REVIEW : Bridge of Spies เจรจาอันตราย พิสูจน์พลังมหาอำนาจ

Bridge of Spies
เจรจาอันตราย พิสูจน์พลังมหาอำนาจ
BY FEEDMYBRAIN

 

 

สตีเว่น สปีลเบิร์ก กลับมาร่ายมนตร์เสกความน่าทึ่งอีกครั้งกับการกำกับหนังดราม่า-สงครามที่สู้กันด้วยจิตวิทยาล้วนๆอย่าง Bridge of Spies ด้วยฉากหลังที่เป็นยุคสงครามเย็นอันตึงเครียด หนังถ่ายทอดเรื่องจริงจากประวัติศาสตร์ผ่านการเล่าแบบหนังสายลับที่เปี่ยมด้วยสไตล์สุดคูล ทั้งเข้มข้นและเปี่ยมด้วยการชิงไหวชิงพริบระหว่างตัวแทนของมหาอำนาจ 2 ขั้ว การเจรจาแลกมนุษย์ต่างสัญชาติผู้เปรียบดั่งเชลยศึกในครั้งนี้ คือ ภารกิจระดับชาติที่จะทดสอบ “จุดยืน” ทางการเมืองของมหาอำนาจและพิสูจน์เกมความคิดของแต่ละฝ่ายว่าใครคมกว่าใคร!

Bridge of Spies … จารชนเจรจาทมิฬ ภาพยนตร์ชีวประวัติ-สงครามถ่ายทอดเรื่องราวของ เจมส์ บี โดโนแวน ทนายประกันภัยที่ได้รับมอบหมายให้ว่าความแก้ต่างให้กับสายลับโซเวียตที่ถูกจับได้ในสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดของสงครามเย็นที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ทว่าเมื่อนักบินสายลับของอเมริกากลับถูกจับได้ขณะบินสอดแนมในสหภาพโซเวียต หน่วยงานราชการลับอย่าง CIA จึงเรียกใช้บริการของ โดโนแวน เพื่อเจรจาแลกตัวประกันทันที และนำพานักบินคนนั้นกลับมา ก่อนที่ข้อมูลลับสุดยอดจะรั่วไหลไปยังฝ่ายตรงข้ามให้เร็วที่สุด

 

 

“The Standing Man – ชายผู้หยัดยืน”

 

ต้องบอกเลยว่า Bridge of Spies คือการหวนกลับมากำกับหนังแนวถนัดของ สปีลเบิร์ก ที่ยังคงความคลาสสิคและความเก๋าในการเล่าเรื่อง สามารถสะกดคนดูให้ติดตามความเข้มข้นของสถานการณ์และเหล่าตัวละครอันโดดเด่นได้อย่างไม่วางตาตลอดทั้ง 2 ชม.ทีเดียว ด้วยยุคสมัยของสงครามเย็นที่ไม่มีการยิงกันตู้มต้าม หรือบุกรบกันอย่างเห็นได้ชัด และเป็นสมัยของสงครามแห่ง “ข้อมูลข่าวสาร” ทำให้ สปีลเบิร์ก อาศัยจุดนี้ในการหยิบองค์ประกอบของเหตุการณ์มาทำแบบหนังสายลับที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมและชิงไหวพริบ พร้อมด้วยอุปกรณ์สุดล้ำอันตื่นตาที่เตรียมสอดแนมและกวาดข้อมูลลับสำคัญจากอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องด้วย

นอกจากนั้น Bridge of Spies ยังสามารถถือประเด็นสำคัญอันหนักอึ้งอย่าง “สิทธิมนุษยชน” ท่ามกลางภาวะสงครามที่ต่างฝ่ายต่างเลือกเอาผลประโยชน์ฝ่ายตนเองเป็นสำคัญ รวมไปถึงการยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองศรัทธาและเชื่อมั่นเอาไว้ผ่านตัวละครหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย  หนังถ่ายทอดให้เห็นเลยว่า ในช่วงสงครามเย็นนั้นมันคือการต่อสู้กันของจิตวิทยาและการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อทั้งล่อลวงและเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในชาติของตน เสริมสร้างความเกลียดชังที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามให้เพิ่มมากขึ้น ทว่าท่ามกลางบรรยากาศของการถูกชักจูงได้อย่างง่ายดายนั้น กลับมีคนคนหนึ่งที่ยังยืนหยัดและแสดงให้เราประจักษ์ถึงความหมายของคำว่า “มนุษยธรรม” อย่างแท้จริง ทำให้ Bridge of Spies เป็นหนังดราม่าที่ดูสนุกและเข้มข้นทางด้านเนื้อหามาก แถมยังทำเอาลุ้นไปกับการไล่ตามเกมความคิดของ 2 มหาอำนาจที่พยายามสำแดงแสนยานุภาพและไม่รู้ว่าสิ่งทีพวกเขาพูดออกมานั้น มันมีความจริงมากน้อยแค่ไหนด้วย

 

 

- ทอม แฮงค์ส ทำให้เราสัมผัสถึงความยุติธรรมที่
เจมส์ บี โดโนแวนมีอยู่ในตัวได้อย่างชัดเจน -

 

สิ่งที่ต้องชื่นชมและขอยกย่องเป็นอย่างมากของเรื่องก็คือ การแสดงของ ทอม แฮงค์ส กับบทบาท เจมส์ บี โดโนแวน ตัวละครหลักที่แบกประเด็นเอาไว้ทั้งเรื่อง ซึ่ง ทอม แฮงค์ส นั้นสามารถถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครออกมาได้อย่างจริงใจและทำให้เราสัมผัสได้ถึงความยุติธรรมที่เขามีอยู่ในตัวได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงอารมณ์ขัน เสน่ห์และความฉลาดของเขาที่ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงที่ละเอียด ละเมียดละไมในทุกครั้งที่เขาเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อตกลงเสมอ ทอม แฮงค์ส ทำให้ เจมส์ บี โดโนแวน กลายเป็นบุคคลที่น่ายกย่องในด้านความเชื่อมั่นในความถูกต้องของเขา และในขณะเดียวกัน เขาก็ทำให้เห็นว่า เจมส์ บี โดโนแวน นั้นก็เป็นเพียงทนายความธรรมดาที่มีชีวิตเฉกเช่นคนอื่น เป็นพ่อของลูกชายและลูกสาว เป็นสามีที่น่ารัก เป็นทนายความผู้ซื่อสัตย์นั่นเอง

อีกคนหนึ่งที่สามารถขโมยซีนและถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครได้อย่างน่าสนใจและมีเสน่ห์ก็คือ มาร์ค ไรแลนซ์ กับบทบาท รูดอล์ฟ เอเบิล สายลับโซเวียตผู้ลึกลับและเคร่งขรึม มาร์ค ไรแลนซ์ และ สปีลเบิร์ก สร้างให้ตัวละครตัวนี้ช่างมีสีสันและสร้างอารมณ์ขันเบรกเรื่องราวหนักๆในเรื่องได้อย่างพอดิบพอดี และเมื่อประกบคู่กับ ทอม แฮงค์ส ทั้ง 2 คนช่างมีพลังครองสายตาคนดูให้อยู่บนจอได้อย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะฉากสุดท้ายบนสะพานที่เป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องนั้น มันยิ่งทำให้เรื่องราวทวีความเข้มข้นและความกดดันเพิ่มไปอีกด้วยการแสดงอันน่าประทับใจของทั้ง 2 คนทีเดียว

 

 

 

- Bridge of Spies ใช้สีโทนร้อนและเย็นแบ่งแยกสถานที่อย่างชัดเจน
ซึ่งสะท้อนบรรยากาศและอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างลึกซึ้ง -

 

และที่ขาดไปไม่ได้ไม่ว่ายังไงก็คือ การกำกับภาพและการกำกับศิลป์ของเรื่อง ที่ช่วยเสริมอารมณ์ของหนังได้อย่างลงตัวและมีพลังเอามากๆ การใช้สีในเรื่องนี้นอกจากจะสื่อความหมายได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังช่วงส่งอารมณ์ให้กับซีนที่ดราม่าและน่าเจ็บปวดใจ หรือซีนไหนที่อบอุ่น ก็อมยิ้มตามได้อย่างอิ่มเอมใจด้วย โดยใน Bridge of Spies เราจะเห็นการใช้สีโทนร้อนและโทนเย็นในการแบ่งแยกสถานที่อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ บรรยากาศและอารมณ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดีแถมด้วยการทำภาพและสีให้ดูฟุ้งเหมือนกับหนังในยุคเก่า ยิ่งช่วงสร้างบรรยากาศให้คนดูเข้าไปอินกับสถานการณ์ได้อย่างแยบยลและอินเข้ากับเนื้อเรื่องได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนี่ถือเป็นความใส่ใจในรายละเอียดของผู้กำกับที่ควรค่าแก่การยกย่องเป็นอย่างมากด้วย

 

Bridge of Spies ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสมัยสงครามเย็นได้อย่างละเอียดและเปี่ยมด้วยประเด็นสำคัญที่ชวนตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาของมนุษย์ในภาวะสงคราม ผ่านการเล่าเรื่องอย่างมีสไตล์และภาพอันสวยงามที่ช่วยเสริมองค์ประกอบทุกอย่างให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ... เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

เช็ครอบและจองตั๋วได้เลยที่นี่
http://www.majorcineplex.com/movie/bridge-of-spies

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram