Ouija กระดานผีกระชากวิญญาณ หลอนระทึกสุดแรง คว้าแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ สัปดาห์นี้

Ouija กระดานผีกระชากวิญญาณ หลอนระทึกสุดแรง คว้าแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ 

Ouija กระดานผีกระชากวิญญาณ มาพร้อมความหลอนระทึกสุดแรง คว้าแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐอเมริกาสัปดาห์นี้ ด้วยรายได้ 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการฉายใน 2,858 โรงภาพยนตร์ เตรียมระทึกขวัญไปกับ Ouija (วีจี) กระดานผีกระชากวิญญาณ ภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติ เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่ต้องเผชิญกับความกลัวสุดสะพรึงจากพลังมืดของกระดานโบราณ หนุ่มสาววัยรุ่นกลุ่มนี้ใช้กระดานนี้ติดต่อกับวิญญาณ เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของเพื่อนรัก แต่กระดานนี้กลับนำไปสู่เหตุการณ์สุดสยองอย่างไม่คาดคิด ภาพยนตร์มีกำหนดฉาย 13 พฤศจิกายน นี้ Ouija กระดานผีกระชากวิญญาณ นำแสดงโดย โอลิเวีย คุ้ก, อนา โคโต และ ดาเรน ซากาคอฟฟ์  กำกับการแสดงโดย สไตล์ส ไวท์ โดยไวท์รับหน้าที่เขียนบทร่วมกับจูเลียต สโนว์เด็น ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานจากผู้สร้างระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม และ แบรด ฟูลเลอร์ จากแพลตตินัม ดูนส์ ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ดังอย่าง The Purge, The Texas Chainsaw Massacre และ Friday The 13Th ร่วมกับ เจสัน บลัม จาก บลัมเฮาส์ โปรดักชั่นส์ ผู้สร้างแฟรนไชส์ Paranoramal Activitiy และ Insidious  

เตรียมใจให้พร้อม: นี่ไม่ใช่แค่เกมเล่นสนุกๆ “ใช่”  “ไม่ใช่”  “ลาก่อน”  ถ้อยคำเหล่านี้ที่ถูกพิมพ์ลงบนกระดานเรียกผี (วีจี) สุดคลาสสิกดูเหมือนเป็นถ้อยคำธรรมด๊าธรรมดา แต่ฮัลโลวีนนี้  ทุกคนจะได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวิญญาณผีร้ายไม่ยอมพูดคำว่า “ลาก่อน” พบกัน 13 พฤศจิกายน นี้ ในโรงภาพยนตร์

“ใช่” “ไม่ใช่” “ลาก่อน”
ถ้อยคำเหล่านี้ที่ถูกพิมพ์ลงบนกระดานเรียกผี (วีจี) สุดคลาสสิกดูเหมือนเป็นถ้อยคำธรรมด๊าธรรมดา แต่ฮัลโลวีนนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าวิญญาณผีร้ายไม่ยอมพูดคำว่า “ลาก่อน” ทีมหุ้นส่วนของบริษัท แพล็ตตินั่ม ดูนส์ อันได้แก่ ไมเคิล เบย์ (ภาพยนตร์แฟรนไชส์ Transformers, Teenage Mutant Ninja Turtles, Pain & Gain), แบร็ด ฟูลเลอร์ (ภาพยนตร์ชุด The Purge, Teenage Mutant Ninja Turtles, A Nightmare on Elm Street) และแอนดรูว์ ฟอร์ม (ภาพยนตร์ชุด The Purge, Teenage Mutant Ninja Turtles, The Texas Chainsaw Massacre) ร่วมมือกับ เจสัน บลัม จากบลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ (Paranormal Activity, The Purge, ภาพยนตร์ชุด Insidious) และผู้อำนวยการสร้าง เบนเน็ตต์ ชแนร์ (Battleship, ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Jem and the Holograms) เพื่อนำภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่อง Ouija มาขึ้นจอ เมื่อกลุ่มเพื่อนต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวสุดสยองพองขน เมื่อพวกเขาดันหลงไปติดต่อกับพลังมืดจากโลกแห่งวิญญาณ สิ่งที่เริ่มต้นด้วยการเป็นเกม กลับปลดปล่อยปีศาจร้ายที่มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่จะหยุดได้ หลังจาก เด๊บบี้ (เชลลี่ย์ เฮนนิก จากผลงานทางทีวีเรื่อง Teen Wolf) เพื่อนวัยเด็กของ เลน (โอลิเวีย คุ๊ก จากผลงานทางทีวีเรื่อง Bates Motel) เกิดเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เลน พร้อมด้วย พีท (ดักลาส สมิธ จาก Percy Jackson: Sea of Monsters) แฟนหนุ่มของเด๊บบี้ ค้นพบกระดานเรียกผีที่เป็นของโบราณอยู่ในห้องของเด๊บบี้ พวกเขาจึงพยายามใช้มันเพื่อจะบอก “ลาก่อน” กับเพื่อนรักของเธอ เมื่อวัยรุ่นที่อยากรู้อยากเห็น เริ่มถามคำถาม และเริ่มสงสัยถึงปริศนาการตายของเด๊บบี้ เลนพบว่าวิญญาณที่มาตอบคำถามในกระดานเรียกผี เรียกตัวมันเองว่า ดีซี และมันไม่ต้องการให้การพูดคุยผ่านกระดานเรียกผีนี้สิ้นสุดลง เมื่อเรื่องแปลกประหลาดเริ่มเกิดขึ้นเรื่อยๆ เลนไปขอความช่วยเหลือจาก ซาร่าห์ (อานา โคโต) น้องสาวของเธอ ให้มาร่วมช่วยแก้ปัญหา และช่วยกันค้นหาว่าดีซีเป็นใคร และมันต้องการอะไรจากพวกเธอ ที่เข้ามาร่วมมือกับสองพี่น้องในเกมอันตรายครั้งนี้ ก็คือ อิซาเบลล์ เพื่อนของเลน (เบียนก้า ซานโทส จากผลงานทางทีวีเรื่อง The Fosters) และ เทรเวอร์ แฟนหนุ่มของเลน (ดาเรน คากาซอฟฟ์ จากผลงานทางทีวีเรื่อง The Secret Life of the American Teenager) เมื่อกลุ่มเพื่อนห้าคนขุดลึกลงไปในประวัติศาสตร์บ้านของเด๊บบี้ พวกเขากลับพบว่าเด๊บบี้ไม่ใช่เหยื่อรายแรก และคงจะไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้ายด้วย และถ้าพวกเขายังหาวิธีปิดประตูที่พวกเขาเป็นผู้เปิดไม่ได้ พวกเขาก็จะต้องพบชะตากรรมแบบเดียวกับเพื่อนที่เป็นคนทำให้พวกเขาต้องเล่นเกมนี้ … สไตลส์ ไวท์ (ผู้เขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Possession, Knowing) ขอประเดิมงานกำกับเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่องนี้ที่เขียนบทโดยตัวเขาเอง และจูเลียต สโนว์เด้น (The Possession, Knowing) ที่เข้ามาร่วมทีมหลังกล้อง ก็คือ ผู้กำกับภาพ เดวิด เอ็มเมอริชส์ (X-Men: First Class, Teenage Mutant Ninja Turtles), โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แบร์รี่ โรบินสัน (X-Men Origins: Wolverine, Wedding Crashers), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แมรี่ เจน ฟอร์ต (ผลงานทางทีวีเรื่อง Do No Harm, Shark) และผู้ลำดับภาพ เคน แบล็คเวลล์ (The Cell, The Expendables) ดนตรีประกอบเป็นฝีมือการประพันธ์ของ แอนตัน แซนโก (The Possession, ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Visions) และผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ไมก์ สมิธสัน (Avatar, Thor: The Dark World) เข้ามาเป็นผู้แต่งหน้าสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ให้กับวิญญาณร้ายที่เฝ้ารอมานานหลายปีเพื่อให้มีผู้มาปลดปล่อย Ouija อำนวยการสร้างบริหารโดย สโนว์เด้น, คูเปอร์ ซามวลสัน (ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง The Boy Next Door), จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน-บริลล์ (The Purge) และไบรอัน โกลด์เนอร์ จากแฮสโบร (ภาพยนตร์แฟรนไชส์ Transformers) และสตีเฟ่น เดวิส (ภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Jem and the Holograms)
เบื้องหลังงานสร้าง เผยความเป็นมา: กำเนิดกระดานเรียกผี
ประวัติความเป็นมาของเกมกระดานเรียกผีนั้นมีความลึกลับพอๆ กับตัวกระดานเอง … ในช่วงกลางยุค 1800s มีผู้คนจำนวนมากใช้กระดานเรียกผีนี้เพื่อติดต่อกับผู้เป็นที่รักที่จากไปก่อนวัยอันควร ในปี 1890 ผู้ประกอบธุรกิจ ชาร์ลส์ เคนนาร์ด และอัยการ เอลิจาห์ บอนด์ ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ผู้คนลุ่มหลงในเรื่องราวที่ไม่อาจไขปริศนาได้ พวกเขาจึงร่วมกันก่อตั้งบริษัท เคนนาร์ด โนเวลตี้ ขึ้นเพื่อผลิตและขาย “กระดานพูดได้” เหล่านี้ ตำนานเล่าว่าทางผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ได้ถามกระดานว่า จะให้พวกเขาตั้งชื่อมันว่าอะไร และกระดานนั้นสะกดคำว่า “O-U-I-J-A” และเมื่อลองถามถึงความหมายของคำนี้ กระดานนั้นตอบมาเป็นคำสะกดที่ว่า “G-O-O-D L-U-C-K” (โชคดี) ในช่วงต้นยุค 1900 เคนนาร์ดและบอนด์ได้ลาออกจากบริษัทแห่งนี้ และบริษัทถูกเปลี่ยนมาอยู่ในมือของ วิลเลี่ยม ฟัลด์ หนึ่งในพนักงานและผู้ถือหุ้นกลุ้มแรกของบริษัท ซึ่งยังคงผลิตเกมกระดานเรียกผีนี้ออกมา มันได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และประมาณยุค 1920s เกมนี้ดูจะกลายเป็นของสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป จน นอร์แมน ร็อคเวลล์ ยังถ่ายแบบคนคู่หนึ่งที่มีกระดานวีจีวางอยู่บนตักพวกเขาเพื่อนำไปขึ้นปก Saturday Evening Post อย่างไรก็ดี ฟัลด์เสียชีวิตในปี 1927 และกระดานวีจีก็ยังคงอยู่ยืนยาวต่อมาเมื่อลูกๆ ของเขาเข้ามาดูแลบริษัทนี้ต่อ ในปี 1966 ทายาทของฟัลด์ได้ขายสินทรัพย์กระดานวีจีนี้ให้กับ พาร์คเกอร์ บราเธอร์ส ซึ่งเริ่มต้นผลิตเกมนี้อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ในปี 1991 แฮสโบรได้ซื้อสิทธิ์มาจากพาร์คเกอร์ บราเธอร์ส และทำให้เกมนี้เป็นที่รู้จักของแฟนๆ วีจีรุ่นใหม่ ที่ต้องการสัมผัสกับปริศนาของกระดานพูดได้นี้ เจาะลึกกระดานเรียกผี: งานสร้างเริ่มต้น เมื่อหลายปีก่อน แฮสโบรและทีมผู้อำนวยการสร้างบล็อกบัสเตอร์ ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม และแบร็ด ฟูลเลอร์ จากบริษัท แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ได้ติดต่อ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เพื่อพูดคุยกันถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Ouija ให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างน้อย โดยจะพูดถึงด้านเหนือธรรมชาติของกระดานชื่อดังนี้ เจสัน บลัม จากบลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ ได้ถูกทาบทามและดึงตัวเข้ามาเพื่อความสมบูรณ์ของทีม ซึ่งรวมถึงผู้อำนวยการสร้าง เบนเน็ตต์ ชแนร์ จาก แฮร์โบร ซึ่งมีสัญญาผลิตภาพยนตร์หลายเรื่องกับบริษัท และนั่นก็ทำให้โปรเจ็กต์ Ouija เริ่มเดินหน้า สตีเฟ่น เดวิส ประธานบริษัท แฮสโบร สตูดิโอส์ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารของ Ouija เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของโปรเจ็กต์นี้ “แบรนด์วีจีนี้ให้พลังในการเล่าเรื่องสูงมาก ซึ่งเราทุกคนรู้ดีว่ามันจะต้องน่าติดตามเมื่อถูกนำมาแปลงขึ้นจอภาพยนตร์ เราทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส, แพล็ตตินั่ม ดูนส์ และบลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่น เพื่อนำตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเกมวีจีนี้มาสร้างให้มีชีวิตและทำให้มันกลายเป็นหัวใจของโครงเรื่องนี้” ฟอร์มยังพูดถึงการตัดสินใจที่จะสร้างภาพยนตร์ในแนวนี้ว่า “การมีเครื่องมือที่ทำให้คุณสามารถพูดกับวิญญาณได้ คือรากฐานที่สมบูรณ์สำหรับภาพยนตร์สยองขวัญ” ชแนร์กล่าวว่า การผสมผสานของกระดานวีจีเพื่อสนองความปรารถนา ความต้องการที่ยุติ และความกลัวสิ่งที่ไม่รู้ ถือเป็นไอเดียที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับภาพยนตร์ประเภทนี้ “คุณอยากติดต่อกับวิญญาณ คุณมีคำถามมากมาย ในเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับกระดานเรียกผี มักจะมีกฎที่ห้ามกระทำเด็ดขาด อาทิเช่น ห้ามใช้กระดานในสุสาน ห้ามใช้กระดานเพียงลำพัง และต้องกล่าวอำลาเสมอ ถ้าคุณทำตามกฎ สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้น ถ้าคุณฝ่าฝืนกฎ ก็ขอให้ระวังตัวไว้เถอะ” หลังจากเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง Knowing และ The Possession แล้ว คู่สามีภรรยา ทีมเขียนบท สไตลส์ ไวท์ และจูเลียต สโนว์เด้น อยากจะเขียนเรื่องในแนวทริลเลอร์ที่เดินหน้าด้วยตัวละครต่อ เมื่อพวกเขาได้รับการติดต่อทาบทามให้มาเป็นผู้เขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่อง Ouija พร้อมกับข้อเสนอที่ให้ ไวท์ ได้กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตด้วย มันจึงเป็นโปรเจ็กต์ที่พวกเขากำลังมองหาอยู่พอดี สโนว์เด้นเล่าถึงจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่องนี้ว่า “ตอนที่เราได้รับโทรศัพท์ เราได้รับโอกาสให้สไตลส์เป็นคนกำกับเป็นครั้งแรกด้วย โดยให้เราสองคนเป็นคนเขียนบท พวกเขาพูดแค่ว่า ‘Ouija คุณจะทำยังไง’ สัญชาตญาณแรกของเราก็คือ ต้องนึกทบทวนถึงความทรงจำของพวกเราที่มีต่อกระดานวีจีก่อน เป็นเกมที่เราเคยเล่นสมัยเป็นวัยรุ่น เรามานั่งล้อมวงกับเพื่อนๆ และต้องการคำตอบของอะไรบางอย่าง...สักอย่าง” ไวท์กล่าวถึงสไตล์การเขียนบทของเขากับภรรยาว่า “เราสนใจองค์ประกอบด้านจิตวิทยาของเรื่องสยองขวัญมาก จูเลียตกับผมมักจะชอบเรื่องที่พูดถึงความสัมพันธ์หรือความเป็นไปในครอบครัวที่ถูกทดสอบโดยพลังเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าฉากจะเป็นที่ไหน เราพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ที่ชวนติดตามที่เกิดขึ้นรอบๆ ผู้คนที่กำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตปกติธรรมดา และนั่นก็คือสิ่งที่เราทำกับ Ouija” กระดานเรียกผีนี้เกิดขึ้นจากความต้องการที่อยู่ภายในของมนุษย์ที่ต้องการคำตอบในเรื่องที่ดูเหมือนจะอธิบายไม่ได้ ดังนั้นเมื่อไวท์และสโนเด้นเริ่มต้นเขียนบท พวกเขารู้ว่าก่อนอื่นพวกเขาต้องคิดหาความต้องการของตัวละครเอกให้ได้เสียก่อน ยิ่งทั้งคู่พิจารณาถึงปฏิกิริยาที่ผู้คนมีหลังจากที่ต้องสูญเสียใครสักคนไป และความตายมีผลกระทบกระเทือนจิตใจของพวกเราขนาดไหน พวกเขาก็ยิ่งพบแรงจูงใจในเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น เมื่อมีแรงผลักดันเช่นนั้น โครงเรื่องจึงมีความชัดเจนโดยเป็นเรื่องราวของความหมกมุ่นของหญิงสาวคนหนึ่งที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรักของเธอ ขณะที่ไวท์และสโนว์เด้นสร้างเรื่องราวของพวกเขาขึ้นมาใหม่ แต่ประเด็นต่างๆ ในพลอตเรื่องนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวที่แตกต่างกันไปที่เกิดมาจากการมีปฏิสัมพันธ์กับกระดานวีจี ชแนร์เป็นผู้เล่าว่า “มีเรื่องราวมากมายเป็นพันๆ เรื่องเกี่ยวกับกระดานเรียกผีวีจี และมีสิ่งที่คล้ายๆ กันในเรื่องราวเหล่านั้นที่เรานำมาผสมรวมกัน และใช้มันเป็นธีมหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้” ยังมีความเชื่อที่ยึดถือกันมานานว่า ถ้าคุณไม่ทำตามขั้นตอนของการเล่นเกมกระดานผี ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจไปเปิดประตูสู่โลกแห่งดวงวิญญาณ และถ้าคุณไม่ทำสิ่งต่างๆ เพื่อจะปิดประตูนั้น ปรากฏการณ์นี้อาจติดตามคุณออกไปจากโต๊ะที่ใช้เล่นเกมกระดานวีจีก็ได้ นี่คือจุดเริ่มต้นสำหรับผู้สร้างเรื่องราวของเรา ไวท์อธิบายว่า “เราคิดกันว่า ‘ถ้าคุณไม่เล่นเกมนี้อย่างเหมาะสมตามกฎ จะมีเรื่องประหลาดๆ เกิดขึ้นกับคุณหลังจากคุณเลิกเล่นไปแล้วหรือเปล่า’ นั่นคือสิ่งที่เราชอบมากเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเป็นไปได้กับเรื่องราวนี้ เรื่องทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นถ้าคุณเล่นมันอย่างผิดๆ” ทางทีมผู้สร้างแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการที่จะทำให้โทนของภาพยนตร์เรื่อง Ouija ออกมาดูน่ากลัว ผู้อำนวยการสร้าง เจสัน บลัม อธิบายถึงอุปสรรคที่พวกเขาต้องแก้ไขขณะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ “หนึ่งในความท้าทายที่เราเจอขณะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ เราจะทำให้กระดานเกมออกมาดูน่ากลัวได้อย่างไร จากนั้น เราก็รู้ตัวว่าการสร้างเหตุการณ์รอบๆ กระดานอันนี้ที่ทำให้มันน่ากลัว คือกุญแจสำคัญ เราท้าทายจูเลียตและสไตลส์ให้คิดถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเล่นกระดานนี้ และใส่มันลงไปในตัวบทภาพยนตร์” สำหรับบลัม การร่วมมือกับไวท์ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ความสามารถที่หลากหลายคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด เขากล่าวว่า “ผู้เขียนบท/ ผู้กำกับเป็นผู้ร่วมงานที่ดีได้ เพราะพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ในทันที นี่คืองานกำกับชิ้นแรกของสไตลส์ และเขาก็สามารถทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อยู่ในงบประมาณที่เราตั้งไว้ และด้วยกำหนดการทำงานที่รวดเร็วของเรา" เราได้พบกับ เลน นางเอกของเรื่อง เมื่อเธอแวะมาหา เด๊บบี้ เพื่อนสนิทของเธอ ผู้ซึ่งเพื่อนๆ ไม่ได้รู้เลยว่า เธอได้ทำผิดกฎสำคัญของการเล่นกระดานเรียกผี นั่นก็คือการเล่นเพียงคนเดียว เมื่อเด๊บบี้ตายอย่างสยดสยอง เธอได้ทิ้งคลิปภาพเอาไว้ พร้อมกับบันทึกที่มีเงื่อนงำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เธอจะตาย อย่างไรก็ดี เลนยังมิอาจทำใจรับการตายของเด๊บบี้ได้ เมื่อเธอเริ่มพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เธอพบว่าเงื่อนงำทุกอย่างชี้นำไปที่กระดานเรียกผีวีจีอันเก่าแก่ที่อยู่ในบ้านของเด๊บบี้ เพื่อวางเรื่องนี้เอาไว้บนความเป็นจริง ไวท์และสโนว์เด้นระมัดระวังอย่างมากที่จะเขียนให้ตัวละครมีความเชื่อเรื่องกระดานเรียกผีอยู่หลากหลายระดับ ฟูลเลอร์อธิบายว่า “สไตลส์และจูเลียต พยายามเน้นไปที่การผจญภัยครั้งนี้ ซึ่งจะมีทั้งคนที่เชื่อในเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือคนที่ไม่เชื่อเลย และต้องประหลาดใจกับสิ่งที่พวกเขาปลดปล่อยออกมา ความขัดแย้งของคนในกลุ่มนี้เองคือสิ่งที่พวกเขาเขียนเอาไว้ได้อย่างโดดเด่น และเป็นกาวเชื่อมหนังเรื่องนี้เข้าไว้ด้วยกัน” เพราะ Ouija คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ไวท์และสโนว์เด้นทำงานภายในโครงสร้างการทำงานแบบบลัมเฮ้าส์ พวกเขาจึงไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรบ้าง การถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีกำหนดเวลาน้อย อาจทำให้หลายคนหวาดกลัว แต่ไวท์กับสโนว์เด้นกลับตอบรับกระบวนการทำงานนี้และผลลัพธ์ที่ได้ ไวท์กล่าวว่า “การถ่ายทำตามแบบบลัมเฮ้าส์ ช่วยได้มากในเรื่องความเร็วของภาพยนตร์ เรามีโลเกชั่นจำนวนจำกัด และรู้ว่าเราสามารถไปถึงที่โลเกชั่น ณ แห่งหนึ่ง และถ่ายทำฉากทั้งหมดในที่เดียวได้ และมีภาพฟุตเตให้ใช้เยอะ นอกจากนี้ กำหนดการทำงานก็ยิ่งทำให้งานจริงจังมากขึ้น เราจะลงไปที่ห้องใต้ดินกันหลายชั่วโมง ซึ่งโทนของตัวภาพยนตร์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเราลงไปอยู่ที่นั่นนานมากขึ้น ความตึงเครียดจริงจังมันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในหัวของนักแสดง พวกเขาสามารถที่จะอินอยู่ในวินาทีนั้น และหวาดกลัวจริงๆ ซึ่งทำให้ได้การแสดงที่ดีมากมาย” ร่วมสัมผัสปรากฏการณ์: การคัดเลือกตัวนักแสดง เมื่อถึงเวลาต้องคัดเลือกตัวนักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Ouija ทางทีมผู้สร้างพยายามเฟ้นหาตัวนักแสดงที่บทบาทการแสดงของพวกเขาจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงอยู่กับความเป็นจริงมากที่สุด ฟอร์มเล่าว่า “เราอยากให้ตัวละครให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าพวกเขากำลังตัดสินใจอยู่จริงๆ มันเป็นเรื่องที่ทำยากในหนังสยองขวัญ เวลาที่ตัวละครเอกของเรื่องกำลังเดินขึ้นไปบนบันไดและคุณรู้ว่าเธอไม่ควรทำแบบนั้น เราอยากให้คนดูรู้สึกกลัวเท่ากับที่นักแสดงแสดงออกมา” ทีมนักแสดงหลักประกอบไปด้วยเพื่อนห้าคน ซึ่งนำโดย เลน ผู้ไม่เกรงกลัวสิ่งใด เธอเป็นนักเรียนไฮสกูลที่กำลังมองหาคำตอบ ทางทีมผู้สร้างใช้เวลาอยู่พักใหญ่เพื่อค้นหานักแสดงหญิงที่เหมาะกับบทนี้ที่สุด แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า เธอได้ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว โดยเธออยู่ในหนังสือกำหนดโทนของหนัง Ouija ของไวท์ ไวท์อธิบายว่า “บทบาทแรกที่เราต้องเลือกคนมาแสดงให้เหมาะที่สุดก็คือ เลน ผมเคยได้ดูหลายตอนของซีรีส์เรื่อง Bates Motel ดังนั้น โอลิเวีย (คุ๊ก) จึงอยู่ในความสนใจของผมอยู่แล้วตอนที่เรากำลังรวบรวมทีมนักแสดงของ Ouija แล้วผมก็มีหนังสือกำหนดโทนเล่มนี้ที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายที่บ่งบอกว่าผมอยากให้ทุกอย่างออกมาอย่างไร แล้วเธอก็อยู่ในรูปของคนที่ผมคิดว่าน่าจะเหมาะมารับบทนำ กลับกลายเป็นว่าโอลิเวียคือคนที่เราทุกคนนึกอยู่ในใจ เป็นครั้งแรกที่มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าผมกำลังมองเห็นตัวละครตัวนี้ในเวอร์ชั่นที่มีลมหายใจในแบบที่ผมกับจูเลียตจินตนาการเอาไว้เลย” ฟูลเลอร์เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผู้กำกับว่า “ภาพยนตร์สยองขวัญเป็นหนทางที่ดีมากที่จะได้พบกับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และเราก็รู้จักโอลิเวียดีในฐานะนักแสดงสาวชาวอังกฤษที่เก่ง และเราก็เคยเห็นเธอใน Bates Motel มาแล้ว อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว เมื่อเธอมาออดิชั่น เธอก็ทำให้พวกเราอึ้งไปเลย” เหมือนที่เห็นกัน คุ๊กสามารถเข้าอกเข้าใจในตัว เลน ซึ่งเหมือนเล่นบทแม่ เมื่อเธอต้องดูแลน้องสาวหัวดื้อของเธอที่ชื่อ ซาร่าห์ เธออธิบายว่า “ฉันมาจากครอบครัวที่มีแม่เป็นคนเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง และฉันก็มีน้องสาวอายุ 14 ฉันจึงเข้าอกเข้าใจเลนได้ดี ฉันยังเข้าใจในความภักดีของตัวละครของฉัน เพราะฉันเองก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับเพื่อนๆ และครอบครัวเหมือนกัน” เพื่อจะเข้าถึงตัวละคร คุ๊กต้องทุ่มเทความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับชายผู้ทำหน้าที่กำกับ เธอกล่าวถึงไวท์อย่างกระตือรือร้นว่า “สไตลส์เป็นผู้กำกับที่ใจเย็นที่สุดเท่าที่ฉันเคยร่วมงานด้วย เขาคอยปลอบใจและสร้างความเชื่อมั่นให้ได้เสมอ” ความอยากรู้อยากเห็นของ เลน นำเธอไปสู่สถานการณ์เสี่ยงชีวิตใน Ouija คุ๊กยอมรับว่าเธอไม่เคยเล่นกระดานเรียกผีมาก่อน เธอหัวเราะเมื่อกล่าวว่า “ฉันได้รับคำสั่งว่าอย่าไปยุ่งกับกระดานเรียกผี เพราะฉันเคยได้ยินคนเล่าถึงเรื่องราวน่ากลัวที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการติดต่อกับดวงวิญญาณ ถึงฉันจะจำได้ว่าเคยพูดกับเพื่อนๆ ของฉันว่า ‘เราเอากระดานเรียกผีไปที่โรงนาร้าง แล้วเล่นกันดีกว่า!’ แต่พวกเขาไม่มีใครเล่นด้วยเลย” ทันทีที่คุ๊กได้รับเลือก ทางทีมผู้สร้างก็เริ่มต้นค้นหาทีมนักแสดงในบทสมทบ คนแรกเลยก็คือ เทรเวอร์ แฟนหนุ่มขี้สงสัย แต่สุดแสนจะทุ่มเทของเลน หลังจากได้เห็นการออดิชั่นของนักแสดงชายมาหลายคน ดาเรน คากาซอฟฟ์ จากผลงานทางทีวีเรื่อง TheSecret Life of the American Teenager ถือว่าโดดเด่นที่สุด เช่นเดียวกับคุ๊ก คากาซอฟฟ์รู้สึกเหมือนเป็นญาติกับตัวละครของเขา เขากล่าวว่า “เมื่อผมได้อ่านบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกอินกับเทรเวอร์มาก และผมก็สนุกกับตัวละครตัวนี้” สำหรับพีท แฟนหนุ่มของเด๊บบี้ ทางทีมงานไม่ต้องไปมองหาใครนอกเหนือไปจาก ดักลาส สมิธ นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังมาแรง สมิธ ผู้เป็นที่รู้จักดีในบท เบน เฮนริคสัน จากผลงานของ HBO เรื่อง Big Love รู้ดีว่าเขาสามารถรับบทเป็น พีท ได้ไม่ยาก เขากล่าวว่า “พีทเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เพราะเขาเหมือนมีความลึกลับอยู่ในตัว คุณจะไม่แน่ใจเลยว่าคุณไว้ใจเขาได้ไหม ผมชอบตัวละครแบบนี้อยู่แล้ว” ซาร่าห์ น้องสาวของเลน มักหาเรื่องใส่ตัว และแก่แดดเกินไป สำหรับบทนี้ ทางทีมผู้สร้างมีภาพลักษณ์จำเพาะที่พวกเขาต้องการสำหรับนักแสดงหญิงที่จะต้องมาประชันบทบาทกับเลน อานา โคโต จากผลงานของ MTV เรื่อง DISconnected มีคุณสมบัติเหมือนที่พวกเขาต้องการ โคโตพูดถึงตัวละครของเธอว่า “ซาร่าห์อายุ 16 และพยายามจะสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเอง ไม่ว่าเอกลักษณ์นั้นจะเป็นอะไร เธอเองก็ต้องทุกข์ทรมานกับหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกวัยรุ่นต้องเจอ ในแบบที่ฉันก็ต้องเจอเมื่อตอนที่อายุเท่าเธอ” จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ก็คือ นักแสดงสาว เบียนก้า ซานโทส จากผลงานทางทีวีเรื่อง The Fosters ผู้รับบทเป็น อิซาเบลล์ เพื่อนของเลน เช่นเดียวกับเทรเวอร์ อิซาเบลล์รู้สึกสงสัยในพลังอำนาจของกระดานเรียกผี ซานโทสกระตือรือร้นที่จะรับบทเป็นอิซาเบลล์ และได้เข้าร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอกล่าวว่า “ฉันจำการไปออดิชั่นและการได้พบกับสไตลส์ได้ ในห้องนั้น มีกระดานเรียกผี และเขาก็อธิบายถึงวิธีการเล่น จนฉันคิดว่า ‘โห...มันต้องสนุกแน่!’” สโนว์เด้นกล่าวสรุปถึงทีมนักแสดงในบทสมทบเหล่านี้ว่า “มันให้ความรู้สึกว่านักแสดงวัยรุ่นเก่งๆ เหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อเราจริงๆ ยิ่งเราได้รู้จักพวกเขาดีขึ้น สไตลส์กับฉันก็ลงมือรีไรต์บทพูดกันในกองถ่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าตัวละครเหล่านี้เป็นใคร โดยได้รับอิทธิพลจากนักแสดงที่รับบทนั้นๆ” เมื่อได้นักแสดงวัยรุ่นที่เป็นหัวใจของเรื่องครบทั้งห้าคนแล้ว ไวท์กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นผู้กำกับป้ายแดง ผมโชคดีมากที่ได้กลุ่มนักแสดงที่เข้าใจดีเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นยังไง และเรากำลังพยายามทำอะไรอยู่ นั่นก็คือเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่พยายามจะติดต่อเพื่อนที่จากไปแล้ว มันจะต้องออกมาน่ากลัว สนุก และเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น แต่พวกเขาก็เข้าใจดีว่าเรื่องของมิตรภาพคือรากฐานของเรื่องนี้” นักแสดงคนอื่นๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ แมทธิว เซ็ตเทิ้ล (ผลงานทางทีวีเรื่อง Gossip Girl) รับบทมิสเตอร์มอร์ริส พ่อของเลนและซาร่าห์; เซียร์ร่า ฮิวเออร์แมนน์ รับบท ดอริส แซนเดอร์ และลิน เชย์ (ภาพยนตร์ชุด Insidious, The Signal) ในบท พอลิน่า แซนเดอร์ ผู้เช่าบ้านของเด๊บบี้ทั้งสองคน; คลอเดีย แค็ทซ์ (The Black Dahlia) รับบท แม่ของดอริส และพอลิน่า และวิวิส โคลอมเบ็ตตี้ (Paranormal Activity 2) รับบท โนนา คุณยายที่มาเตือนเลนและซาร่าห์ เรื่องผลของการใช้กระดานเรียกวิญญาณที่มีอันตราย แม้ว่าโทนของภาพยนตร์เรื่องนี้จะออกแนวน่ากลัว แต่ ชแนร์ บอกว่าในกองถ่ายนั้นกลับเต็มไปด้วยความสนุก เขากล่าวว่า “สไตลส์ทำงานได้ดีมากในการนำทีมนักแสดงของเราก้าวเข้าสู่โลกของ Ouija พวกเราสนุกกันมากกับการพยายามทำให้ได้ความหวาดกลัวและได้ปฏิกริยาจากพวกเขา เราจะเปล่าแตรลมเพื่อทำให้พวกเขาตกใจบ้าง ทำเสียงดังบ้าง ทุบตู้ให้เกิดเสียงดังบ้าง” แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปฏิกริยาของคนดู บลัมสรุปว่า “หนังสยองขวัญที่ดีที่สุดล้วนขึ้นอยู่กับการแสดง นักแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งแข็งแกร่งและสมจริงมาก ผมตั้งตารอที่จะได้เห็นการแสดงเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาต่อหน้าคนดู” บ้านสุดสยอง: โลเกชั่นและงานออกแบบ บ้านควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัย แต่สำหรับเพื่อนๆ ทั้งห้าคนของเรา บ้านกลับกลายเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมากที่สุด บ้านของเด๊บบี้เป็นเหมือนเจ้าบ้านที่ให้การต้อนรับวิญญาณชั่วร้าย ซึ่งซุ่มซ่อนตัวอยู่ในทุกมุมบ้าน ไวท์, สโนว์เด้น และทีมผู้อำนวยการสร้าง ทำงานอย่างใกล้ชิดกับโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แบร์รี่ โรบิสัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ โรบิสันและทีมโลเกชั่น ตระเวนหาบ้านที่ถือว่าหายากมาก เป็นบ้านที่จะต้องมีอายุเกือบ 120 ปีในลอสแอนเจลิส และบ้านหลังนั้นต้องมีห้องใต้ดินด้วย ไวท์พูดถึงการค้นพบของพวกเขาว่า “เราค้นหาบ้านมาสักพักแล้ว ตอนที่เรามาเจอกับบ้านทรงทิวดอร์ปี 1895 หลังนี้ ผมเองยังแทบไม่อยากเชื่อเลย มันมีบันได ห้อง และซอกเล็กซอกน้อยที่ยังอยู่ในสภาพดี มีทางเดินที่ดูแปลกๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดก็คือมีห้องใต้ดิน มันเหมาะจะเป็นที่ถ่ายทำหนังสยองขวัญจริงๆ” บ้านของเด๊บบี้ต้องสมบูรณ์แบบ ถึงแม้จะต้องใช้โลเกชั่นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ตาม กลับกลายเป็นว่ามีอยู่ย่านหนึ่งในลอสแอนเจลิสที่มีทุกสิ่งอย่างที่ทีมผู้สร้างกำลังมองหาอยู่ ด้านนอกที่ใช้ถ่ายทำฉากบ้านของเด๊บบี้ คือบ้านสี่หลังที่อยู่ห่างจากบ้านหลังหนึ่งที่ถูกใช้สำหรับถ่ายทำฉากภายใน ฟอร์มอธิบายว่า “มันคือเพชรเม็ดสำคัญ ด้านในของบ้านเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ฉากด้านในเข้ากับด้านนอกของบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทีมโลเกชั่นทำงานได้เหลือเชื่อมาก” บลัมเองยังประหลาดใจ เขากล่าวว่า “คุณรู้สึกได้ถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของบ้านหลังนี้ และมันก็มีขนาดใหญ่มาก สิ่งที่คุณต้องการคือบ้านที่มีห้องหลายห้อง โดยแต่ละห้องจะเป็นห้องขนาดเล็ก และบ้านหลังนี้ก็มีลักษณะเช่นนั้น ทำให้บ้านให้ความรู้สึกอึดอัด และทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้น ความจริงที่ว่าบ้านหลังนี้มีห้องใต้ดินก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก เราได้สร้างห้องใต้ดินเอาไว้หลายห้องในโรงถ่ายเพื่อใช้ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่เราเคยถ่ายทำกันไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อผมเห็นห้องใต้ดินห้องนี้ ผมแทบช็อคที่บ้านหลังนี้มันมีอยู่จริง” ผู้นำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญนานหลายปีมาสร้างอารมณ์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Ouija คือผู้กำกับภาพ เดวิด เอ็มเมอริชส์ ผู้เคยทำงานให้กับภาพยนตร์อย่าง Se7en, Avatar และ Catch Me If You Can; ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แมรี่ เจน ฟอร์ต ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากงานออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์เรื่อง Mean Girls และผู้ลำดับภาพ เคน แบล็คเวลล์ ผู้สร้างชื่อในแวดวงภาพยนตร์สยองขวัญทริลเลอร์ด้วยภาพยนตร์อย่าง Friday the 13th และภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Backmask องค์ประกอบชิ้นสุดท้ายของทีมสร้างสรรค์ ก็คือ ไมก์ สมิธสัน ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ และได้รับคำชมจากการทำงานให้ภาพยนตร์อย่าง Avatar สมิธสันได้สร้างความน่ากลัวด้วยผลงานในฐานะช่างแต่งหน้าสเปเชียล เอฟเฟ็กต์ โดยเขาเป็นผู้แต่งหน้าให้กับวิญญาณร้ายที่ขัดขืน ไม่ยอมไปจากโลกคนเป็นง่ายๆ **** ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานการสร้างของ แพล็ตตินั่ม ดูนส์/ บลัมเฮ้าส์ โดยความร่วมมือกับแฮสโบร สตูดิโอส์ เรื่อง Ouija ซึ่งนำแสดงโดย โอลิเวีย คุ๊ก, ดาเรน คากาซอฟฟ์, ดักลาส สมิธ, เบียนก้า แซนโทส ผู้คัดเลือกตัวนักแสดงได้แก่ แนนซี่ เนเยอร์, ซีเอสเอส และผู้ออกแบบเสื้อผ้า ได้แก่ แมรี่ เจน ฟอร์ต ดนตรีประกอบของ Ouija เป็นฝีมือของ แอนตัน แซนโก ภาพยนตร์เรื่องนี้ลำดับภาพโดย เคน แบล็คเวลล์, เอซีอี งานออกแบบโปรดักชั่น เป็นฝีมือของ แบร์รี่ โรบิสัน ส่วนผู้กำกับภาพ ก็คือ เดวิด เอ็มเมอริชส์ ผู้อำนวยการสร้างร่วม ได้แก่ ริค เอ โอซาโกะ ภาพยนตร์ทริลเลอร์เหนือธรรมชาติเรื่องนี้ อำนวยการสร้างบริหารโดย จูเลียต สโนว์เด้น, คูเปอร์ ซามวลสัน, จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่-บริลล์, ไบรอัน โกลด์เนอร์, สตีเฟ่น เดวิส ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม, แบร็ด ฟูลเลอร์, เจสัน บลัม, เบนเน็ตต์ ชแนร์ Ouija สร้างจากเกมของแฮสโบร และเขียนบทโดย จูเลียต สโนว์เด้น และสไตลส์ ไวท์ และกำกับโดย สไตลส์ ไวท์ © 2014 Universal Studios. “OUIJA”™© HASBRO www.ouijamovie.com ประวัติทีมนักแสดง โอลิเวีย คุ๊ก (OLIVIA COOKE) รับบท เลน โอลิเวีย คุ๊กได้ร่วมแสดงกับ เฟร็ดดี้ ไฮห์มอร์ และวีร่า ฟาร์ไมก้าในซีรีส์เรื่องดังของ A&E เรื่อง Bates Motel ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการถ่ายทำซีซั่นที่ 3 คุ๊กเกิดในแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ หลังสำเร็จการศึกษาจาก Oldham Theatre Workshop เธอได้รับบทสำคัญในซีรีส์ของ BBC เรื่อง Blackout ที่กำกับโดย ทอม กรีน และเธอแสดงนำร่วมกับ คริสโตเฟอร์ เอ็คเคิลสตัน และลินด์ซี่ย์ มาร์แชล เธอยังรับบทนำในมินิซีรีย์ของ BBC เรื่อง The Secret of Crickley Hall ที่กำกับโดย โจ อาเฮิร์น เมื่อเร็วๆ นี้ คุ๊กร่วมแสดงในภาพยนตร์ของ โฟกัส ฟีเจอร์ส เรื่อง The Signal โดยเธอได้ร่วมแสดงกับ ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น และเบรนตัน ธเวตส์ และร่วมแสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์ของ ไลอ้อนส์เกท เรื่อง The Quiet Ones เมื่อเร็วๆ นี้ เธอเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์ของ อินเดียน เพนท์บรัช เรื่อง Me & Earl & the Dying Girl ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ คอนนี่ บริทตัน และนิค ออฟเฟอร์แมน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยอัลฟอนโซ่ โกเมซ-รีจอน โดยสร้างมาจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นนักทำหนังที่เป็นเพื่อนกับเพื่อนร่วมห้องที่ป่วยเป็นมะเร็ง ดาเรน คากาซอฟฟ์ (DAREN KAGASOFF) รับบท เทรเวอร์ ดาเรน คากาซอฟฟ์คือนักแสดงระดับคว้ารางวัล ผู้เป็นที่รู้จักจากการรับบทนำในซีรีส์สำหรับครอบครัวที่ได้รับคำชมเรื่อง The Secret Life of the American Teenager คากาซอฟฟ์ยังรับบทนำในผลงานทางทีวี ที่ดัดแปลงบทมาจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ ผลงานของลอเรน โอลิเวียร์ เรื่อง “Delirium” เขายังตอกย้ำความเป็นดารามาแรงของตัวเองด้วยการไปเป็นนักแสดงรับเชิญให้กับซีรีส์ของ CBS เรื่อง Stalker และยังมีบทบาทอยู่ในซีรีส์ของ FOX เรื่อง Red Band Society ดักลาส สมิธ (DOUGLAS SMITH) รับบท พีท ดักลาส สมิธมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในบท เบน เฮนริคสัน ในซีรีส์ที่ได้รับคำชมของ HBO เรื่อง Big Love ซึ่งนำแสดงโดย บิลล์ แพ็กซ์ตัน และจีนน์ ทริปเปิลฮอร์น เมื่อเร็วๆ นี้ สมิธแสดงนำร่วมกับ โลแกน เลอร์แมน ในภาพยนตร์ฮิตเรื่อง Percy Jackson: Sea of Monsters ภาคสองของภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จของ ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ผลงานใหม่ของ สมิธ คือการรับบทนำในละครเวทีเรื่อง Punk Rock ซึ่งมีกำหนดเปิดการแสดงในวันที่ 17 พฤศจิกายน ส่วนผลงานภาพยนตร์ใหม่ของเขา ได้แก่ Terminator: Genisys ซึ่งเขาประกบบทกับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์; Evan’s Crime ซึ่งเขารับบทนำ และ Bottom of the World ซึ่งเขาประกบบทกับ จีน่า มาโลน เมื่อเร็วๆ นี้ สมิธร่วมแสดงในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง The Boy Who Smells Like Fish; ภาพยนตร์ของ แบรนดอน โครเนนเบิร์ก เรื่อง Antiviral ซึ่งเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2012 เบียนก้า ซานโทส (BIANCA SANTOS) รับบท อิซาเบลล์ เบียนก้า ซานโทส สาวเซ้าเธิร์น แคลิฟอร์เนีย ถือเป็นหน้าใหม่ในวงการฮอลลีวู้ด เธอเริ่มต้นทำงานในวงการด้วยการได้รับบทในซีรีส์สุดฮิตสำหรับครอบครัวของ ABC เรื่อง The Fosters ตอนนี้ เธอได้รับการวางตัวให้รับบทนำในซีรีส์ของ MTV เรื่อง Happyland ซีรีส์แนวตลกสำหรับวัยรุ่น ซานโทสยังจะแสดงนำในผลงานแนวตลกของ ซีบีเอส ฟิล์มส์ เรื่อง The DUFF ซึ่งเธอประกบบทกับ เม วิทแมน โดยเธอรับบทเป็นเพื่อนสนิทของ เบียนก้า ไปเปอร์ (วิทแมน) สมัยเด็ก ซานโทสอยากทำงานแสดงอย่างมาก เธอเริ่มเข้าค่ายการแสดงและเข้าไปทำงานกับงานละครของโรงเรียน เมื่อเรียนระดับอุดมศึกษา เธอได้เรียนทางด้านจิตวิทยา ปัจจุบัน เธอหันมาสู่งานแสดงอีกครั้ง และได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเมื่อเธอต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นตัวละครหลากหลายรูปแบบมากมาย อานา โคโต (ANA COTO) รับบท ซาร่าห์ อานา โคโตเกิดในซานฮวน, เปอร์โตริโก และมาเติบโตในไมอามี่, ฟลอริด้า โคโตเรียนบัลเล่ต์มา และได้เริ่มแสดงครั้งแรกกับคณะไมอามี่ ซิตี้ บัลเล่ต์ โคโตย้ายมาอยู่ที่ลอสแอนเจลิสในปี 2010 เพื่อไล่ตามความฝันในเรื่องงานภาพยนตร์ นอกจากงานแสดงแล้ว เธอยังทำงานหลังกล้อง อาทิเช่น การทำงานเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่น และเป็นพนักงานฝึกหัดด้านวิชวลเอฟเฟ็กต์ นอกจากนี้ เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยตากล้องให้กับการถ่ายทำมิวสิค วิดีโอ โฆษณา และหนังสั้นอีกด้วย Ouija คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของ โคโต เชลลี่ย์ เฮนนิก (SHELLEY HENNIG) รับบท เด๊บบี้ เชลลี่ย์ เฮนนิก เป็นชาวนิวออร์ลีนส์, หลุยเซียน่า หลังจากคว้าตำแหน่งมิสทีน ยูเอสเอในปี 2004 เฮนนิกได้รับทุนการศึกษาให้เรียนต่อที่ The New York Conservatory for Dramatic Arts ที่ซึ่งทำให้เธอตกหลุมรักการแสดง เธอทำงานไม่หยุดนานกว่าสองปีเพื่อฝึกปรือฝีมือ และสองเดือนก่อนสำเร็จการศึกษา เฮนนิกได้มาพักผ่อนในลอสแอนเจลิส เมื่อเธอได้รับการเรียกตัวให้ไปออดิชั่นบทในนาทีสุดท้าย และคว้าบทในซีรีส์สุดฮิตของ NBC เรื่อง Days of Our Lives หลังจากนั้น เธอยังได้รับบทนำในผลงานแนวดราม่าเรื่อง The Secret Circle ซึ่งเธอร่วมแสดงกับ บริตต์ โรเบิร์ตสัน และโธมัส เด็กเกอร์ หลังจากปิดกล้องผลงานเรื่อง The Secret Circle แล้ว เฮนนิกยังไปรับบทรับเชิญในซีรีส์แนวดราม่าเรื่อง Justified, ร่วมแสดงในซิทคอมของ CBS เรื่อง Friend Me และซีรีส์แนวดราม่าที่ประสบความสำเร็จของ CBS เรื่อง Blue Bloods ในปี 2013 เฮนนิกถ่ายทำภาพยนตร์อินดี้เรื่อง Scout โดยเธอประกบบทกับ นิกกี้ รี้ด, แดนนี่ โกลด์เวอร์ และเจน ซีมัวร์ และ Cybernatural ที่อำนวยการสร้างโดย ทิเมอร์ เบกแมมบีทอฟ เมื่อเร็วๆ นี้ เฮนนิกยังเพิ่งเสร็จสิ้นจากงานถ่ายทำภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง Still Life ที่เธอร่วมแสดงกับ คาร์เตอร์ เจนกิ้นส์ และแม็ตต์ ไชฟลี่ ประวัติทีมผู้สร้าง สไตลส์ ไวท์ (STILES WHITE) – ผู้กำกับ/ ผู้เขียนบท และจูเลียต สโนว์เด้น (JULIET SNOWDEN) – ผู้เขียนบท/ ผู้อำนวยการสร้างบริหาร สไตลส์ ไวท์ และจูเลียต สโนว์เด้น เริ่มต้นงานเขียนบทเมื่อผู้กำกับ เวส คราเว่น ได้ซื้อลิขสิทธิ์บทภาพยนตร์ของพวกเขาที่กลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Waiting นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไวท์และสโนว์เด้นได้ทำงานกับผู้กำกับมีชื่อเสียงมากมาย ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จของ สกรีนเจมส์ เรื่อง Boogeyman ซึ่งดำเนินงานสร้างโดยบริษัท โกสต์ เฮ้าส์ พิคเจอร์ส ของ แซม ไรมี่ ทั้งคู่ยังร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์ปี 2009 เรื่อง Knowing ซึ่งนำแสดงโดย นิโคลัส เคจ และกำกับโดย อเล็กซ์ โปรยาส ผลงานแนวดราม่าสยองขวัญของพวกเขาเรื่อง The Possession เปิดตัวฉายในเดือนสิงหาคม ปี 2012 และขึ้นอันดับ 1 ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดนานถึงสองอาทิตย์ติดต่อกัน ไวท์เริ่มต้นทำงานให้กับ สแตน วินสตัน สตูดิโอส์ โดยทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ และได้ทำงานให้กับภาพยนตร์มากกว่า 25 เรื่อง อาทิเช่น The Lost World: Jurassic Park, Terminator 3: Rise of the Machines, Galaxy Quest, The Sixth Sense และ What Lies Beneath ภาพยนตร์เรื่อง Ouija คือผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ไวท์ ไมเคิล เบย์ (MICHAEL BAY) – ผู้อำนวยการสร้าง ไมเคิล เบย์คือหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยปัจจุบัน เขาได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กำกับที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 4 ผลงานภาพยนตร์ที่ เบย์ ทำหน้าที่กำกับและอำนวยการสร้างผ่านทั้งสองบริษัทของเขา ทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $7 พันล้าน ผลงานกำกับของเบย์ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Bad Boys และ Bad Boys II ซึ่งทั้งสองภาคนำแสดงโดยวิลล์ สมิธ และมาร์ติน ลอว์เรนซ์; The Rock ซึ่งนำแสดงโดย นิโคลัส เคจ และฌอน คอนเนอรี่; Armageddon ซึ่งนำแสดงโดย เบน แอฟเฟล็ค และบรูซ วิลลิส; Pearl Harbor ซึ่งนำแสดงโดย แอฟเฟล็ค, จอช ฮาร์ตเน็ตต์ และเคท เบ็คกินเซล; The Island ซึ่งนำแสดงโดย ยวน แม็คเกรเกอร์ และสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน และภาพยนตร์แฟรนไชส์ Transformers ทั้งสามภาค ได้แก่ Transformers, Transformers: Revenge of the Fallen และ Transformers: Dark of the Moon ซึ่งนำแสดงโดย ไชอา เลอบัฟฟ์, จอช ดูฮาเมล, ไทรีส กิ๊บสัน และจอห์น เทอร์เทอร์โร่ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ได้เปิดฉายภาพยนตร์ภาคที่ 4 Transformers: Age of Extinction ซึ่งนำแสดงโดย มาร์ก วอห์ลเบิร์ก, สแตนลี่ย์ ทุคชี่, เคลซี่ย์ แกรมเมอร์ และนักแสดงหน้าใหม่อย่าง นิโคล่า เพลท์ซ และแจ็ค รีย์เนอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้จากทั่วโลกไป $302 ล้านในสัปดาห์เปิดตัว และทำรายได้จนถึงทุกวันนี้ไปมากกว่า $3.8 พันล้าน ในปี 2013 เบย์กำกับภาพยนตร์ตลกแนวเสียดสีเรื่อง Pain & Gain ซึ่งนำแสดงโดย วอห์ลเบิร์ก และดเวย์น จอห์นสัน เบย์ยังเป็นหุ้นส่วนบริษัท แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ซึ่งเขากับ แบร็ด ฟูลเลอร์ และแอนดรูว์ ฟอร์ม ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทแห่งนี้ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles ซึ่งนำแสดงโดย เมแกน ฟ็อกซ์, วิลล์ อาร์เน็ตต์ และวิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์ จนถึงทุกวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปแล้วมากกว่า $334 ล้าน และยังอยู่ในระหว่างดำเนินการสร้างภาพยนตร์ภาคสองด้วย เมื่อปีที่แล้ว แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง The Purge โดยร่วมงานกับ บลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้ในสุดสัปดาห์เปิดตัวไป $34 ล้าน และทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $89 ล้าน ภาคต่อ The Purge: Anarchy ทำรายได้ในสุดสัปดาห์เปิดตัวไป $29.8 ล้าน และทำรายได้จากทั่วโลกในเวลานี้ไปมากกว่า $110 ล้าน ขณะที่ภาพยนตร์ภาคที่ 3 อยู่ระหว่างเตรียมงานสร้าง แอนดรูว์ ฟอร์ม และแบร็ด ฟูลเลอร์ (ANDREW FORM and BRAD FULLER) – ผู้อำนวยการสร้าง แอนดรูว์ ฟอร์ม และแบร็ด ฟูลเลอร์ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ร่วมกับ ไมเคิล เบย์ ในปี 2001 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้กำกับหน้าใหม่ที่ต้องการผลิตผลงานโฆษณา ภาพยนตร์ด้วยงบปานกลางเพื่อคนดูระดับโลก นับแต่นั้นเป็นต้นมาบริษัทแห่งนี้มีผลงานมาแล้ว 10 เรื่อง เมื่อปีที่แล้ว แพล็ตตินั่ม ดูนส์ ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง The Purge โดยร่วมงานกับ บลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้ในสุดสัปดาห์เปิดตัวไป $34 ล้าน และทำรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า $89 ล้าน ภาคต่อ The Purge: Anarchy ทำรายได้ในสุดสัปดาห์เปิดตัวไป $29.8 ล้าน และทำรายได้จากทั่วโลกในเวลานี้ไปมากกว่า $110 ล้าน ขณะที่ภาพยนตร์ภาคที่ 3 อยู่ระหว่างเตรียมงานสร้าง เมื่อเร็วๆ นี้ ฟูลเลอร์และฟอร์มได้ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง Teenage Mutant Ninja Turtles ซึ่งนำแสดงโดย เมแกน ฟ็อกซ์, วิลล์ อาร์เน็ตต์ และวิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์ จนถึงทุกวันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปแล้วมากกว่า $334 ล้าน และยังอยู่ในระหว่างดำเนินการสร้างภาพยนตร์ภาคสองด้วย Project Almanac ผลงานเรื่องต่อไปของบริษัทแห่งนี้ที่ร่วมงานกับ พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส จะเปิดตัวฉายในวันที่ 30 มกราคม ปี 2015 เจสัน บลัม (JASON BLUM) – ผู้อำนวยการสร้าง เจสัน บลัมคือผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง ซีอีโอของบริษัทบลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ นับแต่ก่อตั้งในปี 2000 บลัมเฮ้าส์ได้ผลิตภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 30 เรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ทำเงินอย่าง Paranormal Activity, Insidious, The Purge ภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง Sinister ผลงานภาพยนตร์ 8 เรื่องเมื่อเร็วๆนี้ของบลัมเฮ้าส์ สามารถทำรายได้รวมกันไปกว่า $1 พันล้าน โดยใช้งบสร้างน้อยกว่า $5 ล้าน ผลงานของบลัมเฮ้าส์ เรื่อง The Purge คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่บลัมเฮ้าส์ทำสัญญากับ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และทำรายได้ในอเมริกาไปมากกว่า $34 ล้านในสุดสัปดาห์เปิดตัวฉาย ด้วยทุนสร้างเพียงแค่ $3 ล้านเท่านั้น ภาพยนตร์เรื่อง Insidious: Chapter 2 ทำรายได้ไปอเมริกาในสุดสัปดาห์เปิดตัวไปมากกว่า $40 ล้าน โดยใช้งบสร้างไปแค่ $5 ล้าน ต้นแบบของบลัมเฮ้าส์นั้นเริ่มต้นขึ้นด้วยภาพยนตร์ภาคแรก Paranormal Activity ซึ่งใช้งบสร้างไป $15,000 เหรียญ และได้พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส มาเป็นผู้จัดจำหน่าย และทำรายได้จากทั่วโลกไปเกือบ $200 ล้าน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด บลัมเฮ้าส์จึงได้สร้างภาพยนตร์ภาคต่อที่ประสบความสำเร็จอย่าง Paranormal Activity 2, Paranormal Activity 3 และ Paranormal Activity 4 ออกมา ผลงานใหม่ของบลัมเฮ้าส์ ได้แก่ภาพยนตร์เรื่อง Jessabelle ที่ร่วมงานกับไลออนส์เกท และ Paranormal Activity 5 ที่ร่วมงานกับพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของบลัม ได้แก่ The Tooth Fairy ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น จอห์นสัน; The Reader ซึ่งทำให้ เคท วินสเลต ได้รับรางวัลออสการ์; Hysterical Blindness ซึ่งทำให้ อูม่า เธอร์แมน ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ และ Hamlet ซึ่งนำแสดงโดย อีธาน ฮอว์ก, บิลล์ เมอร์เรย์, แซม เชพเพิร์ด และไคล แม็คแลชแลน เบนเน็ตต์ ชแนร์ (BENNETT SCHNEIR) – ผู้อำนวยการสร้าง เบนเน็ตต์ ชแนร์ คือผู้อำนวยการสร้างและผู้บริหารบริษัท ลุค เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทที่ทำสัญญาผลิตภาพยนตร์ร่วมกับแฮสโบร Ouija คือผลงานความร่วมมือกันเรื่องแรกของพวกเขา ซึ่งยังรวมถึงผลงานภาพยนตร์ใหม่อย่าง Jem and the Holograms, Candy Land, Monopoly และ Hungry Hungry Hippos คูเปอร์ ซามวลสัน (COUPER SAMUELSON) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร คูเปอร์ ซามวลสัน คือรองประธานบริหารของบริษัท บลัมเฮ้าส์ โปรดักชั่นส์ ของ เจสัน บลัม ซึ่งผลิตภาพยนตร์สยองขวัญที่ได้รับความนิยมสูงสุดหลายเรื่อง อาทิเช่น Paranormal Activity, Insidious, Sinister และ The Purge ขณะทำงานอยู่กับบลัมเฮ้าส์ ซามวลสันได้ช่วยดูแลงานสร้างภาพยนตร์มากกว่า 2 โหล อาทิเช่นภาพยนตร์ใหม่เรื่อง The Boy Next Door ซึ่งนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ โลเปซ; Incarnate ซึ่งนำแสดงโดย แอรอน เอ็คฮาร์ต และ Whiplash ที่คว้ารางวัล Grand Jury Prize และ Audience Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ในปีนี้ จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน่- บริลล์ (JEANETTE VOLTURNO-BRILL) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร จีนเน็ตต์ โวลเทอร์โน-บริลล์ มีประสบการณ์ในวงการมานานกว่า 20 ปีโดยเธอได้ทำงานทั้งในวงการภาพยนตร์ ทีวี และมิวสิควิดีโอ โวลเทอร์โน-บริลล์ได้ก่อตั้งบริษัทของเธอที่ชื่อ แค็ทช์ไลต์ ฟิล์มส์ในปี 1999 และเธอได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ตลกโรแมนติคหลายเรื่อง อาทิเช่น In the Weeds และ Amy’s Orgasm นับแต่เข้ามารับตำแหน่งในบริษัทบลัมเฮ้าส์ในปี 2012 เธอได้ร่วมอำนวยการสร้างกับไดเมนชั่น ฟิล์มส์ เพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่อง Dark Skies, ภาพยนตร์ของ ฟิล์มดิสทริค เรื่อง Insidious: Chapter 2 และภาพยนตร์ของยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เรื่อง The Purge และ The Purge: Anarchy ไบรอัน โกลด์เนอร์ (BRIAN GOLDNER) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร ไบรอัน โกลด์เนอร์เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการวางคอนเซ็ปต์และบริหารกลยุทธผลิตของเล่นของแฮสโบร โดยเขาได้เข้ามาร่วมงานกับแฮสโบรในปี 2000 และรับตำแหน่งซีอีโอในปี 2008 ปัจจุบัน แฮสโบรเป็นผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ให้กับเด็กและครอบครัวทั่วโลก มีทั้งของเล่น เกม สื่อบันเทิงต่างๆ เกมดิจิตอล และสินค้าในชีวิตประจำวัน เพื่อสนับสนุนกลยุทธ โกลด์เนอร์ได้นำบริษัทแฮสโบรเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยได้ทำสัญญาร่วมกับ ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส, โซนี่ พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์, รีเลทิวิตี้ มีเดีย, ดรีมเวิร์กส์ และพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ทำรายได้มหาศาลอย่าง Transformers และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ G.I. Joe ผลงานภาพยนตร์ใหม่ของเขา ยังรวมถึงเรื่อง Jem and the Holograms สตีเฟ่น เดวิส (STEPHEN DAVIS) – ผู้อำนวยการสร้างบริหาร สตีเฟ่น เดวิส ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของแฮสโบร สตูดิโอส์ แผนกเอนเตอร์เทนเมนต์ของบริษัทที่ตั้งอยู่ในลอสแอนเจลิส ภายใต้การดูแลของเดวิส แฮสโบร สตูดิโอส์ได้พัฒนาและผลิตผลงานทางทีวีที่อิงจากสินค้าแบรนด์แฮนโบรหลายเรื่อง อาทิเช่น Transformers, My Little Pony, Littlest Pet Shop และ Scrabble ตลอดปี 2013 บริษัทแห่งนี้ได้เปิดไฟเขียวให้กับซีรีส์สำหรับเด็กและครอบครัว 18 เรื่อง เดวิสยังดูแลงานภาพยนตร์ให้กับบริษัท ซึ่งผลิตภาพยนตร์โดยอิงจากสินค้าแบรนด์ แฮสโบร อาทิเช่น ภาพยนตร์ใหม่อย่าง G.I. Joe 3 (พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส), Candy Land (โซนี่ พิคเจอร์ส) และ Jem and the Holograms (ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส) ซึ่งจะถูกสร้างออกมาหลังความสำเร็จทั่วโลกของ Transformers: Age of Extinction (พาราเม้าต์ พิคเจอร์ส) เดวิด เอ็มเมอริชส์ (DAVID EMMERICHS) – ผู้กำกับภาพ เดวิด เอ็มเมอริชส์ เริ่มต้นทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ในห้องใต้ดินที่บ้านของเขาตอนเขาอายุ 11 ปี ต่อมา เขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และเกิดตกหลุมรักงานกล้อง นับแต่นั้น เขาก็หันมาจับงานด้านถ่ายภาพ และได้ทำงานให้กับผู้กำกับชื่อดังอย่าง เดวิด ฟินเชอร์, ไมเคิล เบย์, แฟรงก์ ดาราบองต์, โอลิเวอร์ สโตน, เจมส์ คาเมรอน และสตีเว่น สปีลเบิร์ก กองถ่ายภาพยนตร์อย่าง Se7en, Transformers, The Green Mile, Nixon, Avatar และ Catch Me If You Can ได้กลายมาเป็นสถานที่ฝึกปรือฝีมือให้กับเอ็มเมอริชส์ Ouija คือผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในตำแหน่งผู้กำกับภาพ แบร์รี่ โรบิสัน (BARRY ROBISON) – โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ แบร์รี่ โรบิสันสำเร็จการศึกษาจาก ยูซีแอลเอ เขาเริ่มต้นทำงานกับคณะละครสำหรับเด็ก และยังทำงานในแวดวงละครเวทีในชิคาโก จนเมื่อย้ายมานิวยอร์กซิตี้ เขาได้เริ่มต้นออกแบบฉากให้กับโรงละคร โอเปร่า และวงการทีวี โรบิสันย้ายที่อยู่อีกครั้ง โดยมาอยู่ที่ฮอลลีวู้ด และได้ทำงานในแวดวงภาพยนตร์ เขาได้ทำงานร่วมกับผู้กำกับ ไมเคิล เอ็ปเต็ด, โจ จอห์นสตัน, ดีน พาริซอต, บิลล์ คอนดอน, เดวิด ด็อบกิน และกาวิน ฮู้ด โรบินสันยังออกแบบโปรดักชั่นให้กับภาพยนตร์มากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น ภาพยนตร์ของเอ็ปเต็ด เรื่อง The Chronicles of Narnia: The Voyage of the Dawn Treader; ภาพยนตร์ของฮู้ด เรื่อง X-Men Origins: Wolverine; ภาพยนตร์ของ ด็อบกิน เรื่อง Wedding Crashers และ The Change-Up; ภาพยนตร์ของ พาริซอต เรื่อง Fun With Dick and Jane; ภาพยนตร์ของคอนดอน เรื่อง Candyman: Farewell to the Flesh; ภาพยนตร์ของ เจนนิเฟอร์ แฟล็คเก็ตต์ และมาร์ก เลวิน เรื่อง Nim’s Island; ภาพยนตร์ของแอนโธนี่ และโจ รุสโซ่ เรื่อง You, Me and Dupree; ภาพยนตร์ของ เจมส์ ค็อกซ์ เรื่อง Highway; ภาพยนตร์ของ จอห์นสตัน เรื่อง October Sky; ภาพยนตร์ของ เอริน ดิ๊กนัม เรื่อง Loved; ภาพยนตร์ของ แบลร์ เฮย์ส เรื่อง Bubble Boy และภาพยนตร์ของ เกรกอรี่ นาวา เรื่อง My Family เคน แบล็คเวลล์ (KEN BLACKWELL, ACE) – ผู้ลำดับภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ เคน แบล็คเวลล์ เพิ่งจะเสร็จสิ้นจากงานลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง Skating to New York ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับภาพ ชาร์ลส์ มินสกี้ ก่อนหน้านั้น แบล็คเวลล์เป็นผู้ลำดับภาพตอนแรกของซีรีส์เรื่อง The Last Ship ซึ่งอำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์ และกำกับโดย โจนาธาน มอสโทว์ แบล็คเวลล์ทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ของ มาร์คัส นิสเพลเรื่อง Conan the Barbarian, Friday the 13th และภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่เรื่อง Backmask ก่อนหน้านี้ เขาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลำดับภาพให้กับภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่อง Hancock ผลงานของ ปีเตอร์ เบิร์ก และ Transformers ผลงานของเบย์ แบล็คเวลล์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Expendables และเป็นผู้ร่วมลำดับภาพให้กับภาพยนตร์ภาคต่อ The Expendables 2 แบล็คเวลล์ยังทำหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ให้กับภาพยนตร์ของ ไมเคิล มานน์ เรื่อง Collateral, Miami Vice และ Public Enemies และภาพยนตร์ของ ร็อบ โคเฮน เรื่อง XXX ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของแบล็คเวลล์ ได้แก่ The League of Extraordinary Gentlemen, S1m0ne, Eraser, Under Siege 2: Dark Territory, The Island; ภาพยนตร์ของ ทาร์เซม ซิงห์ เรื่อง The Cell และ The Fall; ภาพยนตร์ของ แบร์รี่ ซอนเนนเฟลด์ เรื่อง Wild Wild West; ภาพยนตร์ของ มิมี่ ลีเดอร์ เรื่อง Deep Impact; ภาพยนตร์ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เรื่อง The Lost World: Jurassic Park; ภาพยนตร์ของ โทนี่ สก็อตต์ เรื่อง True Romance; ภาพยนตร์ของ มาร์ติน เบรสต์ เรื่อง Scent of a Woman และภาพยนตร์สารคดีเรื่อง U2: Rattle and Hum แมรี่ เจน ฟอร์ต (MARY JANE FORT) – ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แมรี่ เจน ฟอร์ตได้ก้าวเข้ามาทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่องแรกในภาพยนตร์ของ วิท สติลล์แมน เรื่อง Metropolitan ต่อมา ฟอร์ตได้ออกแบบเสื้อผ้าให้กับภาพยนตร์อย่าง The Lawnmower Man; Kicking and Screaming ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ ฟาร์เรลล์; Bring it On ซึ่งนำแสดงโดย เคิร์สเตน ดันสต์ และภาพยนตร์ของ ไดเมนชั่น ฟิล์มส์ เรื่อง Scary Movie 2 ซึ่งนำแสดงโดย แอนนา ฟาริส, ชอว์น และมาร์ลอน เวย์นส์ และทิม เคอร์รี่ ผลงานใหม่ของฟอร์ต ได้แก่ ภาพยนตร์ทริลเลอร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ส เรื่อง Project Almanac ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวฉายในเดือนมกราคม แอนตัน แซนโก (ANTON SANKO) – ผู้แต่งดนตรีประกอบ เมื่อเร็วๆ นี้ แอนตัน แซนโกได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Primetime Emmy Award จากภาพยนตร์เรื่อง Ring of Fire แซนโกยังแต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์สยองขวัญตื่นเต้นเรื่อง The Possession ซึ่งนำแสดงโดย เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน และไคร่า เซ็กวิค ก่อนหน้านั้น แซนโกได้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ที่ได้รับคำชม เรื่อง Rabbit Hole ซึ่งนำแสดงโดย นิโคล คิดแมน และแอรอน เอ็คฮาร์ต แซนโกได้แต่งดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์มากกว่า 25 เรื่อง อาทิเช่น Saving Face, Party Girl และ Scotland, PA

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram