วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้แฟนสตาร์วอร์ส รุ่นเก่า-ใหม่ เสียงแตกสุดขั้ว

 

สรุปความต่าง ฉีกทุกขนบของ Star Wars ร่วมส่งต่อสิ่งใหม่จาก The Last Jedi

 

                หลังจากเปิดตัวการกลับมาของแฟรนไชส์ภาพยนตร์สงครามอวกาศสุดอลังการที่ทำให้แฟน ๆ หายคิดถึงแถมฟินน้ำตาไหลไปแล้วใน The Force Awaken ก็ได้เวลาที่แฟรนไชส์นี้จะกลับมาสานต่อสร้างเรื่องราว และผูกโยงเหตุการณ์เป็นของตัวเองใน Star Wars The Last Jedi นี่คือหนังสตาร์วอร์สที่พร้อมจะก้าวไปสู่หนทางใหม่ ด้วยแนวทางที่ทันสมัย แต่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพในไตรภาคเก่าอย่างเต็มเปี่ยม

 

                The Last Jedi เริ่มเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้วในทันที ซึ่งเป็นการฉีกขนบหนังสตาร์วอร์สในภาคก่อน ๆ ไปไม่น้อย ในภาคนี้เหล่าฝ่ายต่อต้านที่นำทีมด้วยเจ้าหญิงเลอา (แคร์รี ฟิชเชอร์) ต้องอพยพหลบหนีฝ่ายปฐมภาคีที่นำโดยผู้บัญชาการสูงสุดสโน๊ค (แอนดี้ เซอร์กิส) ในขณะที่เรย์ (เดซี่ ริดลีย์) เดินทางไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเจไดเพื่อหวังจะตามตัวและเป็นศิษย์ของวีรบุรุษที่หลีกหนี ลุค สกายวอล์คเกอร์ (มาร์ค แฮมมิลล์) เรื่องราวหลังจากนี้ไม่สามารถเล่าต่อได้ เพราะจะถือเป็นการเปิดเผยเนื้อหาภายในเรื่อง...(เชื่อเถอะว่าเราอยากเล่าจะแย่!)

 

 

                สำหรับใครที่เป็นแฟน Star Wars มาตั้งแต่ต้นกำเนิดคงจะเห็นมุมมองที่แตกต่างออกไปในภาคนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่ได้เป็นแฟนตัวยงนั้น ใน The Last Jedi นี้ก็ยังถือเป็นหนังบันเทิงชั้นเยี่ยม ที่นำเสนอความบันเทิงแบบจัดหนักจัดเต็ม เซอร์ไพร์สที่คาดไม่ถึงปรากฎในหนังเรื่องนี้แบบไม่ยั้ง ประกอบกับงานภาพที่งดงามเหลือเกิน เหมาะสมที่จะดูในโรงภาพยนตร์จอภาพใหญ่ เสียงกระหึ่ม ๆ มันจะเป็นอะไรที่เต็มอิ่มที่สุด

 

                ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น Star War The Last Jedi ไม่ได้เดินเรื่องซับซ้อน เป็นการเดินเรื่องง่าย ๆ ให้เราทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่สามารถดึงความสนใจเราได้ตลอดทั้งเรื่อง แทบไม่มีจุดให้ง่วง ประกอบกับความฮาในภาคนี้ที่มาได้ถูกที่ถูกจังหวะ เป็นหนังที่มีอารมณ์ขันมากกว่าในภาคที่แล้วเยอะมาก สิ่งสำคัญก็คือบทภาพยนตร์ที่เปิดช่องให้แฟรนไชส์นี้มีอนาคตที่สดใสอีกมากมาย ในขณะเดียวกันก็เคารพและให้เกียรติเรื่องราวเก่า ๆ ไม่น้อย ตอกย้ำว่า Star Wars ไม่เคยตาย และจะเป็นอมตะไปตลอดกาล!

 

 

                ในส่วนของตัวละครนั้นยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีพัฒนาการมากน้อยลดหลั่นกันไป เรย์ยังคงมีเสน่ห์ในแบบคนนอกที่น่าสนใจ ในขณะที่ไคโล เร็น (อดัม ไดรเวอร์) นั้นมีพัฒนาการความอ่อนไหว ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในภาคนี้เขาหล่อ เท่ และน่าเกรงขามขึ้นมาก ส่วนฟินน์ (จอห์น โบเยก้า) มีความเท่และเป็นตัวของตัวเอง และโพ ดาเมรอน นักบินสุดหล่อที่ในภาคนี้พัฒนาการของเขาชัดเจนที่สุด พร้อมฉายความเป็นผู้นำในตัว เหนือสิ่งอื่นใดคือเจ้าหญิงเลอา (แคร์รี ฟิชเชอร์) เธอคือความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ และลุค สกายวอล์คเกอร์ ที่ยิ่งใหญ่สมกับการเป็นวีรบุรุษ

 

                สำหรับตัวละครใหม่นั้นโดดเด่นหลายตัวละครเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นโรส (เคลลี แมร์รี ทราน) ช่างซ่อมสาวหน้าเอเชียที่เป็นส่วนสำคัญในเนื้อเรื่องไม่น้อย เช่นเดียวกับอมิลิน โฮลโด (ลอร่า เดิร์น) ที่บทบาทของเธอน่ายกย่องไม่แพ้ตัวละครอื่นใด จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายตัวละครเลย ทั้งในฝ่ายปฐมภาคี ทั้งสโน๊คที่มีความน่ากลัวและน่าหวั่นเกรง หรือนายพลฮัคซ์ที่คุมบัญชาการกองทัพทั้งหมด และกัปตันแฟสม่าที่ดุดันและแย่งซีน ที่ขาดไม่ได้คือ BB-8 และเจ้าพอร์ค ความน่ารักของพวกมันจะทำให้เมื่อพวกคุณดูหนังจบแล้ว แทบอยากจะวิ่งไปซื้อตุ๊กตาเจ้าพวกนี้มาครอบครอง

 

 

                แน่นอนว่านี่อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่ที่เหมาะสมจะเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์สักครั้ง ยิ่งหากคุณเป็นแฟนของ Star Wars แล้วละก็ใน ปัจฉิมบทเจได บทนี้จะทำให้คุณมีความสุขอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน นี่คือภาพยนตร์ส่งท้ายปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย และสุดท้ายเราขอยืมคำพูดของลุค สกายวอล์คเกอร์ในตัวอย่างภาพยนตร์มาบอกทุกคนว่า...

 

“เรื่องราวมันจะไม่มีทางจบในแบบที่เธอคิด!”

 

#Maytheforcebewithyou #Always

#RIPPrincessLeia

 

Star Wars The Last Jedi

ปัจฉิมบทแห่งเจได

ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ พิเศษในระบบ IMAX และ 4DX

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram