ข้อมูล Mr. Peabody & Sherman

ข้อมูลภาพยนตร์ Mr. Peabody & Sherman

Mr-Peabody-Sherman-poster คุณพีบอดี้ สุนัขที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในโลกและ เชอร์แมน ลูกชายจอมซนของเขาได้ใช้ไทม์แมชชีนที่เรียกว่า เดอะ วาแบ็ค ออกผจญภัยสุดขั้วสำหรับมนุษย์และสุนัข แต่เมื่อเชอร์แมนใช้เดอะวาแบ็คเรียกความสนใจจากเพื่อนของเขาที่ชื่อ เพ็นนี พวกเขากลับพลัดหลงสู่ห้วงแห่งจักรวาล จนพบกับเรื่องวุ่นๆ ในเหตุการณ์สำคัญแห่งประวัติศาสตร์โลก ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปตลอดกาล คุณพีบอดี้ต้องให้ความช่วยเหลือพวกเขา แต่สุดท้ายเขาต้องพบว่าสิ่งที่วุ่นวายและท้าทายในทุกยุคสมัยคือการเป็นพ่อแม่ การเดินทางข้ามผ่านเวลาของทั้งสามจะจดจำพวกเขาไว้ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN เป็นผลงานแนวผจญภัยคอมเมดี้ที่มีกลิ่นอายของหนังไซไฟ การเดินทางข้ามเวลา ตัวละครที่มีความแปลก และบทภาพยนตร์ที่มีความประณีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันจากมิตรภาพที่คาดไม่ถึงระหว่างฮีโร่ที่ออกโรง ซึ่งนั่นคือสุนัขและลูกชายของเขา เนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างพ่อกับลูก “คุณพีบอดี้ขอเชอร์แมนมาเลี้ยง เขาเลี้ยงดูในแบบที่เขาคิดว่าดีที่สุด” ร็อบ มินคอฟฟ์ ผู้กำกับฯ เจ้าของผลงานสุดฮิตในอดีตอย่างภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องโปรด “The Lion King” และภาพยนตร์แอนิเมชั่นไลฟ์แอ็คชั่น/คอมพิวเตอร์กราฟฟิค เรื่อง “Stuart Little” เล่าว่า “เหมือนกับครอบครัวทั่วไปที่ต้องพบกับความวุ่นวายหลายสิ่ง ทั้งคู่ต่างต้องเติบโตและเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ จนกลายเป็นครอบครัวที่กลมเกลียวกันดีกว่าเดิม” แม้แต่อัจฉริยะระดับโลกอย่างคุณพีบอดี้ก็ต้องเรียนรู้อะไรหลายสิ่งเช่นกันเมื่อต้องทำหน้าที่ของพ่อแม่ “คุณพีบอดี้ต้องยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจลูกชายเสมอไป” อเล็กซ์ สจ๊วตซ์ ผู้อำนวยการสร้างฯ กล่าวเสริมว่า “พีบอดี้พบว่าการควบคุมลูกไม่อยู่คือหนึ่งในอุปสรรคชิ้นโตที่พ่อแม่ต้องจะต้องพบ” หลักการทำหน้าที่ของผู้เป็นพ่อแม่สำหรับคุณพีบอดี้หลายอย่างเป็นวิธีเลี้ยงลูกสมัยใหม่ เช่น พาเชอร์แมนออกไปผจญภัยสุดทึ่งข้ามเวลาหลายแห่ง การเดินทางข้ามเวลาเป็นการเรียกความสนใจให้เรื่องราวเกิดความตื่นเต้นและเพิ่มการผจญภัยเข้ามาในเรื่อง ตัวละครในยุคปัจจุบันของเรื่องต้องพบกับความสนุกสนานหลายอย่างจากตัวละครชื่อดังในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดความเซอร์ไพรส์อย่างไม่ทันตั้งตัวและการต่อสู้ด้านวัฒนธรรมที่ซับซ้อน การเดินทางข้ามยุคมีกฏระเบียบหลายอย่างที่เราต้องปฏิบัติตามด้วย เช่น ห้ามไปพบเจอกับตัวเองและเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีตใดๆ แม้แต่นิดเดียว อุปกรณ์ที่ช่วยให้คุณพีบอดี้และเชอร์แมนเดินทางสู่ประวัติศาสตร์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด เป็นอุปกรณ์สุดอัศจรรย์ที่เรียกว่า เดอะ วาแบ็ค สิ่งประดิษฐ์จากนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างคุณพีบอดี้นั่นเอง คุณตูบอัจฉริยะได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาทำให้เชอร์แมนสามารถสัมผัสประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิดกับตัว เดอะ วาแบ็ค เป็นมากกว่ายานพาหนะ มันคือตัวละครที่มีความเป็นตัวของตัวเองจนกลายเป็นเพื่อนร่วมทางคนสำคัญในการผจญภัยข้ามผ่านเวลาของพีบอดี้กับเชอร์แมน

เรื่องราวระหว่างพ่อลูก

ร็อบ มินคอฟฟ์เล่าว่าคุณพีบอดี้กับเชอร์แมนเหมือนคู่หูสุดคลาสสิคในภาพยนตร์ “ไม่ต่างจากลอว์เรลกับฮาร์ดี้ แบทแมนกับโรบิน โฮล์มส์กับวัตสัน” นี่เป็นการจับคู่กันอย่างน่าตื่นเต้น แต่คุณพีบอดี้ไม่ใช่สุนัขพันธุ์บีเกิลแบบทั่วไป เขาเป็นทั้งนักธุรกิจผู้กว้างขวาง นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ผู้ชนะกีฬาโอลิมปิค และอัจฉริยะที่ดันบังเอิญเป็นสุนัข พีบอดี้มีความอัจฉริยะเหมือนไอน์สไตน์ มีความฉลาดรอบรู้เหมือนออสการ์ ไวลด์ มีความกล้าหาญเหมือนอินเดียน่า โจนส์, ความสามารถด้านการคิดคำนวณเหมือนเชอร์ล็อค โฮล์มส์ มีสไตล์การแต่งตัวแบบเจมส์ บอนด์ และมีความสามารถด้านการทำอาหารแบบมาริโอ บาตาลี่ สิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายพีบอดี้คือการเลี้ยงดู เชอร์แมน เด็กที่เขาขอมาเลี้ยง โดยพีบอดี้ยอมเสียสละตนเพื่อเชอร์แมน ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งที่แม้แต่อัจฉริยะยังต้องใช้ความคิด นั่นคือการทำหน้าที่ของพ่อแม่ ไท เบอร์เรล ผู้ให้เสียงพากย์ของพีบอดี้ได้เพิ่มลูกเล่นให้กับตัวละครที่มีความอัจฉริยะ แต่ในช่วงแรกมินคอฟฟ์นักแสดงจาก “Modern Family” ไม่ได้เป็นตัวเลือกในช่วงแรก “ไทมีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบจากการรับบท ฟิล ดันฟี่ คุณพ่อจำเป็นในเรื่อง ‘Modern Family’ และฟิลก็ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แต่พอเรานำบุคลิกของเขามาผสมกับตัวละครของพีบอดี้ มันตรงกับลักษณะของพีบอดี้ทุกประการเลย” “เมื่อเรามาคิดดูแล้ว คุณพีบอดี้กับเชอร์แมนคือต้นบับของ ‘Modern Family’ เลย” มินคอฟฟ์กล่าวติดตลก “อะไรจะล้ำไปกว่ามีสุนัขเป็นพ่อแม่ได้อีกล่ะ?” ผู้อำนวยการสร้างฯ อเล็กซ์ สจ๊วตซ์ (“Journey to the Center of the Earth”) เล่าว่าเบอร์เรลได้ “ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์และความอบอุ่นลงไปในตัวพีบอดี้ รวมถึงใส่มุกตลกและสำเนียงการพูดที่ไม่เหมือนใครลงไป” ตอนนี้เบอร์เรลได้วางระบบงานของเขาไว้อย่างละเอียดแล้ว หลังจากนั้นเขาต้องมารับบทตัวละครที่เขาบรรยายว่า “โดยพื้นฐานแล้วไม่มีอะไรให้ติเลย ถือเป็นตัวละครที่น่าสนใจในการแสดง เพราะผมเองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบอะไร พีบอดี้แทบไม่เคยทำอะไรพลาด ซึ่งก็น่าจะรวมถึงการทำหน้าที่ของผู้เป็นพ่อด้วย เหมือนกับที่พ่อทุกคนเป็น เขาคิดว่าตัวเองอยู่เหนือสถานการณ์หรือปัญหาทั้งหมด เว้นแต่ตอนที่ต้องมารับมือกับเชอร์แมน” เบอร์เรลเตรียมตัวรับบทด้วยการดูหนังสั้นสุดคลาสสิคทางทีวีที่เป็นตัวอ้างอิงของภาพยนตร์ “ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็แกะเสียงที่ต้องพากย์ลงไปได้” เขาอธิบาย “พีบอดี้มีการพูดจาที่ชัดเจน คำควบกล้ำของเขาฟังชัดมาก” ลูกชายของเบอร์เรลในภาพยนตร์ให้เสียงพากย์โดยนักแสดงหนุ่มน้อย แม็กซ์ ชาร์ลส (ภาพยนตร์ทาง ABC-TV เรื่อง “The Neighbors,” “The Amazing Spider-Man”) ที่เล่าว่าอเล็กซ์ สจ๊วตซ์ได้พากย์ “เสียงเด็ก” ที่ฟังแล้วเป็นธรรมชาติให้กับเชอร์แมน “แม็กซ์เป็นคนที่ร่าเริงมากมีจังหวะที่แม่นยำ และมีเสียงที่น่ารักเหมือนเขากำลังเคี้ยวขนม” มินคอฟฟ์เล่าต่อว่า “แม็กซ์มีการแสดงอารมณ์ ความซาบซึ้ง ความรัก และอารมณ์ขันออกมาได้ ซึ่งยากนักที่จะพบได้ในนักแสดงเด็ก” เชอร์แมน ตัวละครของชาร์ลสเป็นคนพร้อมเปิดรับ มีความกระตือรือร้น และอยากรู้อยากเห็นผิดปกติ เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับ คุณพีบอดี้ พ่อบุญธรรมสุดอัจฉริยะที่เดินทางข้ามเวลามา ทำให้เชอร์แมนมีโอกาสออกไปผจญภัยนับไม่ถ้วน เชอร์แมนเหมือนกับเด็กส่วนใหญ่ที่ชอบสร้างปัญหา บางครั้งก็พบปัญหาที่ยากเกินจะแก้ด้วยตัวเอง แต่เชอร์แมนเลือกที่แก้ปัญหาแม้ว่าเขาจะสร้างปัญหาที่ยุ่งยากแค่ไหนขึ้นมาก็ตาม “เชอร์แมนเป็นเด็กอัจฉริยะ” มินคอฟฟ์กล่าว “บางครั้งเขาจะทำตัวน่ารำคาญไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นนักเรียนดีเด่นของคุณพีบอดี้เลย เพราะมีความพิเศษอย่างหนึ่งที่พวกเขาทำร่วมกันคือ เดินทางข้ามผ่านประวัติศาสตร์ พีบอดี้ใช้เวลาสอนเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ให้เชอร์แมนมากมาย” “เชอร์แมนยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ” สจ๊วตซ์อธิบายเพิ่มเติมว่า “เขาเป็นเด็กฉลาดและเรียนรู้ได้ไว แต่ในขณะเดียวกันเขาไม่ค่อยคิดให้รอบคอบก่อน และจะรีบตัดสินใจก่อนไตร่ตรองอยู่เสมอ” อย่างที่พ่อแม่ทุกคนรู้ดีว่าความใจร้อนแบบนี้จะทำให้เกิดปัญหาได้ และสำหรับเชอร์แมนแล้วการแหกกฏเรื่องการเดินทางข้ามเวลาเป็นเรื่องที่ลุกลามใหญ่โตมาก แม็กซ์ ชาร์ลส เล่าว่า “เชอร์แมนเป็นเด็กธรรมดาที่ชอบทำอะไรไม่ธรรมดา เช่น เดินทางย้อนเวลา” เชอร์แมนเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากคุณพีบอดี้ และชาร์ลสมองในมุมกลับกันก็พบว่าเป็นความจริง “พีบอดี้เองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเชอร์แมน เช่น การรู้จักยืดหยุ่นมากขึ้นและไว้วางใจมากขึ้น” “พีบอดี้ได้เรียนรู้ว่าข้อบกพร่องของเชอร์แมนคือสิ่งที่สร้างความมหัศจรรย์ให้เขามาก” เบอร์เรลกล่าวเสริมว่า “และมันคุ้มค่าแล้วที่ทำให้เขาอ่อนโยนลงได้”

บรรดาเพื่อนใหม่

รองจากคุณพีบอดี้ยังมีอีกคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทของเชอร์แมน นั่นคือเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่ชื่อเพ็นนี ปีเตอร์สัน เพ็นนีสร้างความป่วนขึ้นเป็นสองเท่า เธอเป็นเด็กน่ารักและฉลาด เพ็นนีมีอิทธิพลในโรงเรียนประถมของเธอจนกระทั่งเธอได้พบกับเชอร์แมนที่มี “มันสมอง” มากกว่าเพ็นนี แต่ความน่ารักและความกล้าหาญในตัวเธอ รวมไปถึงความเอาใจใส่และความซื่อสัตย์ที่มี ทำให้เธอกลายเป็นเพื่อนกับเชอร์แมนได้เมื่อผ่านบททดสอบของเวลา “ในช่วงแรกเพ็นนีไม่ค่อยจะถูกชะตากับเชอร์แมน” สจ๊วตซ์อธิบาย “แต่หลังจากนั้นไม่นานเราจะรู้ว่าเธอมีอะไรหลายอย่าง และยิ่งเธอทิ้งความอิจฉาเชอร์แมนในช่วงแรกออกไป เธอจึงเริ่มเห็นว่าเขาเป็นเด็กที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย จุดเด่นของเพ็นนีอยู่ที่เราได้เห็นพัฒนาการของเธอในหนังตลอดเวลา” ความสดใส ความฉลาด และความกล้าหาญของตัวละครทำให้เป็นบทที่คัดเลือกตัวนักแสดงได้ยาก จนกระทั่งแอเรียล วินเทอร์ ผู้รับบทเป็นลูกสาววัยรุ่นของฟิล ดันฟี่ ตัวละครของไท เบอร์เรล ในเรื่อง “Modern Family” ได้มาออดิชั่น ตอนแรกมินคอฟฟ์ไม่รู้เรื่องความสนิทระหว่างวินเทอร์กับเบอร์เรลมาก่อน เขาเล่าว่า “ถือว่าเป็นข้อดีของความบังเอิญที่พวกเขาได้มาร่วมงานกันในภาพยนตณ์เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN แอเรียลทุ่มเทพลังอันยิ่งใหญ่ลงไปในตัวเพ็นนี เธอเป็นเด็กวัยรุ่นที่มีไหวพริบและไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าเพ็นนีจะเด็กกว่า [ตัวนักแสดงหญิง] แต่แอเรียลก็แสดงความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติและความเข้าใจตัวละครออกมาได้ดี” เพ็นนี เชอร์แมน และคุณพีบอดี้ได้ร่วมผจญภัยสุดตื่นเต้นท้าทายข้ามผ่านเวลาร่วมกัน แต่การเดินทางด้วยวาแบ็คครั้งแรกในภาพยนตร์เป็นการเดินทางของพ่อลูกสู่ยุคการปฏิวัติของฝรั่งเศส และได้พบกับราชินีของประเทศที่ต้องถูกตัดหัว หลังจากที่เธอได้พบกับพวกเขา เชอร์แมนและพีบอดี้อยู่ท่ามกลางการปะทะกันของพวกชาวบ้านที่ก่อจลาจลอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศฝรั่งเศสไปตลอดกาล และพีบอดี้ต้องเอาหัวพาดอยู่บนเครื่องประหาร โชคดีที่พีบอดี้ไม่อับโชคเหมือนราชินีจึงหลบหนีจากใบมีดมาได้ ต้องขอบคุณในลีลาการเคลื่อนไหวและทักษะความรู้ด้านการต่อสู้ที่มี “เราชอบไอเดียของการเปิดตัวภาพยนตร์ด้วยฉากแอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่” สจ๊วตซ์กล่าว ในการพลิกพีบอดี้ให้กลายเป็นนักฟันดาบที่มีฝีมือ ทีมผู้สร้างฯ ต้องพาผู้ชำนาญด้านการฝึกซ้อมฟันดาบมาสอนแอนิเมเตอร์ว่าควรถือดาบอย่างไร จู่โจมอย่างไร และถือดาบให้อยู่ในระดับที่สมดุล แต่ถึงแม้จะมีทั้งช่วงเวลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย การต่อสู้ การผจญภัย และการเดินทางผ่านระบบท่อน้ำทิ้งของปารีส การผจญภัยข้ามผ่านเวลาครั้งสำคัญสุดของทั้งคู่ (รวมถึงเพ็นนีด้วย) กำลังรออยู่เบื้องหน้า การเดินทางข้ามผ่านเวลาของเชอร์แมนและเพ็นนีได้พาพวกเขาไปยังอียิปต์โบราณที่เพ็นนีได้พบว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นของกษัตริย์ตุตันคามุนในวัย 9 ขวบ หลังจากนั้นไม่นานพีบอดี้ เชอร์แมน และเพ็นนีได้พบกับเพื่อนเก่าของพีบอดี้และเป็นบุรุษจากยุคเรเนซองต์อย่างลีโอนาร์โด ดา วินชี่ ที่รับบทโดยสแตนลีย์ ทุคชี่ นักแสดงตลกผู้เข้าชิงรางวัล Academy Award ตัวละครทั้งสามของเราได้พบกับศิลปิน/นักวิทยาศาสตร์/วิศวกร/นักประดิษฐ์/นักวิชาการ และคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลาวิกฤติและใช้ไหวพริบปฏิภาณอย่างการทำให้โมนา ลิซ่า (ให้เสียงพากย์โดยเลค เบล) ยิ้มให้กับภาพของตัวเธอเอง ตอนที่พีบอดี้พยายามทำให้เธอยิ้ม เขาพบว่าเชอร์แมนกับเพ็นนีได้ออกไปผจญภัยกัน ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาที่ลีโอนาร์โดกำลังทดสอบเครื่องเดินทางข้ามเวลาของเขา หลังจากนั้นได้เดินทางมาถึงยุคโบราณของกรุงทรอย ซึ่งเหล่าชาวทรอยได้เรียนรู้การระมัดระวังตัวจากเช้ากรีก และเชอร์แมนก็ได้เรียนรู้ไปด้วย เขาได้รับของขวัญที่เป็นม้าไม้ยักษ์ที่มีนักรบผู้แกร่งกล้าและรักการต่อสู้อยู่ในนั้น เชอร์แมนพบว่าตัวเองได้มาอยู่ในเรื่องราวของม้าโทรจันที่ทำให้เขาผูกมิตรกับอักเมมนอน หัวหน้าทัพกองกำลังชาวกรีกในช่วงทำสงครามโทรจันได้อย่างรวดเร็ว ตัวละครสุดท้ายนี้เป็นหนึ่งในตัวละครโปรดของมินคอฟฟ์ที่รับบทโดยแพทริค วอร์เบอร์ตัน มินคอฟฟ์เรียกเขาว่า “เป็นนักแสดงที่มีอารมณ์ขันมากที่สุดในทุกสภาพแวดล้อม” ฉากม้าโทรจันมีการผสมผสานกับเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ มีทั้งความสนุกสนานและเป็นแนวแฟนตาซีมาก นักเดินทางข้ามเวลาผู้กล้าของเรายังได้พบกับบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์คนอื่นๆ อีก อาทิเช่น แวน โก๊ะ, ไอน์สไตน์ (ให้เสียงพากย์โดย เมล บรูคส์ นักแสดงตลกแห่งตำนาน), ลินคอล์นและเช็คสเปียร์ และการมีโอกาสเยี่ยมเยือนบุคคลสำคัญเหล่านี้ พีบอดี้ เชอร์แมน และเพ็นนีได้เดินทางสุดสบายแบบไม่เหมือนใครโดยเดอะ วาแบ็ค ซึ่งเป็นอุปกรณ์วงกลมที่ส่องแสงสีแดงออกมาและลอยอยู่เหนือพื้น ภายในไข่ทรงไฮเทคแห่งศตวรรษที่ 21 ด้านในจะมีเก้าอี้ที่มีลักษณะเหมือนถังน้ำเคลื่อนที่ไปมาระหว่างแผงควบคุม และมีลูกโลกโฮโลกราฟฟิคแบบทัชสกรีนลอยอยู่ที่ทำหน้าที่เป็นระบบนำทางของเดอะ วาแบ็ค ถึงแม้ว่าเดอะ วาแบ็คจะเป็นอุปกรณ์ล้ำสมัยขั้นสูง มีการส่งเสียงคลิก เวอร์ และฮัมออกมาจากระบบคอมพิวเตอร์ของอุปกรณ์ที่สร้างความประหลาดเหมือนมันมีความคิดเป็นของตัวเอง องค์ประกอบสุดไฮเทคของเดอะ วาแบ็คประกอบด้วยปุ่มควบคุมพลังงานมากมายและเก้าอี้ที่ยืดหดตัวได้อย่างปาฏิหาริย์ เดอะ วาแบ็คถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทันสมัยสุดยอด แม้แต่ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN ก็ยังไม่แน่ใจว่าการควบคุมบางอย่างต้องทำอย่างไร เช่น “synchronic fundibulator” ซึ่งเป็นอุปกรณ์คล้ายกับการสตาร์ทเครื่องยนต์ตามที่มินคอฟฟ์กล่าวเอาไว้ จากนั้นยังมี “hemidemisemiquavatron” คำสั่งประหลาดที่บอกว่า “มันสามารถใช้เสียงออกคำสั่งได้”

ครอบครัวปีเตอร์สัน คุณกรูเนียนและครูใหญ่เพอร์ดี้

ระหว่างที่พีบอดี้ เชอร์แมน และเพ็นนีสนุกสนานกับการเดินทางข้ามเวลาอย่างไม่รู้จบ พ่อแม่ของเพ็นนี พอลและแพ็ตตี้ ได้อยู่ที่อพาร์ทเมนท์อันหรูหราของพีบอดี้ พวกเขาไม่รู้ว่าลูกสาวของตัวเองกับเพื่อนใหม่ของเธอกำลังทำอะไรอยู่ เพราะพีบอดี้เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทั้งคู่อยู่ที่ไหน (พีบอดี้ได้เชิญครอบครัวปีเตอร์สันมาร่วมดินเนอร์เพื่อการสมานฉันท์จากที่เคยผิดใจเมื่อตอนพบกันครั้งแรกที่โรงเรียน) คุณพีบอดี้มีการจัดสรรงานไว้อย่างชัดเจน หน้าที่การงานและงานอดิเรกของพอลดึงสมาธิเขาออกจากความรับผิดชอบภายในบ้านและทุกๆ ที่ไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความผิดหวังให้แพ็ตตี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ค่อยจะมีมิตรไมตรีกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะกับคุณพีบอดี้ แต่ด้วยความรอบรู้และความสามารถหลายด้านของคุณพีบอดี้ในฐานะเจ้าบ้าน พอลจึงลดอดคติลงและสนุกสนานกับงานเลี้ยง สตีเฟ่น โคลเบิร์ต ผู้ประกาศข่าวเจ้าของรางวัล Emmy จากรายการทีวีอันเลื่องชื่อที่มีชื่อว่า “The Colbert Report” รับบทเป็นพอล และเลสลี่ แมนน์ (“Rio,” “Knocked Up”) ให้เสียงพากย์แพ็ตตี้ ปีเตอร์สัน สำหรับโคลเบิร์ตแล้วการได้มาให้เสียงพากย์ของพอลถือเป็นกำไรในหลายด้าน อย่างน้อยนักแสดงชายก็ยืนยันว่า “พอล ปีเตอร์สันคือฮีโร่ตัวจริงของหนัง ผมว่าความรักของเขาที่มีต่อ เพ็นนี ลูกสาวของเขาเป็นตัวดำเนินเรื่องราวทั้งหมด เพราะถ้าเขาไม่โกรธที่เชอร์แมนและเพ็นนีทะเลาะกัน มันก็คงไม่กลายเป็นหนัง!” นักแสดงเล่าว่าการเดินทางข้ามเวลาในหนังเรียกความสนใจจากเขาได้เป็นพิเศษ ทำให้เขานึกถึงความฝันของตัวเองที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการเดินทางข้ามเวลา “ถ้าผมมีไทม์แมชชีนผมจะย้อนเวลากลับไป ผมจะไปประดิษฐ์ซิปจะได้ร่ำรวยมหาศาล” เขากล่าวหน้านิ่ง โคลเบิร์ตเล่าว่าการร่วมงานในภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY AND SHERMAN ทำให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขในการดูหนังสั้นทางทีวีเรื่อง “Mr. Peabody and Sherman” เป็นการส่วนตัวในช่วงที่เขาเป็นเด็ก “มันฉายดึกกว่าช่วงที่ผมต้องเข้านอน ผมจำได้เลยว่าต้องแอบดูและซ่อนตัวระหว่างพี่ชายเพื่อไปนอนหน้าทีวีและใช้หมอนหนุนข้างหลังผมไว้ พ่อกับแม่จะได้มองไม่เห็นผม” ผู้กำกับฯ ร็อบ มินคอฟฟ์ รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับโคลเบิร์ตและเลสลี่ แมนน์ นักแสดงตลกหญิงผู้ให้เสียงพากย์ แพ็ตตี้ คู่ชีวิตฝ่ายดีและภรรยาของพอล “เลสลี่เป็นคนมีเสน่ห์มาก เธอเก่งและน้ำเสียงของเธอก็ยากจะคาดเดาได้” เขากล่าว ในช่วงที่พอลและเพ็ตตี้กลังเพลิดเพลินกับช่วงบ่ายอยู่ที่บ้านคุณพีบอดี้ พวกเขาไม่รู้เลยว่าตอนนั้นลูกสาวตัวเองกำลังเจอปัญหาและพยายามแก้ปัญหาเรื่องหลุมแห่งกาลเวลา ผู้ร้ายของเรื่องอย่างคุณกรูเนียนได้ก่อแผนร้ายที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์อันน่ากลัว คุณกรูเนียนทำงานอยู่ที่สำนักงานปกป้องและพิทักษ์เด็ก เสียงคำรามของเธอน่ากลัวพอๆ กับรอยกัดของเธอ ในขณะที่เธอยืนยันว่าให้ความสนใจด้านความสุขสำหรับเยาวชนเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นคนบ้ากฏกติกา เธอเชื่อว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่โดยเฉพาะพีบอดี้ขาดความเข้มงวดกวดขันในการเลี้ยงดูลูกๆ ของตัวเอง การมองโลกอย่างมีอคติของเธอยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเธอทราบว่าพีบอดี้คือสุนัข! ที่ได้รับอนุญาตให้รับเลี้ยงเชอร์แมน “คุณกรูเนียนมีความเชื่อว่าไม่ว่าสุนัขจะมีไอ.คิวมากแค่ไหนก็ไม่เหมาะจะพ่อแม่ของเด็กได้ เธอเชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือการพยายามพาเชอร์แมนออกห่างจากพีบอดี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจมาก” อเล็กซ์ สจ๊วตซ์กล่าว “คุณกรูเนียนไม่ชอบพีบอดี้” ร็อบ มินคอฟฟ์เล่าต่อว่า “เธอไม่ชอบความมุ่งมั่นของเขา และที่สำคัญสุดคือเธอไม่ชอบที่สุนัขมีสิทธิ์ดูแลเลี้ยงเด็กได้” ผู้ให้เสียงพากย์ตัวละครคือ แอลลิสัน แจนนีย์ นักแสดงมากความสามารถเจ้าของรางวัล Emmy จากการรับบทเลขานุการฝ่ายสื่อมวลชนทำเนียบขาว ซี.เจ.เครกในซีรี่ส์เรื่องดัง “The West Wing” แจนนีย์มีความสุขที่มีโอกาสได้รับบทตัวละครร้ายเป็นครั้งแรก “คุณกรูเนียนเป็นตัวการร้ายที่แสบมาก” เธอกล่าว “เธอเป็นผู้หญิงที่จริงจังและแข็งแกร่ง และไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับคนงี่เง่าเหมือนกับวายร้ายที่เก่งๆ ทุกตัว เธอคือคนที่คุณจะต้องเกลียดแน่ๆ” มินคอฟฟ์ชื่นชมในความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ของแจนนีย์ ที่มีต่อการแสดงของกรูเนียนที่เรียกความสนใจได้ไม่น้อย “เอลลิสันทำให้ตัวร้ายสร้างความวุ่นวายในทุกเรื่องได้” เขากล่าว “เธอเข้าถึงตัวร้ายตัวนี้จริงๆ”

การสร้างภาพเคลื่อนไหว การออกแบบ และจุดเริ่มต้นสิ่งต่างๆ

ตัวนักแสดงและการแสดงของพวกเขาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสรรค์ตัวละครและมิตรภาพต่างๆ ขึ้นมา แต่มินคอฟฟ์และสจ๊วตซ์ยังสร้างฉากขนาดใหญ่ขึ้นมาให้กับทีมผู้สร้างภาพแอนิเมชั่นด้วย ผู้กำกับฯ เล่าว่า ผลงานที่ไม่ต้องพูดถึงทำให้พวกเขากลายเป็น “นักแสดงร่วมกับคอมพิวเตอร์” “พวกเขาคือนักแสดงตัวจริง” เขาเล่าต่อว่า “พวกเขาสร้างโมเดลแบบ 3 มิติและทำให้ตัวละครมีชีวิตขึ้นมา พวกเขาต้องเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของตัวละคร เพื่อทำความเข้าใจตัวละครว่าเป็นคนแบบไหนและควรมีท่าทางอย่างไร” สจ๊วตซ์เล่าถึงไอเดียนี้ว่า “เหล่าผู้สร้างแอนิเมชั่นคือนักแสดงตัวจริง และนั่นเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาตกหลุมรักกับตัวละครและทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้” ผู้สร้างแอนิเมชั่นมั่นใจว่าพีบอดี้สุดยอดอัจฉริยะควรเดินสองเท้าและมีท่าทางที่ดูมั่นใจในตัวเองมาก ทีมผู้สร้างแอนิเมชั่นเก็บลักษณะของสัตว์สี่เท้าเอาไว้ เพราะนั่นเป็นลักษณะของสุนัขทั่วไป แต่ในกรณีพิเศษอย่างพีบอดี้มีสัญชาตญาณมากกว่านั้น เขาชอบใช้สัญชาตญาณแก้ปัญหา เจสัน เชลเฟอร์ หัวหน้าผู้สร้างตัวละครแอนิเมชั่นให้ภาพยนตร์เล่าว่า ตะกร้อครอบปากของพีบอดี้ที่เห็นชัดเจนเป็นสิ่งที่สร้างความท้าทายเป็นพิเศษ “ถ้าพีบอดี้มองตรงมาที่กล้องและยิ้ม เราจะไม่เห็นเลยเพราะตะกร้อครอบมุมปากของเขาไว้หมด เราใช้เวลาปรับเขาอยู่นานจนเราเห็นมุมปากเวลาเขายิ้มออกมาได้ มันเป็นการสร้างภาพเคลื่อนไหวบนใบหน้าของเขาที่มีความสนุกสานและซับซ้อนมาก เพื่อทำให้มันดูสวยงามและมีความน่าสนใจ” “พีบอดี้เป็นตัวละครที่มีทักษะมาก เขาจะมีคำตอบและมีเป้าหมายในทุกสถานการณ์” เชลเฟอร์เล่าต่อว่า “ไม่ว่าเขาจะต้องเจอกับอะไร เขาไม่มีวันเดินถอยหลัง เราสนุกกับการจินตนาการเรื่องหลักของทักษะและความสามารถเพื่อให้เขารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้” สำหรับเชอร์แมน เชลเฟอร์และทีมงานของเขามีความมั่นใจว่าต้องดูแล้วรู้สึกเหมือนเด็ก “ผมมองดูลูกตัวเองและสังเกตการตอบสนองของพวกเขาในสถานการณ์ต่างๆ ผมพบความน่าสนใจบางอย่างในตัวเด็กที่ทำให้เชอร์แมนดูเหมือนเด็กจริงๆ และมีส่วนช่วยในเรื่องการผจญภัยและการเปลี่ยนแปลงของเขาด้วย” ความท้าทายที่สำคัญอยู่ที่การสร้างแอนิเมชั่นให้หัวของเชอร์แมนมีขนาดใหญ่เกินจริง ซึ่งเชลเฟอร์เรียกว่า “หัวใหญ่ยักษ์” มันช่วยสร้างความน่าสนใจและความตลกให้ตัวละครมากขึ้น แต่มันก็ทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากเช่นกัน “หัวของเขามีขนาดใหญ่มากและมันอยู่บนลำคอขนาดเล็ก เราต้องเอาร่างทั้งหมดของเชอร์แมนมาปรับสมดุลทำให้หัวปรับได้ง่ายๆ” เขาอธิบาย “ไม่งั้นมันก็จะดูเหมือนคอหักได้!” ส่วนแว่นสายตาที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ใช้แบ่งปันระหว่างพ่อลุก ผู้สร้างแอนิเมชั่นต้องจัดตำแหน่งคิ้วของตัวละครด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าพีบอดี้กับเชอร์แมนจะถ่ายทอดสีหน้าและอารมณ์ที่สำคัญออกมาได้ “แว่นตาใหญ่คลุมคิ้วพวกเขา ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยคุณก็จะไม่เห็นเวลาพวกเขาเปลี่ยนสีหน้า” เชลเฟอร์กล่าว “ฉะนั้นเวลาพีบอดี้และเชอร์แมนแสดงความตื่นเต้นออกมา เราจะให้คิ้วของพวกเขาสูงขึ้นเหนือศีรษะ และในช่วงสถานการณ์เลวร้ายคิ้วจะตกเป็นเส้นตรงปิดตาพวกเขา” ภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY AND SHERMAN สร้างขึ้นจากตัวละครอันเป็นที่รัก ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 1950 และปรากฏในทีวีซีรี่ส์แอนิเมชั่นต้นปี 1960 เรื่อง “Rocky and His Friends” และ “The Bullwinkle Show” อำนวยการสร้างฯ โดย เจย์ วอร์ด ตัวละครได้ปรากฏตัวในเรื่อง “Peabody's Improbable History” หลายตอนที่สร้างขึ้นโดย เท็ด คีย์ ตัวละครพีบอดี้ให้เสียงพากย์โดย บิล สก็อตต์ ส่วนเชอร์แมนให้เสียงพากย์โดย วอลเตอร์ เท็ตลีย์ (ในบทผู้ใหญ่) ผลงานเรื่องสั้น 91 ตอนที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีการฉายแต่ละครั้งราว 4 ชั่วโมงครึ่ง ภาพยนตร์ฉบับใหม่ได้มีการปรับคู่หูสุนัขกับลูกชายของเขาฉบับคลาสสิคให้มีความทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ชมยุคปัจจุบัน รวมถึงคอมพิวเตอร์กราฟฟิคแอนิเมชั่นอันล้ำสมัยและระบบภาพ 3 มิติ ในเวลาเดียวกันก็ยังรักษาเสน่ห์ของการ์ตูนต้นฉบับเอาไว้ด้วย “ภาพยนตร์ได้แสดงถึงความรักและความเคารพที่มีต่อการแสดง” อเล็กซ์ สจ๊วตซ์ กล่าวว่า “รวมถึงเดอะ วาแบ็ค และการเล่นสำนวนได้อย่างน่าอัศจรรย์ของพีบอดี้ที่ถูกเรียงร้อยไว้ในภาพยนตร์ทั้งเรื่องด้วย มีกลิ่นอายจากภาพยนตร์เรื่องสั้นที่ใส่ลงไปในหนังเรื่องนี้” ทิฟฟานี่ ลูกสาวของเจย์ วอร์ด เป็นผู้ดูแลผลงานพ่อของเธอ และได้ร่วมงานกับผู้สร้างภาพยนตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY AND SHERMAN จะยังตรงตามจินตนาการของเจย์อยู่ ซึ่งเธอกล่าวว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเหมือนที่เธอหวังไว้ทุกอย่าง “ภาพยนตร์อย่างการ์ตูนสั้นของเจย์จะไม่พูดถึงเด็ก” ทิฟฟานี่ วอร์ด ผู้ทำหน้าที่เป็นอำนวยการสร้างบริหารฯ ด้วยกล่าวว่า “เขาสร้างขึ้นมาเพื่อผู้ใหญ่มากกว่า และตอนนี้ภาพยนตร์เหมือนกับฝันที่กลายเป็นจริงของฉันและครอบครัวที่พวกเขามีผลงานของพ่อในอีก 50 ปีถัดมาที่อำนวยการสร้างฯ โดย DreamWorks Animation และได้ฉายบนจอภาพยนตร์ในระบบ 3 มิติ มันน่าตื่นเต้นดีออก เจย์คงจะภูมิใจมาก ภาพยนตร์ได้มอบประสบการณ์แห่งความตื่นเต้นกับฉันเป็นพิเศษ เพราะสำหรับฉันแล้วพ่อเหมือนกับพีบอดี้ผู้เป็นอัจฉริยะตัวจริง” มินคอฟฟ์เองก็ต้องขอบคุณในไอเดียต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือของทิฟฟานี่ “ทิฟฟานี่เป็นคือคนที่เก่งสุดในภาพยนตร์และสำหรับผมเป็นการส่วนตัว ถือเป็นการร่วมงานที่อัศจรรย์มาก” ผู้สร้างภาพยนตร์และนักแสดงบางคนรู้สึกชื่นชอบและให้การยกย่องในซีรี่ส์ต้นฉบับ สตีเฟ่น โคลเบิร์ตเคยพูดถึงตอนเป็นเด็กแล้วว่าเขาต้องแอบอยู่ในห้องนั่งเล่นเพื่อดูรายการที่ฉายในช่วงหลังจากเวลาเข้านอนของเขา ส่วนร็อบ มินคอฟฟ์ก็จำได้ไม่แพ้กันว่าเขาเคยดูรายการและชอบเหล่าตัวละครมาก “ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสทให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาบนจอภาพยนตร์และได้อยู่ในโลกยุคปัจจุบันของเรา” เพื่อเป็นการแสดงความเคารพการ์ตูนสั้น มินคอฟฟ์และเดวิด เจมส์ ผู้ออกแบบฉากฯ ได้เลือกใช้การออกแบบยุคกลางศตวรรษที่ 20 มาใช้ “มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำให้ภาพยนตร์สัมผัสถึงยุคนั้นได้ และขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความแปลกใหม่ขึ้นมาด้วย” ผู้กำกับฯ อธิบาย สำหรับความงดงามในการออกแบบได้สะท้อนให้เห็นจากเพนท์เฮาส์ของพี ซึ่งการได้เห็นบ้านของภาพยนตร์ที่กำลังเร็นเดอร์ภาพเป็นครั้งแรก ทิฟฟานี่ วอร์ดเล่าว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ชวนขนลุก “มันคล้ายกับบ้านพ่อของฉันมาก ตั้งแต่เก้าอี้เอมส์ โคมไฟทรงโค้ง ภาพศิลปะและชั้นวางของ มันทำให้ฉันเสียวสันหลังวูบ” สำหรับฉากการเดินทางข้ามเวลา ศิลปะของประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคทำให้ได้ภาพลักษณ์ของหนังออกมา “เช่นประเทศอิตาลีช่วงยุคเรเนซองต์เป็นตัวอย่าง เราจะเห็นจานสีที่อยู่ในภาพวาดยุคเรเนซองต์เสมอ” มินคอฟฟ์กล่าว “ประเทศฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 18 เราใช้การออกแบบที่ทำให้นึกถึงท้องพระโรงของมารี อองตัวเนต แม้ว่าเราจะตีแผ่เรื่องราวด้วยคูน้ำในเมืองปารีสที่มีความโดดเด่นมากกว่าของจริงก็ตาม” ในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY AND SHERMAN ใกล้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แดนนี่ เอล์ฟแมน ผู้ประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงก็เริ่มประพันธ์ดนตรี โดยมีการบันทึกเสียงที่ AIR ซึ่งเคยเป็นโบสถ์เก่าและโปรดิวเซอร์แห่งตำนานของ Beatles จอร์จ มาร์ตินได้แปลงเป็นสตูดิโอบันทึกเสียง มินคอฟฟ์เล่าว่าเอลฟ์แมนเหมาะสมที่สุด เพราะเขา “รักความแปลกและเขาเข้าใจความแปลกของมิตรภาพระหว่างพีบอดี้กับเชอร์แมนได้เป็นอย่างดีและเอามาใช้ในดนตรีองเขา มันช่วยสร้างความซับซ้อนอีกระดับให้กับเรื่องราว” “ดนตรีมีความแปลก ชวนฝัน สนุกสนาน และเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ถ่ายทอดเรื่องราวในภาพยนตร์” สจ๊วตซ์กล่าว เอลฟ์แมนเล่าว่าเขารักการประพันธ์ดนตรีให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่น มันทำให้เขาได้ “ควบคุมทุกอย่างด้านดนตรีได้ ตั้งแต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปจนถึงสิ่งเล็กๆ และสามารถสะท้อนมันออกมาได้ในเวลาเดียวกัน สร้างความประทับใจขึ้นมาได้ทันที ผมชอบทุกอย่างที่ประพันธ์ลงไปในเพลงของผมอย่างเต็มที่ ฉะนั้นนี่คือการประพันธ์ดนตรีที่สร้างความสนุกให้ผมได้มาก” ดนตรีอื่นที่เป็นไฮไลท์ยังรวมถึงเพลงตอนท้ายสุดซึ้งที่มีชื่อว่า “Way Back When” จากวง Grizfolk ซึ่งวงดนตรีไม่คั้นเคยกับเดอะ วาแบ็ค มันจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีโดยบังเอิญที่เพลงเปิดตัวกับช่วงที่เดินทางข้ามเวลาของภาพยนตร์มีความเหมือนกัน แต่ธีมเพลงจะช่วยถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของคุณพีบอดี้กับเชอร์แมน และความทรงจำต่างๆ ที่พวกเขาร่วมประสบการณ์กันมา นอกจากนั้นยังมีฉากที่สลับอารมณ์กัน ในช่วงที่พีบอดี้นึกถึงตอนที่รับเด็กน้อยเชอร์แมนมาเลี้ยงด้วยเพลงบัลลาดของจอห์น เลนนอนที่ชื่อว่า “Beautiful Boy” DreamWorks Animation SKG นำเสนอผลงานจากการสร้างของ a PDI/DreamWorks เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN กำกับฯ โดย ร็อบ มินคอฟฟ์ อำนวยการสร้างฯ โดย อเล็กซ์ สจ๊วตซ์ และ เดนิซ แลน คาสซิโน่ อำนวยการสร้างบริหารฯ โดย ทิฟฟานี่ วอร์ด, อีริค เอลเล็นโบเก็น และ เจสัน คลาร์ก บทภาพยนตร์โดย เครก ไรท์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการแต่งรายการทีวีที่มีชื่อว่า “Six Feet Under” และ “Dirty Sexy Money” บทภาพยนตร์สร้างขึ้นจากซีรี่ส์ที่อำนวยการสร้างโดย เจย์ วอร์ด ประพันธ์ดนตรีโดย แดนนี่ เอลฟ์แมน โดยเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นกรรมสิทธิ์ของ Relativity Music Group. MrPeabodyAndSherman.com

ประวัตินักแสดง

ด้วยการแสดงที่หลากหลายของเขาทางทีวี ทั้งภาพยนตร์ร่วมสมัยและผลงานละครสุดคลาสสิค นักแสดงเจ้าของรางวัลอย่าง ไท เบอร์เรล (มิสเตอร์พีบอดี้) ยังพิสูจน์ตัวเองให้เห็นต่อไปว่าเขาคือหนึ่งในนักแสดงที่มีฝีมือและมีความสามารถมากที่สุดของวันนี้ ก่อนหน้านี้เบอร์เรลเพิ่งปิดกล้องจากการให้เสียงพากย์บทมิสเตอร์พีบอดี้ในภาพยนตร์ของ DreamWorks Animation 3D เรื่อง “Mr. Peabody & Sherman” ภาพยนตร์ที่อิงตัวละครมาจากการ์ตูนคลาสสิคปี 1960 ที่เคยโผล่ในเรื่อง “Rocky and Bullwinkle” ที่ฉายเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2013 หลังจากนี้เบอร์เรลจะให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์ของ Disney/Pixar ซึ่งเป็นภาคต่อจากเรื่อง “Finding Nemo” ที่มีชื่อว่า “Finding Dory” ไทจะให้เสียงพากย์คู่กับไดแอน คีตัน และ อัลเล็น เดอเจอเนเรสที่ให้เสียงพากย์เป็นปลาวาฬชื่อเบลลีย์ ภาพยนตร์มีกำหนดฉายเดือนพฤศจิกายน 2015 เมื่อไม่นานนี้เบอร์เรลเพิ่งปิดกล้องจากผลงานในภาพยนตร์อินดี้ของเคร็ก จอห์นสัน เรื่อง “The Skeleton Twins” ผลงานคอมเมดี้ที่สร้างขึ้นจากบทภาพยนตร์ที่เป็นการร่วมเขียนกันระหว่างจอห์นสันและมาร์ค เฮย์แมน นำแสดงโดย บิล ฮาเดอร์ และ ครินเทน วิก ภาพยนตร์มีกำหนดฉายไปเมื่อปี 2013 เบอร์เรลรับบท ‘ฟิล ดันฟี่’ ในผลงานสุดฮิตทาง ABC ที่ได้รับคำชมอย่างมากจากนักวิจารณ์เรื่อง “Modern Family” ซึ่งตอนนี้เป็นฤดูกาลที่ 5 แล้ว เมื่อไม่นานนี้เบอร์เรลได้รับรางวัล Monte Carlo International Television Festival Award สาขานักแสดงตลกยอดเยี่ยม ในปี 2012 เขาได้รับรางวัล Critics' Choice Television Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรี่ส์คอมเมดี้ และ Comedy Central ได้มอบรางวัล Comedy Award อันทรงกียรติปี 2012 ให้เบอร์เรลในสาขาการแสดงจากนักแสดงชายทางทีวี เขาได้รับรางวัล Emmy ®Award เมือปี 2011 สาขานักแสดงสมทบชายที่โดดเด่นในซีรี่ส์คอมเมดี้ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาเดียวกันอีก 3 ครั้ง ไทยังร่วมรับรางวัล TCA ร่วมกับนิค ออฟเฟอร์แมน จากการประสบความสำเร็จในผลงานคอมเมดี้เมื่อเดือนสิงหาคมที่แล้ว และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Screen Actors Guild Award อีก 3 ครั้งในสาขาการแสดงที่โดดเด่นจากนักแสดงนำชายของซีรี่ส์คอมเมดี้ เขายังเข้าชิงรางวัลสำคัญอีกมากมายจาก People's Choice Awards, Teen Choice Awards, Television Critics Association Awards, Kids’ Choice Awards และ Critics' Choice Television Awards ทั้งหมดได้จากบทที่เขาแสดงในซีรี่ส์เรื่อง “Modern Family” โดยซีรี่ส์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Screen Actors Guild Award 3 รางวัลจากการแสดงที่โดดเด่นของนักแสดงรวมในซีรี่ส์คอมเมดี้ปี 2011, 2012 และ 2013 ส่วนตอนนี้ได้รับรางวัล Best Comedy ที่งาน Emmy ®Awards 4 ปีติดต่อกัน ตอนนี้เบอร์เรลกำลังร่วมงานกับ ABC ในการแสดงชุดใหม่ของเขาที่เขาเป็นผู้เขียนบทฯ และอำนวยการสร้างฯ ร่วมกับดันแคนน้องชายของเขา ผลงานเรื่องนี้อิงจากชีวิตวัยเด็กของพี่น้องเบอร์เรล เป็นผลงานคอมเมดี้เกี่ยวกับครอบครัวชาวเมือง 2 ครอบครัวที่มาซื้อของในร้านค้าเล็กๆ ในเมืองชนบทของรัฐออริกอน ในโลกที่ทุกคนคร่ำเคร่งและไว้วางใจเทคโนโลยีมากเกินไป คนกลุ่มนี้ต้องร่วมงานกันโดยไม่พึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยใดๆ เพื่อทำให้ชีวิตครอบครัวของพวกเขามีความสุขมากขึ้น เบอร์เรลปรากฏตัวเมื่อฤดูไบไม้ร่วงที่ผ่านมาในภาพยนตร์ของ Weinstein Company เรื่อง “Butter” คู่กับเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ โดยรับบทเป็น แชมป์แกะสลักเนยที่จำใจต้องทิ้งชื่อเสียง โดยการพาภรรยา (การ์เนอร์) มาเริ่มฝึกให้เป็นแชมป์คนใหม่ เมื่อไม่นานนี้เบอร์เรลยังปรากฏตัวในภาพยนตร์ของคริสโตเฟอร์ นีล เรื่อง “Goats” ผลงานที่ดัดแปลงจากเรื่องราวล้ำสมัยของมาร์ค จู้ด พอยรี่ ผลงานที่มีชื่อเสียงเรื่องอื่นของเขา ได้แก่ ภาพยนตร์ของโรเจอร์ มิเชล เรื่อง “Morning Glory” ที่เล่นคู่กับแฮร์ริสัน ฟอร์ด และ ไดแอน คีตัน; ภาพยนตร์ของ Universal เรื่อง “The Incredible Hulk” ที่เล่นคู่กับเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน และ ลีฟ ไทเลอร์ ในผลงานของหลุยส์ เลเทอร์เรียร์; “National Treasure 2” ที่เล่นคู่กับนิโคลาส เคจ; ภาพยนตร์ของสตีเฟ่น เชนเบิร์ก เรื่อง “Fur” ที่เกี่ยวกับชีวิตของไดแอน อาร์บัส และภาพยนตร์ของนิโคล โฮลอฟซีเนอร์ เรื่อง “Friends With Money” คู่กับแคทเธอรีน คีเนอร์, ฟรานเชส แม็คดอร์แมนด์ และ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ผลงานเรื่องอื่นที่โด่งดังยังมีภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของฟินน์ เทย์เลอร์ เรื่อง “The Darwin Awards” ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ในงาน Sundance Film Festival ปี 2006; ภาพยนตร์ของเดวิด จาค็อบสัน เรื่อง “Down in the Valley” ที่เล่นคู่กับเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน และ อีแวน ราเชล วู้ด; ภาพยนตร์ของพี่น้องวีตซ์ เรื่อง “In Good Company;” ภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อตต์ เรื่อง “Black Hawk Down;” “Dawn of the Dead” (Cannes Film Festival) และภาพยนตร์ของอีวาน เรียตแมน เรื่อง “Evolution” ก่อนหน้านี้เบอร์เรลเคยแสดงในซิตคอมของ Fox เรื่อง “Back to You” ที่เล่นคู่กับเคลซีย์ แกรมเมอร์ และ แพทริเซีย ฮีตัน และซิตคอมทาง CBS เรื่อง “Out of Practice” ที่เล่นคู่กับสต็อคการ์ด แชนนิ่ง และ เฮนรี่ วิงค์เลอร์ สำหรับผลงานละครเวที เบอร์เรลเคยแสดงในรอบปฐมทัศน์โลกในละครของคาริล เชอร์ชิล ที่ได้รับการวิจารณ์อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่อง “Drunk Enough To Say I Love You” ที่แสดงในโรงละคร Royal Court Theatre ที่ลอนดอน เบอร์เรลมีผลงานบรอดเวย์และ Off-Broadway ที่มีชื่อเสียงหลายเรื่อง รวมถึงการแสดงที่ได้รับคำชมอย่างมากของ Signature Theater Off-Broadway เรื่อง “Burn This” คู่กับเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, แคทเธอรีน คีเนอร์ และ ดอลลาส โรเบิร์ตส; เขาเคยรับบทเป็นลอร์ด บัคกิ้งแฮม ในการแสดงที่ Public Theater เรื่อง “Richard III” คู่กับปีเตอร์ ดิงค์เลจ กำกับฯ โดย ปีเตอร์ ดูบอยส์; เขาเคยแสดงคู่กับเดบร้า มังค์ และ จูดี้ เกรียร์ ในการแสดงของพอล วีตซ์ เรื่อง “Show People” กำกับฯ โดย ปีเตอร์ แอสคิน ที่ Second Stage Theater แม็กซ์ ชาร์ลส (เชอร์แมน) นักแสดงหนุ่มน้อยที่มีผลงานน่าประทับใจตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เขารับบทเป็นแม็กซ์ วีเวอร์ ในภาพยนตร์ทาง ABC เรื่อง “The Neighbors” ล่าสุดเขากลับมารับบทปีเตอร์ พาร์คเกอร์วัยเด็กในภาพยนตร์เรื่อง “The Amazing Spider-Man 2” คู่กับเอ็มม่า สโตน และ แอนดรูว์ การ์ฟิล์ด ชาร์ลสเริ่มอาชีพด้านการแสดงตอนอายุ 6 ขวบ เขาผ่านงานแสดงในรายการทีวีที่ได้รับความนิยมาแล้วมากมาย เช่น ซีรี่ส์ทาง HBO เรื่อง “True Blood,” “Raising Hope,” “Community” และ “Hot in Cleveland” เขาไม่ได้มีผลงานแค่คอมเมดี้และดราม่าเท่านั้น แต่ยังสร้างความสนุกสนานให้เด็กๆ ด้วยการรับบทในซีรี่ส์ทาง Disney Channel เรื่อง “Jessie” และภาพยนตร์ทาง Walt Disney เรื่อง “Spooky Buddies” ชาร์ลสรับบท พีเซอร์ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Three Stooges” ที่ได้ร่วมงานกับเจน ลินช์, ฌอน เฮย์ส และเจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ชาร์ลสเติบโตที่นาชวิลล์ TN เขามีความสุขกับการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ อ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นดนตรีร่วมกับครอบครัวพร้อมกับพี่ชายของเขาอีก 3 คน แอเรียล วินเทอร์ (เพ็นนี่) หนึ่งในนักแสดงเด็กที่มีพรสวรรค์อนาคตไกลมากที่สุดของฮอลลีวูด เธอมีชื่อเสียงจากผลงานทั้งทางทีวีและภาพยนตร์ ตอนนี้วินเทอร์กำลังมีผลงานแสดงในซีรี่ส์ยอดนิยมของ ABC ที่ได้รับคำชมอย่างมากจากนักวิจารณ์และได้รับรางวัล Emmy เรื่อง “Modern Family” วินเทอร์รับบทเป็น อเล็กซ์ ดันฟี่ ลูกคนกลางของครอบครัวดันฟี่ที่มีความอัจฉริยะมาก เธอได้ร่วมงานกับไท เบอร์เรล, จูลี่ โบเว่น, ซาร่าห์ ไฮแลนด์ และ โนแลน โกลด์ วินเทอร์ยังมีผลงานแสดงทางช่อง Disney Jr. ในบทนำของซีรี่ส์เรื่อง “Sofia the First” ซึ่งเป็นซีรี่ส์เรื่องราวของเจ้าหญิงโซเฟีย สาวน้อยธรรมดาที่ต้องปรับตัวมาใช้ชีวิตแบบสมาชิกของราชวงศ์ หลังจากที่แม่ของเธอแต่งงานกับกษัตริย์ ซีรี่ส์เรื่องนี้ได้พัฒนาเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Sofia the First: Once Upon a Princess” ก่อนหน้านี้แอเรียลเพิ่งปิดกล้องจากเรื่อง “Truck Stop” ผลงานที่อิงจากดราม่าปี 1970 เกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเด็กน้อยคนหนึ่งที่สมองอัมพาตและมีปัญหาที่หนีออกจากบ้าน ภาพยนตร์กำกับฯ โดย โทนี่ อโลพิส ในปี 2009 วินเทอร์แสดงในภาพยนตร์ทริลเลอร์ เรื่อง “Duress” คู่กับมาร์ติน โดโนแวน ผลงานที่มีชื่อเสียงเรื่องอื่น ได้แก่ การรับบท ยัง ไทรซี่ ในภาพยนตร์ของ Warner Bros. เรื่อง “Speed Racer” และภาพยนตร์เรื่อง “The Chaperone” คู่กับนักแสดงจาก WWE พอล ไมเคิล เลเวส (ทริปเปิล เอช), “Opposite Day,” “Nic & Tristan Go Mega Dega” และรับบทนำในภาพยนตร์ทริลเลอร์ยอดนิยม “One Missed Call” ที่เธอรับบทฆาตกร ผลงานที่มีชื่อเสียงก่อนหน้านี้ ได้แก่ การรับบทนักแสดงนำในภาพยนตร์ทางทีวี เรื่อง “Fred 2: Night of the Living Fred” และภาคต่อที่ชื่อ “Fred the Movie” ทาง Nickelodeon; การกลับมารับบทในภาพยนตร์แนวดราม่าที่ได้รับรางวัล 6 ตอนสุดท้าย เรื่อง “ER” และเป็นแขกรับเชิญในรายการทางทีวียอดฮิต “Criminal Minds,” “Crossing Jordan,” “Nip/Tuck” และ “Bones” วินเทอร์ยังให้เสียงพากย์เงือกสาวมารีนาในซีรี่ส์แอนิเมชั่นเรื่อง “Jake and Neverland Pirates” ของ Disney Junior และเกร็ตเชนในรายการยอดนิยมทางช่อง Walt Disney เรื่อง “Phineas and Ferb” เธอให้เสียงพากย์ตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดนิยม เรื่อง “Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!” และ “Bambi II” วินเทอร์เริ่มอาชีพด้านการแสดงภาพยนตร์ตอนอายุ 7 ขวบในภาพยนตร์คัลท์สุดฮิตของผู้กำกับฯ เชน แบล็ค เรื่อง “Kiss Kiss Bang Bang” นำแสดงโดย วัล คิลเมอร์, โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และ มิเชล โมนาฮาน วินเทอร์เป็นนักร้องและนักกิจกรรมที่มีผลงานมากมาย เธอมีส่วนร่วมในมูลนิธิและองค์กรมากมาย อาทิเช่น Creative Coalition, Share Our Strength’s No Kid Hungry, แคมเปญรณรงค์การรังแกเด็กโดย WWE, Be a Star และ GLSEN ตอนนี้วินเทอร์อาศัยอยู่ที่ลอสแองเจลิส สตีเฟ่น โคลเบิร์ต (มิสเตอร์ปีเตอร์สัน) เป็นที่รู้จักดีจากการเป็นพิธีกร นักเขียนฯ และผู้อำนวยการสร้างซีรี่ส์ที่มีการฉายมาอย่างยาวนานและได้รับรางวัล Emmy และ Peabody® Award ที่มีชื่อว่า “The Colbert Report” ทางComedy Central โคลเบิร์ตยังเป็นนักเขียนผลงานที่ขายดีและเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งอีกด้วย รายการ “The Colbert Report” เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2005 และประสบความสำเร็จทั้งในแง่การจัดอันดับและได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็น 1 ใน 10 ของรายการทางทีวียอดนิยม ในปีนี้รายการ “The Colbert Report” ได้รับรางวัล Primetime Emmy เป็นครั้งแรกในสาขา “ซีรี่ส์ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลาย” ซีรี่ส์ยอดนิยมยังได้รับรางวัลสาขา “การเขียนบทฯ ที่โดดเด่นสำหรับซีรี่ส์วาไรตี้” ก่อนหน้านี้รายการ “The Colbert Report” ยังได้รับรางวัล Emmy มาแล้ว 2 รางวัลในสาขางานเขียนฯ และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้านงานเขียนนและด้านการกำกับฯ ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 8 ปี ทำให้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรวม 34 รางวัล โดยรายการยังได้รับรางวัล Peabody® Award อันทรงเกียรติถึง 2 ครั้งสำหรับสาขารายการยอดเยี่ยม เสน่ห์อันเหลือเชื่อของการแสดงนนี้ และบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ของสตีเฟ่นทำให้เขาสร้างความทรงจำด้านวัฒนธรรมได้อย่างน่าประทับใจ ดังต่อไปนี้: โคลเบิร์ตให้ความสนใจในการรณรงค์ด้านกฏหมายการเงินอย่างมุ่งมั่ง เขาเข้าร่วมคณะกรรมการด้านการเมืองในช่วงที่มีการพิจารณาเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2011 โคลเบิร์ตได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการเลือกตั้งของรัฐในการก่อตั้ง Super PAC “Americans for a Better Tomorrow, Tomorrow” ของเขาขึ้นมาได้ ตั้งแต่ที่ได้รับการอนุมัติก็มีแฟนๆ ทั่วประเทศมาร่วมลงทะเบียน และส่งเงินมาสนับสนุน Super PAC เพื่อสานต่อด้านการรณรงค์เรื่องการใช้เงินที่ผิด ในบทความของ “New York Times” ที่พูดถึงงาน PAC ของโคลเบิร์ต เชลล่า ครัมโฮลซ์ กรรมการผู้บริหารแห่ง Center for Responsive Politics กล่าวว่า “เขาจริงจังกับสาระเรื่องนี้ที่ชาวอเมริกันเบื่อมาก และให้ความรู้กับมวลชนว่าทำไมหัวข้อนี้ถึงมีความสำคัญ และจะมีผลลัพธ์อย่างไร” ในเดือนตุลาคม 2010 โคลเบิร์ตเป็นพิธีกรร่วมในรายการ “Rally to Restore Sanity and/or Fear” ร่วมกับจอน สจ๊วต ที่มีประชาชนราว 215,000 คนเดินทางมาจาก National Mall ในวอชิงตัน ดี.ซี. อีเวนท์นี้ได้รวบรวมศิลปินเพลง Sheryl Crow, The Roots และ Jeff Tweedy ร่วมกับ Mavis Staples พร้อมทั้งนักแสดงอย่างดอน โนเวลโล่ (รับบทเป็นคุณพ่อ กุยโด ซาร์ดัคชี่) และแซม วอเตอร์สตัน แขกคนอื่นๆ ได้แก่ 4troops, Yusuf Islam, Ozzy Osbourne, The O'Jays, John Legend, Kid Rock, Tony Bennett พิธีกร “Mythbusters” ได้แก่ อดัม ซาเวจ และ เจมี่ ไฮน์แมน นักบาสเก็ตบอลในตำนานอย่างคารีม อับดุล-แจ็บบาร์ และ R2-D2 ในรายการ “The Colbert Report” พิธีกรจะแสดงถึงสปิริตของชาวอเมริกันให้เห็น ซึ่งมีทั้งการสนับสนุนด้านกองกำลังทหารและทางด้านกีฬา เป็นรายการที่ให้การต้อนรับกองกำลังทหารจากอิรักกลับบ้าน และจัดงานฉลองให้กับการปฏิบัติหน้าที่และความเสียสละของพวกเขาโดยทำการเผยแพร่รายการพิเศษที่ชื่อ “Been There: Won That: The Returnification of the American-Do Troopscape” เมื่อวันที่ 8 และ 9 กันยายน 2010 ผู้ชมทั้งสองคืนนั้นประกอบด้วย ทหารผ่านศึกรวมถึงเหล่าทหารชายและหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่มารวมกันในสตูดิโอบันทึกรายการ รวมถึงผู้ชมที่ติดตามผ่านดาวเทียมจาก Walter Reed Hospital ประเทศอิรักและอัฟกานิสถาน แขกรับเชิญมีทั้งรองประธานาธิบดีโจ ไบเด็น วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จิม เว็บบ์ และอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอิรักท่านนายพล เรย์ โอดิอาร์โน่ “The Colbert Report” เดินทางไปที่อิรักเมื่อเดือนมิถุนายน 2009 และ USO tour ที่มีชื่อว่า “Operation Iraqi Stephen: Going Commando” เพื่อบันทึกเทปและจัดการแสดงต่อหน้ากองกำลังทหาร รายการ “The Colbert Report” เป็นรายการทีวีรายการแรกในประวัติศาสตร์ USO ที่ผลิตรายการความยาว 1 อาทิตย์ในเขตการสู้รบ ไฮไลท์ของ “Operation Iraqi Stephen: Going Commando” ยังรวมถึงตอนที่นายพลเรย์ โอเดียร์โน ได้รับคำสั่งตรงจากประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ให้โกนหัวของโคลเบิร์ตด้วย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2009 โคลเบิร์ตมีการแถลงว่า Colbert Nation จะเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับทีม U.S. Speedskating สำหรับการแข่งขันโอลิมปิคปี 2010 หลังพบว่าสปอนเซอร์หลักของพวกเขาอย่าง DSB Bank เกิดล้มละลายและถอนตัวออก โดยสมาชิกของ Colbert Nation จากทั่วประเทศได้บริจาคเงินจำนวน 100,000 เหรียญเพื่อการสนับสนุนทีม ไฮไลท์ของงาน ได้แก่ การอัพเดทการฝึกซ้อมของ U.S. Speedskating โคลเบิร์ตได้ลงคัดเลือกทีมโอลิคปิคสหรัฐฯ ในกีฬา bobsledding, curling และ skeleton racing; โคลเบิร์ตได้ขึ้นปก Sports Illustrated; โคลเบิร์ตท้าดวลชานี เดวิส ให้แข่งสเก็ต รวมถึงจัดรายการที่แวนคูเวอร์และออกอากาศที่งาน Winter Olympics โคลเบิร์ตสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจาก “The Colbert Report”  ต่อมาได้มีการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับพิธีกร เช่น หSteagle Colbeagle นกอินทรีมาสค็อตของทีมฮ็อคกี้เยาวชน Saginaw Spirit; Stephen Jr. นกอินทรีหัวขาวในสวนสัตว์ซานฟรานซิสโก; Stephanie Colbertle the Turtle เต่ามะเฟืองในการแข่งขัน Great Turtle Race ครั้งแรก; Aptostichus Stephencolberti แมงมุมประตูกล; Air Colbert ชื่อเครื่องบินเจ็ทของ Virgin America; Americone Dream ชื่อรสชาติไอศครีมของ Ben & Jerry; Esteban Colbert นกเหยี่ยวที่แข็งแกร่งสุดในซานโฮเซ; สเตเลแฟนต์ โคลเบิร์ต แมวน้ำช้างที่ถูกบรรจุให้เป็นส่วนด้านการศึกษาโดย University of California, Santa Cruz; Agaporomorphus Colberti ตัวด้วงดิ่งจากเวเนซูล่า และสายพานออกกำลังกายเพื่อฝึกนักบินอวกาศ NASA ที่เรียกว่า Combined Operational Load Bearing External Resistance Treadmill (C.O.L.B.E.R.T.) หนังสือเล่มแรกของโคลเบิร์ตมีชื่อว่า I AM AMERICA (And So Can You!) ขึ้นแท่นหนังสือขายดีของ The New York Times ถึง 29 สัปดาห์ในปี 2007 โดยมีการเปิดตัวและครองแชมป์อันดับ 1 นานถึง 13 สัปดาห์ หนังสือเล่มที่ 2 ของเขาที่มีชื่อว่า AMERICA AGAIN: Re-Becoming The Greatness We Never Weren’t เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2012 ขึ้นแท่นหนังสือขายดีของ The New York Times ติดต่อกันถึง 17 สัปดาห์ ในเดือนพฤษภาคม 2012 โคลเบิร์ตได้เปิดตัวหนังสือสำหรับเด็กที่ชื่อ I AM A POLE (And So Can You!) ซึ่งบันทึกการเสาะแสวงหาของโพลเพื่อค้นหาตัวตน หนังสือทั้งสองเล่มตีพิมพ์โดย Grand Central Publishing สำหรับผลงานด้านดนตรี “A Colbert Christmas: The Greatest Gift of All!” ซึ่งเป็นการแสดงชุดพิเศษช่วงวันหยุด 1 ชั่วโมงของโคลเบิร์ตที่ มีการแสดงจากนักดนตรีระดับแถวหน้าของอเมริกาได้รับรางวัล Grammy® สาขาอัลบั้มคอมเมดี้ยอดเยี่ยมในปี 2010 และเข้าชิงรางวัล Emmy สามสาขา ได้แก่ Art Direction, Picture Editing และ Original Music And Lyrics ในเดือนเมษายน 2011 โคลเบิร์ตรับบทเป็น แฮร์รี่ ในการแสดงของสตีเฟ่น ซอนด์เฮม เรื่อง “Company” ที่งาน New York Philharmonic คู่กับจอน ครายเออร์, นีล แพทริค แฮร์ริส, คริสติน่า เฮ็นดริคส์, แพ็ทตี้ ลูโพน, มาร์ธา พลิมป์ตัน และนักแสดงคนอื่นๆ เมื่อต้นปี 1997 โคลเบิร์ตเป็นนักข่าวที่ครองตำแหน่งอย่างยาวนานและสร้างผลงานมากมายในรายการ “The Daily Show with Jon Stewart” เขาช่วยให้รายการได้รับรางวัล Emmy® และ Peabody Awards® ในฐานะของนักเขียนและบุคคลเด่นที่ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ด้านข่าวเสียดสี เขามีส่วนช่วยเหลือ AMERICA (THE BOOK): A Citizen's Guide to Democracy Inaction (Warner Books) จนขึ้นเป็นหนังสือขายดีของ The New York Times ทันทีติดต่อกัน 15 สัปดาห์ เขายังร่วมเขียนหนังสือที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ที่ชื่อว่า Wigfield (Hyperion) โดย Publisher's Weekly ยกให้เป็น “ผลงานตลกร้ายที่ไม่เหมือนผลงานแนวขำขันเรื่องไหนที่เคยเห็นมาก่อน” โคลเบิร์ตโตที่ชาร์ลสตัน ทางตอนใต้ของโคโรไลน่า เขาสำเร็จการศึกษาจาก Northwestern University และสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างรวดเร็วจากการเป็นสมาชิกของคณะนักแสดง Second City ที่มีชื่อเสียงแห่งชิคาโก้ที่เขาได้พบกับเอมี่ ซีดาริส และ พอล ไดเนลโล่ ทั้งสามได้ย้ายไปที่นิวยิร์คเพื่อผลิตและแสดงผลงานที่มีชื่อว่า “Exit 57” ซึ่งเป็นซีรี่ส์แนวคอมเมดี้เรื่องสั้นความยาวครึ่งชั่วโมงที่ออกอากาศ 3 ฤดูกาลทาง Comedy Central ผลงานเรื่อง ”Exit 57” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล CableACE 5 รางวัลในสาขาบทภาพยนตร์ การแสดง และซีรี่ส์คอมเมดี้ยอดเยี่ยม โคลเบิร์ตกลับมาร่วมงานกับซีดาริสและไดเนลโล่เพื่อสร้างซีรี่ส์ไลฟ์แอ็คชั่นที่เป็นการบรรยายเรื่องราวครั้งแรกของ Comedy Central ในผลงานแนวคัลท์ยอดนิยมเรื่อง “Strangers with Candy” การแสดงของโคลเบิร์ตอื่นๆ ได้แก่ ผลงานทาง HBO เรื่อง “Curb Your Enthusiasm” และผลงานทาง NBC เรื่อง “Law and Order: Criminal Intent” เขาเป็นนักแสดงและนักเขียนในผลงานทาง ABC เรื่อง “The Dana Carvey Show” เขาเขียนบทให้กับ “Saturday Night Live” และให้เสียงพากย์เป็น เอซ ในซีรี่ส์แอนิเมชั่นของ “SNL” เรื่อง “The Ambiguously Gay Duo” เขายังให้เสียงพากย์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ Dreamworks เรื่อง “Monsters Vs. Aliens” อีกด้วย โคลเบิร์ตและ Evelyn ภรรยาของเขากับลูกๆ อีก 3 คนอาศัยอยู่ในย่านเมืองนิวยอร์ค เลสลี่ แมนน์ (คุณปีเตอร์สัน) มีจังหวะการแสดงที่ตลกและมีการแสดงที่โดดเด่นสร้างความประทับใจให้ทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ เธอเคยแสดงร่วมกับพอล รัดด์ ในภาพยนตร์ของจัดด์ อพาทาว เรื่อง “This Is 40” ภาพยนตร์เป็นการกลับมารวมตัวกันของทั้ง 3 คนจากผลงานเรื่องดังที่ชนะรางวัลมาแล้วอย่าง Knocked Up โดยแมนน์และรัดด์กลับมารับบทเดิมจากภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของผู้เขียนฯ/ผู้กำกับฯ การแสดงที่โดดเด่นของแมนน์ในบท เด็บบี่ จากภาพยนตร์เรื่อง “This Is 40” ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Critics’ Choice Movie Awards สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในคอมเมดี้ เธอกำลังจะมีผลงานให้เห็นในภาพยนตร์ของนิค คาสซาเวเทส เรื่อง “The Other Woman” คู่กับคาเมรอน ดิแอซ และ เคท อัพตัน แมนน์ยังคงให้เสียงพากย์ในการแสดงของเธอที่เข้าชิงรางวัล Oscar เรื่อง “ParaNorman” ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นสต็อป-โมชั่น 3 มิติจากทีมเบื้องหลังเรื่อง “Coraline” ได้แก่ ผู้เขียนฯ/ผู้กำกับฯ คริส บัตเลอร์, Focus Features และ LAIKA ก่อนหน้านี้แมนน์ยังเคยให้เสียงพากย์ ลินดา ตัวละครมนุษย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องดังของคาร์ลอส ซัลดาน่า เรื่อง “Rio” ที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 486 ล้านเหรียญ และยังมีเจมี่ ฟ็อกซ์ และ แอน แฮทธะเวย์ให้เสียงพากย์ด้วย แมนน์จะกลับมารับบทเดิมของเธอใน “Rio 2” ที่มีกำหนดฉายฤดูใบไม้ผลินี้ นอกจากนั้นเธอยังให้เสียงพากย์เป็น จีน่า วินธร็อป ในทีวีซีรี่ส์แอนิเมชั่นสุดฮาของโจน่าห์ ฮิล เรื่อง “Allen Gregory” ของ Fox ในปี 2011 แมนน์แสดงคู่กับไรอัน เรย์โนลด์ส และ เจสัน เบทแมน ในภาพยนตร์ของเดวิด ด็อบคิน เรื่อง “The Change-Up” และในปี 2009 ได้แสดงในภาพยนตร์อินดี้ยอดนิยม เรื่อง “I Love You Phillip Morris” คู่กับจิม แคร์รีย์ และ ยอน แม็คเกรเกอร์ ภาพยนตร์ฉายครั้งแรกที่งาน Sundance Film Festival เมื่อปี 2009 และได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในช่วงที่มีการฉาย รวมถึงได้เข้าชิงรางวัล Broadcast Film Critics Association Award ปี 2011 ในสาขาคอมเมดี้ยอดเยี่ยม ภาพยนตร์เรื่องอื่นของเธอยังมีเรื่อง “The Bling Ring,” “17 Again,” “Big Daddy,” “Little Birds,” “George of the Jungle,” “Timecode,” “She’s the One,” “Drillbit Taylor,” “Orange County,” “Funny People” และ “The 40 Year Old Virgin” แมนน์เป็นชาวแคลิฟอร์เนียใต้ เธอศึกษาด้านการแสดงกับกลุ่มคณะนักแสดงสด the Groundlings ซึ่งมีศิษย์เก่าที่คุ้นหน้าคุ้นตาในวงการตลกทุกวันนี้ ผลงานแรกที่สร้างความโดดเด่นให้เธอเป็นภาพยนตร์ของเบ็น สติลเลอร์ เรื่อง “The Cable Guy” ที่ร่วมงานกับจิม แคร์รีย์ และ แมทธิว โบรเดอริค ระหว่างช่วงออดิชั่นภาพยนตร์เธอได้พบกับจัดด์ อพาทาว สามีในอนาคตของเธอ ภาพยนตร์เรื่องนั้นเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของพวกเขา และเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหุ้นส่วนที่มีความสร้างสรรค์อย่างมืออาชีพ แมนน์และอพาทาวให้การสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไร 826LA มาอย่างยาวนาน องค์กรนี้ก่อตั้งโดยเดฟ เอ็กเกอร์สที่ให้ความสนใจด้านการสนับสนุนทักษะด้านการเขียนของเยาวชนให้ดีขึ้น โดยจัดให้มีโปรแกรมต่างๆ ที่ศูนย์รับจ้างสอนพิเศษของพวกเขา และสำหรับอาจารย์เพื่อเตรียมวิธีการสอนในชั้นเรียนของพวกเขา การสนับสนุนด้วยความใจบุญของแมนน์และอพาทาวทำให้พวกเขาได้รับรางวัล Children’s Choice Award จาก Bogart Pediatric Cancer Research Program เมื่อปี 2012 สำหรับการร่วมงานกันระหว่างพวกเขากับเด็กๆ และครอบครัวของพวกเขาที่ต้องต่อสู้กับมะเร็งเด็กในปี 2009 ทั้งคู่ได้รับการยกย่องจาก The Fulfillment Fund ที่แสดงความนับถือพวกเขาในงานการกุศลประจำปี แมนน์ อพาทาว และลูกสาวอีก 2 คนกำลังอาศัยอยู่ที่ลอสแองเจลิส แพทริค วอร์เบอร์ตัน (แอกกะเมมนอน) เป็นนักแสดงทางทีวีและภาพยนตร์ที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดงตลก วอร์เบอร์ตันเป็นที่รู้จักดีจากซิตคอมแห่งตำนานอย่าง “Seinfeld” ในบท พัดดี้ เซลส์แมน Saab ที่ทำตัวประหลาดและไม่ค่อยพูดแฟนหนุ่มของอีเลน นอกจากนั้นวอร์เบอร์ตันยังแสดงในคอมเมดี้ยอดนิยมของ ABC เรื่อง “Less than Perfect” ในบท เจ๊บ เด็นตัน นักข่าวสถานีโทรทัศน์สำรอง และในซีรี่ส์ไลฟ์แอ็คชั่นเรื่อง “The Tick” ในบทที่เหมือนตัวเองชื่อ ทิค วอร์เบอร์ตันยังเป็นที่รู้จักจากบทของ เจฟฟ์ บิงแฮม ในคอมเมดี้ยอดฮิตทาง CBS เรื่อง “Rules of Engagement” ร่วมกับเดวิด สเปด, โอลิเวอร์ ฮัดสัน และ เมกิน ไพรซ์ เสียงที่นุ่มนวลของวอร์เบอร์ตันยังปรากฏในภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดนิยมของบ็อกซ์ออฟฟิศหลายเรื่อง เช่น ภาพยนตร์ของ Disney เรื่อง “The Emperor’s New Groove,” “Chicken Little,” “Bee Movie” และ “Happily Never After” ตอนนี้เขากำลังให้เสียงพากย์ของ บร็อค แซมสัน ในภาพยนตร์ซีรี่ส์แอนิเมชั่นสำหรับผู้ใหญ่ เรื่อง “The Venture Brothers” และโจ สวอนสัน ในซีรี่ส์แอนิเมชั่นยอดนิยมของ Fox เรื่อง “Family Guy” แพทริคเป็นชาวแคลิฟอร์เนีย เขาโตขึ้นที่ Huntington Beach ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ลอสแองเจลิสกับ เคธี่ ภรรยาของเขาและลูกๆ อีก 4 คน ได้แก่ ทาลอน, อเล็กซานดร้า (เล็กซี่), เชนและแกเบรียล เวลาที่พูดถึงครอบครัวของเขา แพทริคจะมีสีหน้าที่สดใส เขาจะเล่าถึงลูกๆ ด้วยความสุขและความรักในชีวิตของเขา ด้วยเวลาว่างเพียงน้อยนิดที่เขามี แพทริคจะเล่นเกมกอล์ฟหรือเทนนิส ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับลูกๆ และใช้เวลาในกระต๊อบของเขาใน Rogue River ที่ออเรก้อนร่วมกับครอบครัวของเขา วอร์เบอร์ตันยังเป็นผู้จัดรายการกอล์ฟปฐมฤกษ์ Golf for Kids ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อการกุศลชื่อดังสำหรับ St. Jude Children’s Hospital ทุกปีที่ Palm Springs แคลิฟอร์เนีย นักแสดงผู้มีความสามารถรอบด้านอย่างน่าเหลือเชื่อ เอลลิสัน แจนนีย์ (คุณกรูเนียน) ได้สร้างชื่อเสียงจากกลุ่มนักแสดงที่มีคุณสมบัติของนางเอกผสมกับความสามารถด้านการแสดงอย่างเข้าถึงตัวละคร ล่าสุดเธอได้ร่วมแสดงคู่กับแอนนา ฟาริส ในซิตคอมเรื่องใหม่ของ CBS/Chuck Lorre เรื่อง “Mom” เธอยังแสดงในภาพยนตร์แนวดราม่าเรื่องดังของ Showtime อีกหลายตอน เรื่อง “Masters of Sex” ภาพยนตร์ของเธอเรื่อง “The Way, Way Back” ที่แสดงร่วมกับสตีฟ คาเรล และ โทนี่ คอลเล็ตกำลังฉายในโรงภาพยนตร์ นอกจากนั้นแจนนีย์ยังมีภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่จะเข้าฉาย ได้แก่ ภาพยนตร์ของลินน์ เชลตัน เรื่อง “Touchy Feely” โปรเจ็กต์ของ Untitled Christian Camargo ร่วมกับวิลเลียม เฮิร์ต และ จีน เรโน่ ภาพยนตร์ของ Untitled Marc Lawrence/Castle Rock ร่วมกับฮิวจ์ แกรนท์ เรื่อง “Trust Me” ของผู้กำกับฯ/นักแสดง คลาร์ก เกร็ก และภาพยนตร์คอมเมดี้ของเจสัน เบทแมน เรื่อง “Bad Words” ตอนนี้เธอกำลังให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ Dreamworks เรื่อง “Mr. Peabody & Sherman” และก่อนหน้านี้ได้แสดงในเรื่อง “The Oranges” ร่วมกับแคทเธอรีน คีเนอร์, “Liberal Arts” ร่วมกับจอช แรดนอร์ และ “Struck By Lightning” ร่วมกับคริส โคลเฟอร์ นอกจากนั้นเธอยังร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่มีความคาดหวังอย่างสูง เรื่อง “The Help” สร้างขึ้นจากนิยายขายดีในชื่อเดียวกัน สำหรับการแสดงสุดพิเศษของเหล่านักแสดงพวกเขาได้รับรางวัลรวมจาก Screen Actors Guild, National Board of Review และ Broadcast Film Critics นอกจากนั้นภาพยนตร์ยังเข้าชิงรางวัล Academy Award สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย แจนนีย์ได้สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมด้วยการแสดงที่โดดเด่นในภาพยนตร์ยอดนิยมที่ได้รับรางวัล Oscar เรื่อง “Juno” และในการแสดงที่ได้รับรางวัล Tony Award เรื่อง “Hairspray” ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ สำหรับบทบาทของเธอในภาพยนตร์ของทอดด์ โซลอนซ์ เรื่อง “Life During Wartime” ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัล Spirit Awards สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เธอยังแสดงในภาพยนตร์ของแซม เม็นเดส เรื่อง “Away We Go” ภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง “Strangers with Candy” และให้เสียงพากย์ในบท ‘กลาดี้’ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ Dreamworks เรื่อง “Over the Hedge” รวมถึงบท “พีช” ในเรื่อง “Finding Nemo” แจนนีย์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Spirit Award อีกครั้งจากผลงานในภาพยนตร์อินดี้ เรื่อง “Our Very Own” และแสดงคู่กับเมริล สตรีพ ในเรื่อง “The Hours” ที่เข้าชิงรางวัล SAG Award สาขานักแสดงที่สร้างความโดดเด่นในภาพยนตร์ ผลงานเรื่องอื่นของเธอที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Academy Award เรื่อง “American Beauty” (เธอได้รับรางวัล SAG Award สาขานักแสดงที่สร้างความโดดเด่นในภาพยนตร์) รวมถึง “Nurse Betty,” “How to Deal,” “Drop Dead Gorgeous,” “10 Things I Hate About You,” “Primary Colors,” “The Ice Storm,” “Six Days Seven Nights,” “The Object of My Affection” และ “Big Night” ตลอดอาชีพของแจนนีย์ เธอเป็นแขกรับเชิญที่สร้างความประทับใจให้รายการทีวีหลายเรื่อง แต่เธอมีชื่อเสียงจากการรับบทแสดงในซีรี่ส์เรื่องดังของ NBC เรื่อง “The West Wing” ที่เธอได้รับรางวัล Emmy Award สี่รางวัลและ SAG Award อีกสี่รางวัลจากการแสดงในบทเลขานุการฝ่ายสื่อมวลชนทำเนียบขาว ซี.เจ.เครก ในช่วงที่เธอเป็นนักศึกษาด้านการแสดงชั้นปีที่ 1 แห่ง Kenyon College ในโอไฮโอ แจนนีย์ได้ออดิชั่นในการแสดงของพอล นิวแมนและได้รับบทเล่น หลังจากนั้นไม่นานนิวแมนและโจแอน วู้ดวอร์ด ภรรยาของเขาแนะนให้เธอศึกษาที่ Neighborhood Playhouse ในนิวยอร์ค เธอทำตามคำแนะนำและได้แสดงบรอดเวย์เป็นครั้งแรกในการแสดงของโนเอล โควอร์ด เรื่อง “Present Laughter” ที่เธอได้รับรางวัล Outer Critics Circle Award และ Clarence Derwent Award เธอยังแสดงในภาพยนตร์ของอาเธอร์ มิลเลอร์ เรื่อง “A View from the Bridge” ที่เธอเข้าชิงรางวัล Tony Award เป็นครั้งแรกและได้รับรางวัล Outer Critics Circle Award ล่าสุดแจนนีย์แสดงบรอดเวย์ในละครเพลงเรื่อง “9 to 5” ที่เธอเข้าชิงรางวัล Tony และได้รับรางวัล Drama Desk

ประวัติผู้สร้างภาพยนตร์

ร็อบ มินคอฟฟ์ (ผู้กำกับฯ) ตอนนี้กำลังกำกับฯ เรื่อง “Mr. Peabody & Sherman” ที่มีกำหนดฉาย 6 มีนาคม 2014 ร็อบเติบโตที่พาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนียที่เขาพัฒนาภาพยนตร์เรื่องโปรดทุกแนว เขาศึกษาหลักสูตร Cal Arts Character Animation และในช่วงซัมเมอร์ปี 1986 ถูกจ้างให้ร่วมงานกับ Walt Disney Studios ในแผนกแอนิเมชั่น ร็อบกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกในแอนิเมชั่นเรื่องสั้นของ Roger Rabbit เรื่อง “Tummy Trouble” และ “Roller Coaster Rabbit” เขากำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องดังยอดนิยมของ Disney เรื่อง “The Lion King” หลังสร้างความสำเร็จให้กับ Disney ร็อบได้ออกมากำกับฯ เรื่อง “Stuart Little” และ “Stuart Little 2” นำแสดงโดย จีน่า เดวิส, ฮิวจ์ ลอว์รี่ และ ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ ตั้งแต่นั้นมาร็อบได้กำกับฯ ผลงานหลากหลายแนว เช่น ภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้อย่าง “The Forbidden Kingdom” นำแสดงโดย แจ็คกี้ ชาง และ เจ็ต ลี ภาพยนตร์คอมเมดี้เกี่ยวกับโจรกรรม เรื่อง “Flypaper” นำแสดงโดย แพทริค เด็มป์ซีย์ และ แอชลีย์ จัดด์ และภาพยนตร์คอมเมดี้สำหรับครอบครัวของ Disney เรื่อง “The Haunted Mansion” นำแสดงโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ อเล็กซ์ สจ๊วตซ์ (ผู้อำนวยการสร้างฯ) ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าด้านการพัฒนาแห่ง DreamWorks Animation เธอควบคุมทุกโปรเจ็กต์ของสตูดิโอที่มีการฉายตั้งแต่ปี 2008-2012 อเล็กซ์เริ่มอาชีพในวงการบันเทิงเมื่อปี 1990 ที่Touchstone Pictures ของ Walt Disney Studios เธอเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 1990 จนถึง 1998 เธอออกจากสตูดิโอตอนได้รับตำแหน่งรองประธานอาวุโส ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งใน Touchstone เธอได้ควบคุมดูแลภาพยนตร์เรื่อง “What’s Love Got to Do With It,” “Sister Act,” “Romy and Michelle’s High School Reunion” และ “Rushmore” หลังจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตแห่ง Bel Air Entertainment เป็นเวลา 2 ปีที่มีภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของเธอ ได้แก่ “Rockstar” และ “Pay It Forward” อเล็กซ์ได้ย้ายไปที่นิวยอร์ค เธอได้ร่วมงานกับบริษัทสร้างความบันเทิงสำหรับครอบครัว Walden Media ปี 2001 ในฐานะของรองประธานบริหารแห่ง Walden เธอต้องควบคุมดูแลด้านการสร้างสรรค์ อเล็กซ์ได้ผลิตและจัดการดูแลโปรเจ็กต์หลายเรื่องเป็นการส่วนตัว เช่น “Holes,” “Because of Winn-Dixie,” “Charlotte’s Web,” “Bridge to Terabithia,” “Nim’s Island,” “Journey 3D to the Center of the Earth” และ “City of Ember” หลังเข้าศึกษาที่ Boston University และสำเร็จปริญญาโทด้านวารสารศาสตร์จาก NYU อเล็กซ์ได้ร่วมงานด้านการผลิตภาพยนตร์สารคดี เดนิส โนแลน คาสซิโน่ (ผู้อำนวยการสร้างฯ) ได้ร่วมงานที่ DreamWorks Animation เมื่อปี 1996 เธอทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมแผนงานให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเรื่องแรกของสตูดิโออย่าง “Antz” เธอทำหน้าที่ตำแหน่งเดียวกันในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Academy Award® เรื่อง “Shrek” และต่อมาได้กลายเป็นผู้จัดการอาวุโสด้านฝ่ายผลิต เรื่อง “Shrek 2” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาล เมื่อไม่นานนี้เธอยังร่วมผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เรื่อง “Megamind” และ “Shrek the Third” ก่อนจะมาร่วมงานกับ DreamWorks เดนิสได้ร่วมงานในทีวีซีรี่ส์สต็อปโมชั่นของ ABC เรื่อง “Bump in the Night” ผลงานแรกที่เธอทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมด้านโพสต์-โพรดักชั่นและทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างบริหารฯ ในเวลาต่อมา เธอยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการด้านงบประมาณที่ Varitel Video บริษัทโพสต์โพรดักชั่นในซานฟรานซิสโก เธอเริ่มทงานในตำแหน่งผู้ชำนาญด้านการควบคุมดูแลและสุดท้ายได้เป็นผู้ลำดับภาพให้ KOFY TV20 ที่ซานฟรานซิสโก เดนิสได้รับปริญญาตรีสาขา Broadcast Communication Arts จาก San Francisco State University ทิฟฟานี่ วอร์ด (ผู้อำนวยการสร้างบริหารฯ) ใช้เวลาทั้งชีวิตของเธอวนเวียนกับตัวละครมากมาย! เธอเป็นลูกคนกลางและเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเจย์ วอร์ด ผู้ผลิตผลงานคลาสสิคแห่งตำนานเรื่อง “Crusader Rabbit,” “Rocky and Bullwinkle,” “Sherman and Peabody,” “Fractured Fairy Tales,” “Dudley Do-Right,” “Hoppity Hooper,”“George of the Jungle,” “Tom Slick,” “SuperChicken” และ “Cap’n Crunch” ธุรกิจของทิฟฟานี่เป็นธุรกิจที่มีความสนุกสนาน Ward Productions Inc. ไม่ได้บริหารโดยครอบครัวเท่านั้น ยังมีความตลกยังเกิดขึ้นในครอบครัววอร์ดอีกด้วย ทิฟฟานี่และโรน่ากับแครีย์พี่น้องของเธอถูกสอนให้เรียกพ่อของตัวเองว่า “ท่านประธานบอร์ด” ถือเป็นเรื่องตลกดี A Magna Cum Laude graduate of UCLA และประธานแห่ง Ward Productions Inc. ตั้งแต่ที่พ่อของเธอเสียชีวิตลงเมื่อปี 1989 ทิฟฟานี่ วอร์ด ได้สานต่อผลงานของพ่อ โดยเธอได้เป็นประธานแห่ง Bullwinkle Studios ซึ่งเป็นการร่วมธุรกิจกันระหว่าง Ward Productions Inc. และ Classic Media of New York เป็นเวลา 10 ปี ทิฟฟานี่ทหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างสรรค์และผู้อำนวยการสร้างบริหารฯ ในภาพยนตร์เรื่อง “George of the Jungle” และกำกับวีดีโอ “George of the Jungle II” ร่วมกับ Walt Disney Pictures รวมถึง “Dudley Do-Right” และ “The Adventures of Rocky and Bullwinkle” ร่วมกับ Universal Studios ทิฟฟานี่ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารให้การ์ตูนซีรี่ส์แอนิเมชั่น เรื่อง “George of the Jungle” ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2007 ของ Cartoon Network และ Teletoons Canada เคร็ก ไรท์ (บทภาพยนตร์) เป็นผู้เขียนบทที่มีชื่อเสียง เขาเคยเห็นหัวหน้านักเขียนของรายการทีวีที่ชื่อ “Six Feet Under” และ “Dirty Sexy Money” แดนนี่ เอลฟ์แมน (ดนตรี) ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ 20th Century Fox ปี 2013 เรื่อง “Epic” หลังร่วมงานกับผู้กำกับฯ แซม ไรมี่ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่าง Oz the Great and Powerful หลังประพันธ์ดนตรีห้าภพยนตร์เรื่องดังที่ได้รับความนิยมของผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง Spider-Man (เข้าชิงรางวัล Grammy Award), Spider-Man 2, Darkman และ A Simple Plan เอลฟ์แมนเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่มีความทันสมัยความสามารถมากคนหนึ่งของโลก เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Academy Award จากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Milk และ Good Will Hunting (ทั้งสองเรื่องกำกับโดย กัส แวน แซงต์), Men In Black และภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง Big Fish เขาน่าจะเป็นที่รู้จักดีจากการ่วมงานกับผู้สร้างฯ เบอร์ตันจากภาพยนตร์ 14 เรื่อง ได้แก่ Pee-wee’s Big Adventure, Beetlejuice, Batman (เขาได้รับรางวัล Grammy Award สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเป็นครั้งที่สองในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม), Edward Scissorhands, Batman Returns, The Nightmare Before Christmas, Mars Attacks!, Sleepy Hollow, Planet of the Apes, Big Fish, Charlie and the Chocolate Factory, The Corpse Bride, Alice in Wonderland และ Dark Shadows ผลงานที่มีชื่อเสียงของเอลฟ์แมน ได้แก่ Dick Tracy, Midnight Run, Mission: Impossible, Wanted, และภาพยนตร์เพลงที่ได้รับรางวัล Oscar เรื่อง Chicago ล่าสุดเขาประพันธ์ดนตรีให้ภาพยนตร์ของเดวิด โอ รัสเซล เรื่อง Silver Linings Playbook, ภาพยนตร์ของกัส แวน แซงต์ เรื่อง Promised Land, Men In Black 3, Hitchcock และภาพยนตร์ของทิม เบอร์ตัน เรื่อง Frankenweenie นอกจากการเข้าชิงรางวัล Oscar สี่ครั้งของเขาแล้ว ผลงานของเอลฟ์แมนยังได้รับรางวัลอีกมากมาย อาทิเช่น เข้าชิงรางวัล Grammy 13 รางวัล (Alice in Wonderland, Batman, Dick Tracy, Edward Scissorhands, Men in Black, Planet of the Apes, Spider-Man, Big Fish, Charlie and the Chocolate Factory, Milk) เข้าชิงรางวัล Golden Globe สามรางวัล (Big Fish, Alice in Wonderland, The Nightmare Before Christmas), เข้าชิงรางวัล BAFTA สองรางวัล (Alice in Wonderland, Chicago) และ Emmy Award จาก main title theme ที่โดดเด่นของภาพยนตร์ทาง ABC เรื่อง Desperate Housewives (เข้าชิงรางวัล Emmy ครั้งที่สองในเรื่อง The Simpsons) แต่ละปีเขายังเข้าชิงรางวัล BFI Film & TV Award อย่างต่อเนื่อง (เขาได้รับรางวัลและเข้าชิงรางวัลมาแล้วมากกว่า 24 รางวัล) และได้รับรางวัลจากองค์กรนักวิจารณ์แห่งชาติหลายแห่งในช่วงเวลาหลายปี เอลฟ์แมนเป็นชาวลอสแองเจลิสที่เริ่มทำงานในวงการดนตรีตอนที่เขาร่วมก่อตั้งคณะแสดงละครเพลงในปารีส (ร่วมกับ ริชาร์ด พี่น้องของเขาซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีความกระตือรือร้น) ชื่อว่า The Mystic Knights of Oingo Boingo (ภาพยนตร์ที่พี่น้องเขากำกับเรื่องแรกในปี 1982 เป็นผลงานคลาสสิคแนวคัลท์ตอนนี้ เรื่อง Forbidden Zone ซึ่งเป็นการให้เกียรติการแสดงวงดนตรี) ในที่สุดได้สร้างเอกลักษณ์ให้กลุ่ม Oingo Boingo เอลฟ์แมนประพันธ์ดนตรีแนวอีเล็คทริคร็อคที่ชนะใจแฟนเพลงจำนวนมาก ผู้กำกับฯ ที่มีชื่อเสียงอย่างเบอร์ตันให้เอลฟ์แมนมาประพันธ์ดนตรีในผลงานช่วงแรกๆ ของเขาอย่างเรื่อง Pee-wee’s Big Adventure เพลงของ Oingo Boingo ยังถูกเปิดเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อยู่บ่อยๆ อาทิเช่น Fast Times at Ridgemont High, Sixteen Candles, Weird Science, Back to School และ Donnie Darko ซึ่งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Grammy สองรางวัลในช่วงเวลาหลายปี Mr-Peabody-Sherman

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram