โลกอาจถึงคราวล่มสลาย Godzilla 2014Vs2019 ความต่างหนังสัตว์ประหลาด2ภาค

 

สารพัดสิ่งเปิดสงคราม Godzilla: King of the Monsters ซ่อนความยิ่งใหญ่แห่งราชัน

 

 

                ในงาน SDCC 2018 ที่ผ่านมา หลายค่ายหนังต่างพากันขนตัวอย่างของภาพยนตร์ใหม่ที่เตรียมเข้าฉายมาอวดกันมากมาย แต่คงไม่มีตัวอย่างไหนที่จะเป็นกระแสและกระตุ้นความอยากดูได้มากเท่ากับ Godzilla: King of the Monsters อีกแล้ว หลังจากที่ประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่ไปในปี 2014 ครั้งนี้ก็อตซิลล่าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อประกาศสงคราม ซึ่งในตัวอย่างที่เราได้ชมกันไปนั้น นอกจากก็อตซิลล่าแล้ว ยังมีสัตวประหลาดยักษ์ที่ภายในภาพยนตร์เรื่องว่า ไททัน มาร่วมศึกนี้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรแดน, มอธร่า และที่ร้ายกาจที่สุด คิง กีโดร่าห์ แต่ใช่ว่าภาพยนตรืเรื่องนี้จะมีดีแค่การออกมาปะทะกันระหว่างสัตว์ประหลาดเท่านั้น เพราะในตัวอย่างแรกซ่อนเนื้อเรื่องเอาไว้มากมาย

 

องค์กรลับเบื้องหลังการปล่อยเหล่าไททัน

                ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Godzilla เมื่อปี 2014 ต่อเนื่องมาถึง Kong: Skull Island องค์กรที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบเหล่าไททันคือ Monarch องค์กรที่ค้นหาเหล่าสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ที่ซุกซ่อนเอาไว้อยู่ทั่วโลก และใน Godzilla: King of the Monsters ก็ได้เปิดตัวตัวละครใหม่เป็นนักบรรพพฤษศาสตร์ ดร.เอ็มม่า รัสเซล (รับบทโดยเวร่า ฟาร์มิกา) ได้ออกมาเปิดเผยว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เป็นเหมือนเชื้อร้ายที่ทำให้โลกใบนี้ติดโรค และพวกเขาต้องออกรวบรวมเหล่าไททันเพื่อเรียกสมดุลให้คืนกลับมาอีกครั้ง แต่นั่นจะใช่สิ่งที่เธอคนนี้คิดเอาไว้แน่หรือ?

                มีรายงานจากกองถ่ายว่า จริง ๆ แล้วตัวละครเอ็มม่านั้นถูกลักพาตัวโดยองค์กรลึกลับที่กล่าวโทษว่ามนุษย์คือคนที่ทำให้โลกเสื่อมสลาย และการปลดปล่อยเหล่าไททันคือหนทางเดียวที่จะทำให้กฎแห่งธรรมชาติกลับมาถูกที่ถูกทางอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เธอมีค่าคือ เธอสามารถคิดค้นวิธีการใช้คลื่นโซนาร์ในการติดต่อสื่อสารกับเหล่าไททันได้ เพราะฉะนั้นองค์กรลึกลับดังกล่าวจึงได้ใช้เธอเข้าแทรกซึมสู่องค์กร Monarch ที่รู้ที่ซ่อนตัวของเหล่าไททัน เพื่อใช้เธอในการปลดปล่อยพวกมันออกมา

 

เนื้อเรื่องที่แตกต่างไปจาก Godzilla 2014 อย่างสิ้นเชิง

                ย้อนกลับไปในภาคที่แล้ว Godzilla คือการกลับมาปรากฎตัวประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่ และการบอกให้โลกรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าผู้ครองโลกที่แท้จริง แต่ใน Godzilla: King of the Monsters นี่จะเล่าเรื่องราวที่มากกว่าเดิม โดยจะเป็นเรื่องราวของการปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากร จากบทพูดของดร.เอ็มม่า รัสเซล คือ มนุษย์คือสิ่งที่ทำให้โลกนี้เสื่อมโทรมลง หากไม่สามารถค้นหาเหล่าไททันที่กระจายอยู่ทั่วโลกได้ครบ โลกอาจถึงคราวล่มสลาย ซึ่งสะท้อนประเด็นของโลกคล้ายคลึงกับต้นฉบับจากญี่ปุ่น ที่จะสะท้อนให้เห็นความโหดร้ายของระเบิดนิวเคลียร์ ดังนั้นในเวอร์ชั่นของฮอลลีวูดที่เรากำลังจะได้ชมคือการเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตทางสภาพแวดล้อม หรือ ภาวะโลกร้อนนั่นเอง

 

วายร้ายระดับภัยพิบัติการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ

                ใครที่คุ้นเคยกับภาพยนตร์ Godzilla ที่สร้างโดยโตโฮคงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าวายร้ายหลัก สัตว์ประหลาดผู้เป็นฝ่ายตรงข้ามใน Godzilla: King of the Monsters คือใคร แต่สำหรับคนที่อาจจะเพิ่งมาติดตามเฟรนไชส์นี้เมื่อปี 2014 นั้น เราขอบอกตรงนี้เลยว่า คิง กีโดร่าห์ คือ สัตว์ประหลาดผู้เป็นดั่ง ‘ภัยพิบัติระดับการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ’ จากตัวอย่างเราจะได้เห็นเจ้ามังกร 3 หัวตัวนี้ถูกคุมขังเอาไว้ในน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ มันถูกจองจำเอาไว้ อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อน้ำแข็งละลาย (ด้วยฝีมือมนุษย์) ภัยพิบัติอย่างกีโดร่าห์ก็จะกลับออกมาอาละวาดอีกครั้ง ค่อนข้างชัดเจนเลยว่าภาพยนตร์ต้องการจะเล่นเรื่องราวของภาวะโลกร้อนที่สะท้อนไปถึงการละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก จนทำให้โลกต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงเช่นในทุกวันนี้

 

ราชันแห่งสัตว์ประหลาดอาจไม่ใช่ Godzilla แต่เป็น Ghidorah

                จริงอยู่ที่นี่คือภาพยนตร์ภาคต่อของ Godzilla ที่กลับมาในชื่อของ King of the Monsters แต่ราชันแห่งสัตว์ประหลาดที่พูดถึงอาจไม่ใช่ตัวก็อตซิลล่า แต่หมายถึง กีโดร่าห์ ด้วยการหลับใหลใต้ผืนน้ำแข็งยาวนานกว่าพันปี การปรากฎตัวของมันทำให้ Godzilla ต้องประกาศเรียกรวมพลจากทั้งโรแดน และมอธร่า เพื่อมาร่วมกันปราบเจ้ากีโดร่าห์ ด้วยการร่วมมือกันขนาดนี้จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าราชันแห่งสัตว์ประหลาดที่แท้จริงคือกีโดร่าห์ และผู้ที่จะสามารถปราบมันลงได้ก็คือก็อตซิลล่า นั่นจึงทำให้ Godzilla จะได้กลายเป็นราชันที่แท้จริงหลังจากจบเรื่อง

 

Source: Screen Rant

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram