัว ทำให้มีบางจุดที่ไม่ปะติดปะต่อ หล่นหายไปบ้าง และการใช้ VFX ในบางฉากนั้นอาจดูโอเว่อร์เกินไป แต่กระนั้น Everest ก็ยังถือเป็นหนังดราม่าภัยพิบัติที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้สมจริง ลุ้นระทึก และสามารถเร้าอารมณ์ผู้ชมให้ทั้งเสียว อึดอัด ดีใจ โล่งใจ และฟินไปกับภาพและเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างดีทีเดียว พร้อมทั้งแฝงประเด็น "ชีวิต" และ "ความเป็นมนุษย์" ที่น่าค้นหาและมีเสน่ห์เสมอลงไป ท่ามกลางฉากหลังของยอดเขาเอเวอเรสต์ที่พร้อมท้าทายการมาเยือนของมนุษย์ทุกผู้ด้วย  

 

Everest ไต่ฟ้าท้านรก เข้าฉายในระบบ IMAX 3D 
เช็ครอบและจองตั๋วได้เลยที่นี่: http://majorcineplex.com/movie/everest

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram