ข้อมูลภาพยนตร์จากเรื่อง Prometheus

ข้อมูลภาพยนตร์จากเรื่อง Prometheus

เซอร์ ริดลีย์ สก็อตต์ ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังที่สร้างภาพยนตร์แนวไซไฟรูปแบบใหม่ขึ้นมา เขาเคยทำหน้าที่ควบคุมภาพยนตร์ที่มีการผสมผสานระหว่างแนวไซไฟกับแนวสยองขวัญอย่างโด่งดัง เรื่อง Alien ตามมาด้วยเรื่อง Blade Runner ซึ่งเป็นหนังที่ได้รับการนับถือและมีอิทธิพลในยุคของเรามาก ภาพยนตร์ได้นำเสนอเอกลักษณ์ของเขาด้านแอ็คชั่น ความตื่นเต้น ความน่ากลัว และทวีตัวเพิ่มขึ้นเมื่อภาพยนตร์เรื่อง Prometheus จะมีการฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกเดือนมิถุนายนนี้ สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Prometheus สก็อตต์ได้สร้างตำนานใหม่ขึ้นมาในรูปแบบของทีมของผู้สำรวจที่ค้นพบเบาะแสต้นกำเนิดของมนุษย์บนโลก ซึ่งพาพวกเขาไปสู่การเดินทางสุดระทึกขวัญโดยยานอวกาศโพรมีธีอุสเพื่อไปยังดินแดนลึกลับแห่งจักรวาล ที่นั่นพวกเขาต้องต่อสู้บนสังเวียนที่น่าสยองเพื่อปกป้องชะตากรรมของมวลมนุษย์ แม้ว่าริดลีย์ไม่ได้ควบคุมหนังไซไฟมาเป็นเวลา 30 ปี แล้ว แต่เขายังคงให้ความสนใจในหนังแนวนี้มากเท่าเดิม เขาเคยสร้างภาพยนตร์สองเรื่องที่มีการนับถือมากที่สุดตลอดกาล การหวนกลับมาของเขาเป็นเพียงชนวนจากไอเดียอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของเขาเท่านั้น  “ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา พวกเราได้สัมผัส ‘หนังแอ็คชั่นสุดมัน’ และ ‘สัตว์ประหลาดสุดสยอง’ และ ‘หนังไซไฟที่สนุก” สก็อตต์กล่าว “คำถามพื้น ๆ คือเราจะสร้างความเป็นต้นฉบับขึ้นมาได้อย่างไร?” “เหตุผลที่หลายปีนี้ผมไม่สร้างหนังไซไฟเรื่องอื่นขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมยุ่งกับการสร้างหนังเรื่องอื่นและศึกษาหนังแนวอื่น และบอกตามตรงว่าผมไม่พบสิ่งที่คุ้มค่าพอให้ผมสร้าง มันต้องมีข้อมูลจริง ความแปลกใหม่ ความเข้มข้นอยู่มากพอ ซึ่งหนังเรื่อง   Prometheus มีครบทั้งสามประการ” แนวคิดของเรื่อง Prometheus เริ่มจากการจินตนาการนึกถึงเรื่อง Alien เพียงช่วงสั้น ๆ ซึ่งอาจจะถูกหลงลืมหลังจากที่ชื่อเรื่องเคยปรากฏบนหน้าจอภาพยนตร์ แต่สิ่งมีชีวิตลึกลับนั้นเป็นซากสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่ระเบิดหน้าอกออกมาได้ ซึ่งทำให้นามของ สเปซ จ็อคกีย์ เป็นที่จดจำได้เป็นอย่างดีว่าเป็นผู้ที่ปลุกชีพของมันขึ้นมา “สิ่งที่ยังคงอยู่กับผมตั้งแต่เรื่อง Alien คือความลึกลับที่อยู่เบื้องหลังมัน” สก็อตต์กล่าว เขาเป็นใคร? เขามาจากไหน? เขามาทำอะไร? เขามีเครื่องยนต์กลไกอย่างไร? ผมคิดว่าคำถามเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียที่มีความยิ่งใหญ่มากขึ้น” เพราะฉะนั้นแน่นอนว่า Prometheus เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหลายปีที่แล้ว ราวกับเป็นภาพยนตร์ก่อนเรื่อง Alien ที่สก็อตต์ใส่ไว้ใน “อีกโลกหนึ่ง” ภาพยนตร์มีความเกี่ยวข้องและให้นิยามถึงแนวคิดและคำถามใหม่ ๆ ที่ถ่ายทอดจินตนาการอันน่ากลัวของผู้สร้างภาพยนตร์ออกมา สก็อตต์เล่าว่า “ตำนานอลังการฉบับใหม่ได้ก่อกำเนิดเป็นภาพยนตร์จากขั้นตอนการสร้างสรรค์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวดั้งเดิม แฟน ๆ ที่มีความช่างสังเกตจะนึกถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของดีเอ็นเอในเรื่อง Alien แต่พูดได้ว่าไอเดียต่าง ๆ ที่ควบคุมหนังเรื่องนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ เข้าถึงยากและมีความเร้าใจ ภาพยนตร์เรื่อง Prometheus เป็นเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์อย่างที่ผมค้นหา” จอน  สเปตส์ ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์กล่าวเสริม “ความลำบากที่สุดสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา คือการไม่ได้รับข้อมูลใดเลย ต้องสร้างเรื่องขึ้นมาทุกอย่าง ในการสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาร่วมกับริดลีย์ สก็อตต์ เหมือนผมมีผ้าใบผืนยักษ์ไว้วาดภาพ” และเดม่อน ลินดีลอฟ ผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์/ผู้อำนวยการสร้างบริหาร กล่าวว่า “ผมติดภาพกับจินตนาการที่สร้างสรรค์ของริดลีย์สำหรับหนังเรื่องนี้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันมีความกล้าหาญ มีการใช้สัญชาตญาณและมีความหวัง ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้” เมื่อบทภาพยนตร์มีการพัฒนาขึ้นมา ไอเดียต่าง ๆ ของเรื่องที่มีความสำคัญก็เกิดขึ้น: ในระหว่างการเดินทางเพื่อไปพบกับสิ่งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็น “ผู้สร้าง” ของพวกเขา ซึ่งน่าจะเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาบนโลกของเรา ลูกเรือของยานโพรมีธีอุสและบริษัทขนาดยักษ์ที่เป็นกองทุนให้ภารกิจนับล้านล้านกำลังตั้งใจท้าทายพระเจ้า และเมื่อได้พบกับสิ่งมีชีวิตตามตำนานกรีกซึ่งเป็นที่มาของชื่อยานแล้ว การท้าทายกับพระเจ้าจึงเป็นไอเดียที่แย่มาก  “ใจความของการเปรียบเทียบในภาพยนตร์หมายถึง โพรมีธีอุส ไททันแห่งกรีกผู้ท้าทายอำนาจพระเจ้าด้วยการมอบลูกไฟประทานให้กับมวลมนุษย์ เขาจึงถูกลงโทษอย่างน่าสยอง” สก็อตต์อธิบาย “เมื่อเราพูดถึงตำนานอันเป็นที่อ้างอิงของชื่อเรื่องแล้ว เรากำลังเข้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษย์กับพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้สร้างเรามา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราท้าทายอำนาจพระเจ้า” แต่สุดท้ายแล้วโพรมีธีอุสคือจุดศูนย์กลางของ … พวกเรา ลินดีลอฟกล่าว “มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติในอนาคต การท้าทายกับความสามารถของหลักวิทยาศาสตร์ที่เราชื่นชมมากที่สุดกับแนวคิดตามหลักเหตุและผล” ทีมนักวิทยาศาสตร์และผู้สำรวจบนยานโพรมีธีอุส ไม่มีจุดหมายใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเดินทางไปหาคำตอบในข้อสงสัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่มีความลึกซึ้ง นักวิทยาศาสตร์หนุ่มมสาวผู้อัจฉริยะทั้งสอง ชอว์ (นูมี ราเพซ) และ ฮอลโลเวย์ (โลแกน มาร์แชล-กรีน) ซึ่งมีแรงจูงใจตรงกันข้ามกันเป็นผู้นำการเดินทาง ชอว์เป็นผู้มีความศรัทธา  เธออยากพบกับ “พระเจ้า” ในแบบที่ใกล้เคียงกับจินตนาการของเธอด้านศาสนาที่เก่าแก่ ขณะที่ฮอลโลเวย์กำลังมองหาข้อหักล้างความคิดทางศาสนาพวกนี้ จากภารกิจของพวกเขาในฐานะของนักโบราณคดี พวกเขาได้พบกับร่องรอยพิคโทรแกรมในถ้ำของอารยธรรมโบราณจากทั่วโลก ทั้งหมดเจาะจงไปที่สถานที่แห่งเดียวกันในจักรวาลอันไกลลับตา จึงมีการโน้มน้าวบริษัท Weyland Industries ให้มาจัดสรรทุนสำหรับภารกิจนี้ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับความน่ากลัวที่พวกเขาต้องพบอย่างคาดไม่ถึงมาก่อน “ตอนที่ชอว์กับฮอลโลเวย์นึกถึงภารกิจ พวกเขาคิดว่าจะได้พบกับสิ่งที่มีความเมตตา ซึ่งอาจมีคำตอบให้กับปริศนาเรื่องสำคัญของเรา” ไมเคิล เอลเลนเบิร์ก ผู้อำนวยการสร้างบริหารเล่า “พูดอีกแง่หนึ่งคือพวกเขาหวังว่าจะได้พบกับพระเจ้า และคนเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีความหลงใหล พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อันตรายจากคำว่าเหนือมนุษย์” “ลูกเรือของยานโพรมีธีอุสคิดว่ากำลังมุ่งหน้าสู่สรวงสวรรค์ เพื่อพบกับคำตอบให้กับปริศนาทั้งหมด แต่สิ่งที่พวกเขาพบกลับเป็นโลกที่มีความลึกลับ มีความพลิกผันและน่าหวาดผวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้” จอน สเปตส์ กล่าวเสริมว่า “ความเยือกเย็นและบรรยากาศที่เลวร้ายมันเหมือนกับนรกมากกว่าสวรรค์” ในภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อตต์ซึ่งรวมถึงเรื่อง Prometheus การค้นพบที่สำคัญมักขัดกับสิ่งที่คาดคิดไว้เสมอ “นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวมีความสนุก” ผู้สร้างภาพยนตร์กล่าว “เรื่องราวของเราเกี่ยวกับความเป็นจริงเรื่องสิ่งที่อาจอยู่ที่นั่น ซึ่งในที่นี้เป็นมุมมองที่น่าตกใจมาก ความเป็นไปได้มักสร้างเรื่องราวดราม่าที่ยอดเยี่ยมและน่ากลัวได้เสมอ และเป็นโอกาสให้ผมได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน” ในโลกใบนั้นทีมสำรวจได้พบกับอารยธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งถูกควบคุมโดยองค์ประกอบที่น่ากลัว รวมถึงลักษณะทางชีววิทยาและชีวกลศาสตร์เพียงชั่วพริบตาก็สามารถทำลายเหยื่อหรือเลวร้ายกว่านั้นได้ “มันทำให้เราเกิดข้อสงสัย” สก็อตต์กล่าว “ผลที่ตามมาจากการพบกับสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่า ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าเราและมีพลังราวกับเป็นพระเจ้าคืออะไร?” 

หรืออีกแง่หนึ่ง: อาจมีความยิ่งใหญ่บางสิ่งที่ไม่ควรถูกค้นพบ

ลูกเรือของยานโพรมีธีอุส

การมีนักแสดงนำหญิงที่มีความเข้มแข็งคือจุดเด่นอย่างหนึ่งของริดลีย์ สก็อตต์: ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ รับบทเป็น ริปลีย์ ในเรื่อง  Alien, จีน่า เดวิส และ ซูซาน ซารานดอน ในเรื่อง Thelma and Louise, เดมี่ มัวร์ ในเรื่อง GI Jane… และคนอื่น ๆ ภาพยนตร์เรื่อง Prometheus ไม่ได้มีตัวเอกสำคัญเพียงคนเดียว แต่ยังมีนักแสดงนำหญิงที่มีความแข็งแกร่งถึงสองคนที่มาเพิ่มความประทับใจให้แบบฉบับของสก็อตต์มากยิ่งขึ้น ตัวละครเอลิซาเบ็ธ ชอว์ของนูมี ราเพซเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความหวัง แต่พลิกบทเป็นนักสู้เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่เธอพบยังจุดหมายปลายทางของเธอ, วิคเกอร์ส ตัวละครของชาร์ลีซ ธีรอนเป็น “สัญลักษณ์” ที่แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของบริษัทกองทุนที่ยิ่งใหญ่ที่เดินทางไปยังโลกที่ส่อแววจะมีเรื่องร้าย ๆ ที่อยู่แสนไกล ความแข็งแกร่งของราเพซและการแสดงที่ดูอ่อนโยนในภาพยนตร์ต้นฉบับ เรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo ภาพยนตร์ตอนแรกของไตรภาคที่อิงมาจาก Millennium Trilogy สตีก ลาร์สสัน ที่สร้างความน่าสนใจให้ทั่วโลก รวมถึงความน่าสนใจของสก็อตต์ด้วย “นูมีผสมผสานไหวพริบที่หาได้ยากและบุคลิกของเธอไว้ในบทบาท” ผู้สร้างภาพยนตร์กล่าว “เธอรับบทนั้นในเรื่อง The Girl with the Dragon Tattoo ซึ่งมีพลังมาก ตอนที่ผมพบกับนูมี ผมคิดว่าเธอจะเป็นคนน่ากลัวและแข็งแกร่ง แต่ในทางกลับกันนูมีเป็นคนน่ารัก ใจดีและฉลาด มันเป็นการผสมผสานที่ยอดเยียมซึ่งทำให้เธอแสดงบทของชอว์ได้อย่างดี” โทรศัพท์จากริดลีย์ สก็อตต์เป็นเหมือนช่วงเวลาที่กำหนดเส้นทางอาชีพของนักแสดงทุกคน ซึ่งรวมถึงราเพซด้วย “หลังได้พบกับริดลีย์ ฉันคิดว่าหากสุดท้ายไม่ได้ร่วมงานกับเขาในเรื่อง Prometheus ฉันก็มีความสุขเพราะฉันมีช่วงเวลานี้ร่วมกับเขา” ปรากฏว่าบทบาท ชอว์ เป็นตัวละครที่สก็อตต์ต้องใช้เวลาคัดเลือกอยู่นานหลังจากทดสอบหน้ากล้องที่เขาร่วมงานกับผู้กำกับภาพ ดาริอุส วอลสกี, ASC.  “เราใช้อุปกรณ์การเก็บของ Panavision ที่ผู้ออกแบบฉาก อาเธอร์ แม็กซ์ ตกแต่งเพื่อให้ได้บรรยากาศที่ดูเป็นอุตสาหกรรม มีความลึกลับและสยอง แต่นูมีก็ทำลายบรรยากาศไปจนหมด” เอลเลนเบิร์ก กล่าว “พวกเราต่างรู้สึกตะลึงไปกับความโหด การมีพลังและการแสดงบนจอของเธอ” พลังที่แตกต่างกันแสดงออกให้เห็นในบทของ เมเรดิธ วิคเกอร์ส ผู้บริหาร Weyland Industries ที่อยู่บนยานโพรมีธีอุสเพื่อเป็นตัวแทนผลประโยชน์ลึกลับของบริษัท เมื่อชาร์ลีซ ธีรอนตกลงรับบทบาท ตัวละครวิคเกอร์สก็มีทิศทางที่น่าสนใจในแบบใหม่ ลินดีลอฟ เล่าว่า “ชาร์ลีซกับผมทำงานร่วมกันเพื่อทำให้ตัวละครมีความซับซ้อนมากขึ้น วิคเกอร์สเป็นตัวละครที่ผู้ชมอดที่จะเกลียดไม่ได้ แต่ก็มีหลายช่วงที่เราจะได้เห็นความอ่อนแอของเธอ และเริ่มเข้าใจได้ว่าทำไมและเพราะอะไรเธอกลายเป็นคนโลภที่มีความแข็งแกร่งมาก จุดนี้ทำให้เธอมีความน่าสนใจมากกว่าชอว์” ธีรอนสนใจในโอกาสที่จะได้สำรวจประเด็นต่าง ๆ ที่มีความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์จากทัศนคติที่แตกต่างร่วมกับทีมงานที่เหลือของภาพยนตร์ “สำหรับตัวละครวิคเกอร์ส การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ไปยังอีกโลกเป็นเวลาสองปีถูกย่อส่วนลงมาให้เหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจ เธอมีความคิดที่ค่อนข้างเรียบง่าย” นักแสดงหญิงกล่าว ถึงแม้มีการคำนึงถึงภารกิจ แต่มีความซับซ้อนและความลึกลับในเป้าหมายพื้นฐานของวิคเกอร์สยิ่งขึ้น “เธอเป็นคนลึกลับซับซ้อนและมีเงื่อนงำรายล้อมอยู่รอบตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันชอบมาก” ธีรอนกล่าว “วิคเกอร์สเป็นคนจริงจังและต้องการควบคุมสถานการณ์อย่างเสร็จสรรพ เธอต่อสู้กับทุกสิ่งที่ทุกคนในที่นั้นทำ และมันเห็นได้ชัดว่าเธอมีจุดมุ่งหมายเพียงสิ่งเดียวหรือซ่อนบางอย่างเอาไว้”  การทำหน้าที่ที่ดูเย็นชาของวิคเกอร์สอาจบรรยายได้ว่าดูราวกับเครื่องจักร แต่ลูกเรือบนยานอีกคนหนึ่ง เดวิด ที่รับบทแสดงโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ คือเครื่องจักรตัวจริง เขาเป็นแอนดรอยด์ของบริษัทที่สร้างขึ้นมา ขณะที่เดวิดมีความอัจฉริยะเหนือธรรมดาและมีความสามารถด้านอื่น ๆ สก็อตต์เล่าว่าหน้าที่ของเขาบนยานโพรมีธีอุสคือการเป็นทาสรับใช้ “โดยทั่วไปแล้วเขาเป็นคนทำความสะอาดยาน คอยจับตาดูทุกอย่างขณะที่ลูกเรือที่เป็นมนุษย์ถูกหยุดการเคลื่อนไหว [มีความสำคัญต่อการเดินทางในช่วงสองปี]”  ถึงอย่างไรเดวิดก็มีความเป็น “มนุษย์” มากกว่าที่คิดว่ามนุษย์สังเคราะห์จะเป็นได้ ลินดีลอฟอธิบายว่า: “เดวิดถูกวางโปรแกรมมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ลูกเรือ แต่เขาคิดว่าภารกิจเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะเขาอยู่ในบริษัทของผู้สร้างของเขา นั่นคือ มนุษย์ และเขารู้สึกไม่ประทับใจกับพวกเขาเลยสักนิด ผมถูกผลักดันไอเดียให้เขาโดนดูถูกอย่างชัดเจนเหมือนเขาถูกวางโปรแกรมมาให้โดนแบบนั้น” การผสมผสานกันระหว่างความฉลาดของเดวิดกับคำสั่งที่เขาต้องเป็นผู้รับใช้ ทำให้ภาพยนตร์มีช่วงที่ตลกอย่างไม่ทันตั้งตัว ตอนที่เราพบกับเดวิด เขาเหมือนกับเด็กที่อยู่ในสนามเด็กเล่น เพียงแต่สนามเด็กเล่นของเขาคือโพรมีธีอุส “ระหว่างที่ลูกเรือคนอื่นต้องจำศีล เดวิดสนุกสนานกับตัวเองด้วยการซ่อมแซมยานด้วยเทคนิคต่าง ๆ ได้อย่างน่าประหลาด” ฟาสเบนเดอร์กล่าว และเดวิดก็เหมือนเด็กที่สนุกกับการดูหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพยนตร์ที่น่าประทับใจของเขาคือผลงานชิ้นเอกเรื่องยิ่งใหญ่ของเดวิด ลีน เรื่อง Lawrence of Arabia เดวิดเหมือนกับ ที.อี.ลอว์เรนซ์ ของปีเตอร์ โอ’ทูลในผู้ชายที่มีหลากหลายรูปแบบ ลินดีลอฟกล่าวเสริมว่า “ลอว์เรนซ์เหมือนคนต่างถิ่นที่ไปอยู่ต่างเมือง เขาจินตนาการว่าตัวเองเป็นนักกู้อิสรภาพ  และทุกอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของเดวิด” นอกจากนั้นเดวิดมีมุมมองเกี่ยวกับลูกเรือที่เป็นมนุษย์ว่าเหมือนเด็ก “เขาขี้อิจฉาและหยิ่งเพราะคิดว่าความรู้ของเขามันครอบคลุมทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นคือเขาเหนือกว่าพวกมนุษย์” ฟาสเบนเดอร์กล่าว “เดวิดอยากเป็นที่นับถือและได้รับการยกย่องในความฉลาดของเขา แต่ยังไม่มีใครมีเวลาใส่ใจเขา พวกเขาไม่ยอมรับเดวิดและนั่นทำให้เขาผิดหวัง เดวิดก็เหมือนกับเด็กที่อาจกล้าตัดสินใจมีการตัดสินใจที่ชัดเจน” สก็อตต์บรรยายถึง เจเน็ค กัปตันของยานโพรมีธีอุสไว้ว่าเป็น “ลูกเรืออาวุโส”  – ลูกเรือสมัยก่อนสุดคลาสสิคและเป็นคนที่มีความชัดเจนในภารกิจตั้งแต่แรกเริ่มว่าต้องปกป้องยานและลูกเรือ ความมุ่งมั่นและหน้าที่ของเขาทำให้เขามีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากเป้าหมายที่น่าตื่นเต้นของชอว์และฮอลโลเวย์ และผลประโยชน์ของบริษัทที่เลวร้ายอย่างวิคเกอร์ส ไอดริส เอลบ้า นักแสดงชายชาวอังกฤษผู้รับบท เจเน็ค กลับมาร่วมงานอีกครั้งหลังจากที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล เรื่อง American Gangster ท่าทางที่น่ากลัวของเอลบ้าและการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่องนั้นทำให้สก็อตต์เกิดความประทับใจในตัวเขาเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับการแสดงสุดแสบของนักแสดงชายที่รับบทเป็นผู้ค้ายาที่มีอิทธิพล สตริงเกอร์ เบล ในซีรี่ส์เรื่อง The Wire และเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีความซับซ้อนในเรื่อง Luther เอลบ้าบรรยายถึงตัวละครเจเน็คว่า “เป็นทั้งผู้ดูแลเรือและเป็นลูกเรือ นั่นล่ะชีวิตของเขาและชีวิตลูกเรือคือหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา ในที่สุดเขาได้มีการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่เพิ่มความเป็นมนุษย์ให้เขาขึ้นมา”  โลแกน มาร์แชล-กรีน รับบทแสดงเป็น ฮอลโลเวย์ คู่คิดของชอว์ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ผู้ร่วมภารกิจค้นหาคำตอบของข้อสงสัยที่มีความหมายต่อมวลมนุษย์เป็นอย่างมาก ฮอลโลเวย์ต้องการคำตอบไม่ต่างจากชอว์ แต่เขาคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาของพวกเขาจะต่างจากที่ชอว์คาดไว้ “ชอว์เป็นหัวใจสำคัญของการค้นหา; ส่วนฮอลโลเวย์เป็นเหมือนไหวพริบ” มาร์แชล-กรีนกล่าวเสริม “ผมคิดว่าฮอลโลเวย์กำลังหาคำตอบในข้อสงสัยที่สำคัญทั้งหลาย เพราะเขาจะเต็มที่ตลอดเวลา เขาเต็มที่กับทุกสิ่งที่เขาทำ บางครั้งก็ทำให้ทีมดีขึ้นหรือแย่ลง ผมคิดว่าสิ่งที่ผลักดันเขาคือความตื่นเต้นของการค้นหา” 

เกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์

ถึงแม้ริดลีย์ สก็อตต์จะมีการใช้ “เทคนิคและลูกเล่นใหม่” ของภาพยนตร์มาอย่างยาวนาน เช่น การสร้างภาพขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ เขาก็ยังรู้ถึงความเชื่อมั่นในการสร้างภาพยนตร์ที่เขาเรียกว่า “วัตถุของจริง” เช่น ฉากทั้งหลายที่เป็นของจริง ซึ่งจริง ๆ แล้วภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องในทุกวันนี้มีการไว้วางใจเทคนิค CGI เป็นอย่างมาก ภาพยนตร์เรื่อง Prometheus เป็นหนังที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็น ภาพยนตร์มีการนำเสนอโลกแห่งไซไฟขนาดยักษ์ที่มีการก่อสร้าง ฉากต่าง ๆ และมีการแสดงผาดโผนของจริง มันทำให้สัมผัสถึงความสมจริงได้อย่างน่าประทับใจ ฉากหนึ่งมีความน่าประหลาดใจกว่าฉากต่อ ๆ ไป หนึ่งในทีมผู้สร้างเล่าว่า “ริดลีย์ได้สร้างพื้นที่ของมนุษย์ต่างดาวสุดยิ่งใหญ่ขึ้นมาบนโลก” เหล่านักแสดงและทีมงานรู้สึกตกใจกับความสามารถของผู้ออกแบบฉาก อาเธอร์ แม็กซ์ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเขา “มันอาจจะยากในการกล่าวเกินความเป็นจริงถึงความรู้สึกที่ได้เดินบนฉากเหล่านั้น” อัลเลนเบิร์กกล่าว “มันสร้างแรงบันดาลใจได้หลายระดับ มันมีเรื่องของความรู้สึกจากภายในที่บรรยายไม่ได้หลายอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเราถ่ายทำภาพยนตร์บนฉากจริง ทุกคนแสดงได้เป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวามากขึ้นเพราะมันรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องจริง รายละเอียดการออกแบบทุกอย่างสร้างมาจากข้อมูลอ้างอิงที่มีจริงบนโลก แนวคิดต่างๆ ที่มีจริง และความเชื่อต่างๆ บนโลก ซึ่งความเชื่อบางอย่างเป็นเพียงความคิดที่ล่องลอย แต่เป็นสิ่งที่มาจากโลกของเรา และหากเราสังเกตผู้คนที่หวาดกลัวและเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา ไม่ว่าทางร่างกายหรือความรู้สึกจะต้องเป็นฉากจริงเท่านั้น” มีการถ่ายทำภาพยนตร์ในโรงถ่าย 5 แห่งที่ Pinewood Studios ในอังกฤษ รวมถึงโรงถ่าย “007” ที่มีชื่อเสียง (หนึ่งในโรงถ่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วยพื้นที่ประมาณ 59,000 ตารางฟุต) เพราะพื้นที่ของสตูดิโอมีขนาดเล็ก ผู้สร้างภาพยนตร์จึงต้องใช้โรงถ่าย 5 แห่งสร้างฉากของภาพยนตร์มากกว่า 16 ฉาก และต้องเพิ่มขนาดของโรงถ่าย 007 อย่างน้อยเป็นสามเท่า การถ่ายทำภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2010 แม้ว่าการทำงานในช่วงแรกจะมีการเริ่มงานล่วงหน้านานมาก อาร์เธอร์ แม็กซ์ ไม่ได้ออกแบบเพียงยานอวกาศและยานยนต์เท่านั้น แต่ยังออกแบบทิวทัศน์ของดวงดาวที่ผู้เดินทางได้เดินทางไป และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมถึงยานอวกาศที่พวกเขาพบที่นั่น สำหรับยานโพรมีธีอุส แม็กซ์เล่าว่าเขาต้องการ “สร้างสิ่งที่ล้ำสมัยซึ่งเป็นตัวแทนของยานแม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีทุกอย่างเพื่อสืบค้นมุมที่ลึกที่สุดของกาแล็คซี่ เรามีการสังเกตการออกแบบหลายอย่างจาก NASA และ European Space Agency และใช้ไอเดียเหล่านั้นมาสร้างบรรยากาศของการเดินทางอวกาศ ซึ่งอาจก่อกำเนิดเหมือนกับการสร้างคนอีกยุคหนึ่งจากนี้ไป” จากนั้นแม็กซ์ได้ออกแบบโครงสร้างด้านในของยานและการทำให้มันสอดคล้องกับโครงสร้างภายนอก ตัวเชื่อมของโพรมีธีอุสเป็นฉากสองชั้นที่ได้รับความใส่ใจอย่างมากในรายละเอียดและเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์ รวมถึงตัวพันรอบขนาดยักษ์ที่มีลักษณะเหมือนเพชรพลอย และที่บังลมหน้าตาตลกด้านหน้าสิ่งก่อสร้าง บางทีฉากซับซ้อนที่สุดในยานโพรมีธีอุสคือส่วนที่พักของวิคเกอร์ส ซึ่งมีความหรูหราเหมือนอพาร์ทเมนท์ Fifth Avenue มากกว่าที่จะเป็นห้องควบคุมการบินที่อยู่ท่ามกลางดวงดาว ห้วงอวกาศมีความสุกสกาวงดงามด้วยการตกแต่งจากผู้ออกแบบทั้งเก่าและใหม่ รวมถึงเปียโน Fazoili โคมไฟ  Swarovski และอุปกณ์ทางการแพทย์ที่มีความล้ำสมัยผสมผสานกับเตียงตรวจร่างกายโดยหุ่นยนต์ (Med-pod) ซึ่งมันสามารถรักษาทางการแพทย์ได้ทุกอย่าง…หรือผ่าตัดฉุกเฉินได้ เตียงตรวจร่างกายแบบใสซึ่งปรากฏในฉากหนึ่งของภาพยนตร์อย่างชัดเจน มีการผสมผสานของฉากแอ็คชั่น ความน่ากลัว ความสยดสยองในแบบที่ไม่เคยพบมาก่อนในภาพยนตร์ “สิ่งที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายมากอย่างที่เราอาจ (หรืออาจไม่) จินตนาการเอาไว้” ราเพซกล่าว ฉากอื่นๆ ที่อยู่ภายในยานโพรมีธีอุส ได้แก่ ห้องทดลองที่ลูกเรือจะนำสิ่งที่ค้นพบมาทำการวิเคราะห์; ห้องเตรียมความพร้อมที่ลูกเรือจะสวมเครื่องแต่งกายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจ; ห้องนอนในอวกาศที่เดวิดเฝ้าดูลูกเรือตลอดการเดินทางของพวกเขาไปยังดวงดาวเป็นเวลาสองปี; ห้องอาหารที่มีอุปกรณ์ไฮเทคเรียงรายกันอย่างน่าอัศจรรย์ และที่พักของลูกเรือ ฉากที่มีความอลังการของแม็กซ์ที่ทำให้ดาวเอเลี่ยนดูมีชีวิตขึ้นมา ได้แก่ พีระมิดที่มี Juggernaut ยานเกือบจะชนยานที่มีลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยวที่เห็นในเรื่อง Alien มีการใช้ห้องโถง ทางเดินยาวและอุโมงค์หลายชุดมาเชื่อมกันเป็นห้วงอวกาศขนาดใหญ่ หลังจากช่วงโพสต์-โพรดักชั่นยานมีขนาดใหญ่เท่าตึก Empire State มันเป็นโพรงขนาดใหญ่ที่ลูกเรือก็ต้องเสียสูญ สำหรับภายนอกของยานในพื้นที่โรงถ่าย Pinewood แม็กซ์และทีมงานของเขาได้สร้างโรงเก็บยานโพรมีธีอุส ซึ่งเป็นหนึ่งในสามฉากที่อยู่ด้านล่างของตัวยาน ฉากขนาดใหญ่เป็นที่เก็บยานยนต์ของลูกเรือซึ่งมีการสร้างขึ้นจากการร่างแบบ  “เราต้องสร้างยานยนต์ที่ขับเคลื่อนได้จริงบนพื้นที่อันตรายที่มีความขรุขระและมีหินเยอะ แม็กซ์กล่าว “เราต้องการระบบการคมนาคมที่ดูเป็นอุตสาหกรรมพอที่จะใช้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ และขณะเดียวกันก็มีลักษณะแห่งความล้ำสมัยให้เราด้วย” มันต้องใช้เวลาสร้างยานพาหนะที่มีความทนทานเหล่านี้ถึง 11 สัปดาห์ จัดการเรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย หลอดไฟ LED เบาะที่นั่ง ทุกอย่างต้องเป็นโลหะเงาที่ดูเป็นประกายอย่างสมบูรณ์ หลังจาก 15 สัปดาห์ที่ Pinewood เหล่านักแสดงและทีมงานย้ายสถานที่ไปยังไอซ์แลนด์เพื่อถ่ายทำฉากสำคัญอย่างฉากเปิดตัวของเรื่อง ในตัวเมือง Hekla การสร้างภาพยนตร์ถ่ายทำฉากแอ็คชั่นที่มีความยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้น ขณะที่ภูเขาไฟที่กำลังระอุแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์ส่อแววระเบิด ส่วนฉากอื่น ๆ มีการถ่ายทำที่น้ำตกที่น่าประทับใจใน Dettifoss แม็กซ์ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทุกอย่างเท่า ๆ กัน เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยร่วมงานกับสก็อตต์อยู่บ่อย ๆ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แจนตี้ เยทส์ เจ้าของรางวัล Academy Award® กล่าวว่า “ริดลีย์ยืนยันที่จะไม่ให้ชุดดูพองแบบชุดอวกาศ NASA อย่างที่ผู้ชมรู้จักเป็นอย่างดี” เยทส์กล่าว “เขาชอบลักษณะที่เป็นแนวตรง เราจึงออกแบบใหม่ โดยอออกแบบชุดอวกาศที่เหมือนเป็นการพัฒนาขึ้นทางวิศวกรรมชีวเวชจากผิวหนัง และวัสดุต่าง ๆ ที่นำมาสร้างชุดมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น และให้ความรู้สึกสบายในสภาพนอกโลกทุกแบบ เครื่องแต่งกายแต่ละชุดประกอบด้วยชุดอวกาศภายนอกและชุด Neoprene ด้านใน ซึ่งมีหมวกและกระเป๋าสะพายหลังเชื่อมติดอยู่ด้วย สก็อตต์ได้ข้อกำหนดมาว่าหมวกต้องมีลักษณะเป็นทรงกลมแบบไม่มีที่บังตา หมวกแต่ละใบจะมีจอวีดีโอสำหรับการทำงาน 9 จุด มีไฟ มีออกซิเจนจากพัดลม 2 ตัวพร้อมแบตเตอรี่ที่อยู่ในกระเป๋าหลัง ด้านนอกของหมวกมีไฟฉายที่มีประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แบบและมีกล้อง HD พร้อมเครื่องส่งและเครื่องบันทึกภาพ เครื่องแต่งกายในฉากของเดวิดคล้ายกับเครื่องแต่งกายของมนุษย์ แต่มีความละเอียดเพื่อให้ดูเนี๊ยบมากกว่า ธีรอสสวมชุดผ้าขนแกะที่สวยงามด้วยสีเงิน “วิคเกอร์สเหมือนราชินีน้ำแข็ง จินตนาการของเราคือทำให้เธอดูเหมือนรูปปั้นเท่าที่จะทำได้” เยทส์อธิบาย เขาคิดเปรียบเทียบเจเน็คกับเรื่องทางเรืออยู่ตลอด แจนตี้ให้เอลบ้าสวมแจ็คเก็ตที่เปื้อนคราบน้ำมันอเพื่อให้เขาดูเหมือนเป็นผู้คุมยานมาแล้วเป็นเวลาหลายปี มาร์แชล-กรีนผู้รับบทเป็นฮอลโลเวย์ต้องมีลักษณะดูสบาย ๆ ในชุดที่มีหมวกคลุม ใส่กางเกงเหมือนชาวประมงไทยและรองเท้าแตะอย่างดูไม่จงใจ ความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในภาพยนตร์เป็นผลงานของผู้ควบคุมด้านการสร้างสรรค์ของเอ็ฟเฟ็กต์สิ่งมีชีวิตและการแต่งหน้าสเปเชียลเอ็ฟเฟ็กต์ นีล สแกนลัน และผู้ควบคุมด้านการแต่งหน้าเทียม โคนอร์ โอ’ซัลลิแวน “เรานำเสนอวิวัฒนาการของสัตว์ประหลาดที่น่าขยะแขยงให้เห็น ซึ่งชิ้นส่วนต่างๆ พัฒนาขึ้นให้สมเหตุสมผลและตามความนิยมในหลักชีววิทยา” สก็อตต์กล่าว สแกนลันกล่าวเสริมว่า “แต่ละช่วงของวัฏจักรชีวิตของสิ่งมีชีวิตจะมีจุดมุ่งหมายที่มีความโดดเด่นออกมา สำหรับด้านชีววิทยานอกพิภพของเรา เราใส่องค์ประกอบใหม่ต่างๆ ที่ไม่มีความสำคัญในอดีตจากเรื่อง Alien เข้าไป แต่ก็มีความคล้ายกับดีเอ็นเอ การอ้างอิงหลายอย่างของริดลีย์เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ผัก สิ่งมีชีวิตทางทะเลและสัตว์อื่นๆ ไม่ได้มีการกุเรื่องขึ้นมา”  ภาพยนตร์เรื่อง Prometheus เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของสก็อตต์ที่ถ่ายทอดในระบบดิจิตอลและในรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีความท้าทายทางด้านเทคนิคและการใช้จังหวะแห่งความงดงามของผู้สร้างภาพยนตร์ สก็อตต์และโวลสกีใช้เทคโนโลยีมาปรับปรุงฉากแอ็คชั่นและความน่าตื่นเต้นในห้วงอวกาศที่ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เล็กๆ รวมถึงภาพทิวทัศน์ที่มีความยิ่งใหญ่ภายในเรื่อง ในการหวนคืนสู่ภาพยนตร์แนวที่เขาช่วยสร้างนิยามเอาไว้ ริดลีย์ สก็อตต์ยังคงผลักดันขอบเขตแห่งการถ่ายทอดเรื่องราวต่อไปทั้งในด้านของภาพที่ปรากฏและเนื้อหาของเรื่อง อย่างที่เขาบอกว่าเขาคือ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ตั้งแต่การร่างเรื่องราวไปจนถึงการคัดเลือกนักแสดง ตั้งแต่ฉากต่าง ๆ และเครื่องแต่งกายไปจนถึงการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใหม่ ๆ และขณะที่ผู้สร้างภาพยนตร์ผู้เลื่องชื่อกำลังสร้างความสะพรึกลัวให้คุณ เขาก็ไม่ปล่อยโอกาสในการนำเสนอความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ “หลังจากที่คุณได้ชมเรื่อง Prometheus” สก็อตต์กล่าวสรุปว่า

“คุณจะได้สัมผัสกับสิ่งที่คาดไม่ถึง”

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram