รีวิว ดันเคิร์ก หนังสงครามสุดอหังการ เข้าถึงง่าย-สะเทือนคนดู [IMAX 70MM film]

รีวิว ดันเคิร์ก  หนังสงครามสุดอหังการ
เข้าถึงง่าย-สะเทือนคนดู [IMAX 70MM film]

 

 

สงครามถูกเล่าผ่านภาพยนตร์หลายครั้ง ฉายภาพให้เห็นความน่ากลัว  ความสูญเสีย ผลกระทบอันโหดร้ายน่าหดหู่ใจ รวมถึงบทเรียนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นๆ สำหรับ ดันเคิร์ก ก็คือหนังสงครามที่มุ่งเน้นสารให้คนดูได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่นๆ แต่ความพิเศษของมันคือการหยิบยกช่วงเหตุการณ์ชวนกดดัน  พาคนดูจนตรอกไปกับสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้นในทุกขณะ ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ทำให้หนังเรื่องนี้ใกล้เคียงเหตุการณ์จริงและได้อารมณ์สั่นสะเทือนคนดูมากที่สุด  
 
ดันเคิร์ก พาเราย้อนเหตุการณ์ไปในปี 1940 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ถูกตีล้อมด้วยทัพของเยอรมัน มีทหารเกือบสี่แสนนายถูกต้อนให้จนมุมอยู่ที่หาดดันเคิร์ก ชายฝั่งช่องแคบที่เมืองคาเลส์  สถานการณ์เริ่มบีบคั้น เมื่อน้ำและอาหารเริ่มขาดแคลน คนเจ็บมีมากขึ้น ในขณะที่เรือพิฆาตสำหรับอพยพทหารมีอยู่อย่างจำกัดและเป็นไปได้ยากที่จะเข้าชายฝั่งที่ตื้นเขิน ไม่เพียงเท่านั้นในขณะที่ข้าศึกบนฝั่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บนฟ้าก็เต็มไปด้วยอากาศยานที่ปล่อยระเบิดลงมาโจมตี เรืออพยพไม่ให้ผ่านทะเลไปได้ ทางเดียวที่จะพาทหารอังกฤษเกือบสี่แสนคนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยมีเพียง ปาฏิหาริย์เท่านั้น

 

 

คริสโตเฟอร์ โนแลน เลือกการเล่าเรื่องของดันเคิร์ก โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ให้เราได้เห็นมุมมองของปฏิบัติการครั้งนี้ที่ต่างกัน มุมที่ 1 คือพลทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด มุมที่ 2 คือพลเรือนที่นำเรือประมงของตัวเองมุ่งหน้าสู่ดันเคิร์กเพื่อช่วยพาทหารกลับบ้าน และ มุมที่ 3 คือทหารอากาศฝ่ายสัมพันธมิตรที่ต้องขึ้นบินยิงสกัดอากาศยานของฝ่ายตรงข้ามคุ้มกันการอพยพทางทะเลไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตี โนแลน ใช้วิธีตัดสลับมุมมองทั้ง 3 โดยทำให้เรารู้จักตัวละครอย่างผิวเผินว่าเขาเป็นใคร มีหน้าที่ทำอะไร และมีเป้าประสงค์อะไรในสงครามครั้งนี้

ใช้บทและการเล่าเรื่องด้วยคำพูดแบบน้อยที่สุด แต่พาเราไหลไปตามสถานการณ์ที่สงครามบีบบังคับให้เกิดขึ้น เช่น เมื่อทหารขึ้นเรืออพยพไปแล้ว พวกเขาจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ล้วนเป็นอารมณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น และเป็นสิ่งที่หนังดันเคิร์กต้องการถ่ายทอดด้วยการเล่าแบบราบเรียบตั้งแต่ต้นจนถึงจบเรื่อง เส้นเรื่องเข้าใจง่าย ปราศจากการใส่สีเติมแต้ม ไม่ขยี้อารมณ์ให้ดราม่า หดหู่ ฟูมฟาย แต่เน้นการเลือกใช้ภาพของสงครามให้ทำหน้าแบบออกมาดีที่สุด ทำให้ ดันเคิร์ก ได้อารมณ์ระทึกของจริงแบบที่หนังสงครามควรจะเป็น อีกสิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างชอบในวิธีการเล่าเรื่องของ ดันเคิร์ก คือ  หนังใช้จังหวะของสงคราม เสียงอึกทึกทั้งหลายมาสั่นสะเทือนคนดูได้อย่างพอดี ไม่ใช่หนังสงครามชนิดที่บ้าระห่ำ สาดกระสุน ระเบิดไฟควันขโมงเพียงอย่างเดียว พาไปจนถึงบทสรุปที่น้ำตาซึมออกมาเองโดยที่หนังไม่ต้องบิวท์แต่อย่างใด

 

 

ดันเคิร์ก เลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่เพื่อให้เราไม่ติดไปกับภาพของตัวละครคนไหนมากเกินไป ถ่ายทอดผ่านสีหน้า แววตา มากกว่าบทพูดทำให้ทั้งเรื่องแทบจะมีบทพูดที่น้อยมาก ในขณะที่ดนตรีประกอบภาพยนตร์ของฮันส์ ซิมเมอร์ ก็มาเป็นตัวช่วยทำให้บรรยากาศบีบมากยิ่งขึ้นไปอีก เสียงของนาฬิกาที่ดังถี่ขึ้นทุกขณะทำเอาคนดูลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดา
 
อีกประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ทำเอาการดูหนังครั้งนี้แทบจะลืมไม่ลง เพราะ ดันเคิร์ก ฉบับที่เราดูนี้ คือการฉายผ่านระบบ IMAX ฟิล์ม 70 มม. เป็นการฉายภาพเต็มจอยักษ์ ใหญ่กว่าระบบ IMAX Digital ที่เราเคยได้ดูในหนังเรื่องอื่นๆ ด้วยขนาดภาพมโหฬาร เหมือนเราถูกกลืนไปยืนบนหาดดันเคิร์ก เสียงเครื่องบินรบที่อาละวาดแผดหู กระสุนปืน ระเบิดตอร์ปิโดปล่อยบอมบ์แต่ละครั้งเล่นเอาเบาะสะเทือน พาเราเข้าถึงจุดที่เกิดเหตุ ซึ่ง  IMAX ฟิล์ม 70 มม.  มีฉายเฉพาะที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ ที่เดียวเท่านั้น และเป็นเพียง 1 ใน 2 โรงภาพยนตร์ในเอเซียที่ได้ฉายดันเคิร์กแบบฟิล์ม ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีหนัง IMAX Film มาให้ได้ระทึกแบบนี้อีกหรือเปล่า? เพราะฉะนั้นอย่าพลาดไปสัมผัสประสบการณ์ดูหนังสงครามที่สมบูรณ์แบบและสมจริงที่สุด ‘ดันเคิร์ก’ ในระบบปกติและ IMAX ฟิล์ม 70 มม.  

 


 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram