เจาะลึกการสร้างฉากสยอง ของ Lights Out ทำยังไงให้คนดู100% หลอนพร้อมกันในความมืด!!

เจาะลึกการสร้างฉากสยอง ของ Lights Out
ทำยังไงให้คนดู100% หลอนพร้อมกันในความมืด!! 

 

 

“มีฉากสตันท์ในหนังเรื่องนี้มากกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรก เพราะยิ่งเราคิดก็ยิ่งมีความเป็นไปได้มากมาย” แซนด์เบิร์กกล่าว “มีหลายคนตัวลอยขึ้นไปและถูกจับทุ่มกับกำแพง เนื่องจากร่างของไดอานาอยู่ได้เฉพาะในความมืด อะไรก็ตามที่เธอยกขึ้นมาจะร่วงลงกับพื้นทันทีที่ไฟสว่าง และเราก็พบวิธีการมากมายที่จะเล่นกับเงื่อนไขนี้”

 “หลักการหนึ่งที่เราใช้เป็นแนวทางก็คือลดการใช้วิชวลเอฟเฟ็กต์ให้น้อยที่สุด ดังนั้นแทบทุกอย่างจึงเป็นเอฟเฟ็กต์ที่ทำขึ้นจริงในกล้อง” เกรย์กล่าว ตัวอย่างเช่น ฉากที่ไดอานายื่นมือจากเพดานเพื่อคว้าสร้อยที่คองรีเบคกาและยกตัวเธอลอยขึ้นมาจนหายใจไม่ออกนั้นทำได้ด้วยการใช้สายรั้ง ลวดสลิง และรอก

ผู้ประสานงานฝ่ายสตันท์ มาร์ค นอร์บี ให้รายละเอียดว่า “เดวิดมีไอเดียที่จะใช้สร้อยคอ จากนั้นเมื่อถึงจุดที่สร้อยจะรั้งไว้ไม่อยู่แล้ว ไดอานาก็ยื่นมืออีกข้างหนึ่งไปคว้าผมของรีเบคกาเอาไว้ เราทำได้โดยใช้ตัวเทเรซาจริงๆ เราดึงเธอขึ้นไปเล็กน้อยและปล่อยตัวเธอลงมา เธอร่วมมือเต็มที่และทำงานได้ดีมาก ขณะเดียวกัน อลิเชียก็เกาะอยู่ที่ขอยึดบนเพดาน จึงดูเหมือนว่าไดอานากำลังซ่อนตัวอยู่ตรงมุมมืดคร่อมตัวอยู่ระหว่างผนัง แนวคิดเบื้องหลังฉากนี้คือการให้ผู้ชมรู้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในระดับสายตา เธออยู่ที่ไหนก็ได้” 

สำหรับฉากที่ไดอานาไล่ตามเบรตนั้นต้องอาศัยสตันท์เพราะมีความสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีการลงสู่พื้นซึ่งดูเหมือนคอนกรีตแต่ที่จริงเป็นโฟมความหนาแน่นสูง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์พิเศษช่วยชะลอความเร็วของนักแสดงก่อนถึงจุดตกกระทบ

ฉากที่นักแสดงเด็ก เบตแมน ชอบเป็นพิเศษคือฉากสตันท์ที่เขาเล่นสองฉาก “มีฉากหนึ่งซึ่งผมถูกดึงที่ใต้เตียง และอีกครั้งที่ผมถูกลากไปข้างหลัง” เขากล่าว “สนุกดีครับ”

ทีมผู้สร้างหนังต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานส่วนใหญ่ใน “Lights Out” เป็นเรื่องสนุก เป็นการทำงานที่ตัวเองรักเพื่อแฟนๆ ที่ชื่นชอบหนังแนวนี้อย่างแท้จริง และพวกเขาก็หวังว่าผู้ชมจะรู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อนึกย้อนกลับไปยังแรงบันดาลใจดั้งเดิม ไฮส์เซอเรอร์ให้ความเห็นว่า “ผมนึกไม่ออกเลยว่าผู้ชมจะเป็นอย่างไร ถ้าเผื่อคุณกลั้นหายใจตลอดสองนาทีครึ่งที่ดูหนังสั้นเหมือนผมล่ะก็ คุณคงต้องเตรียมพกถุงกระดาษเข้าไปช่วยหายใจเลยเพราะคุณจะต้องเจอความตื่นเต้นแบบนี้ยาวตลอด 90 นาที”

เกรย์กล่าวว่า “มีฉากน่ากลัวที่เป็นเอกลักษณ์และน่าสนใจอยู่มากมายในหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่าผู้ชมคาดหวังได้ว่าจะได้พบเรื่องราวเขย่าขวัญน่าตื่นเต้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทีมงานบางคนบอกว่าต้องคอยมองเหลียวหลังและฝันร้ายเมื่อกลับไปที่บ้าน ซึ่งในกรณีของเราถือเป็นเรื่องดีครับ”

เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมงานซึ่งค้นพบ“Lights Out” ในรูปของเรื่องเล่าสั้นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในโลกออนไลน์ เจมส์ วาน ตระหนักดีถึงศักยภาพของเรื่องนี้ในการเข้าถึงคนวงกว้างด้วยสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมมาก แต่เขายกความดีให้วิสัยทัศน์ของเดวิด แซนด์เบิร์ก และแนวคิดอันทรงพลังของแก่นเรื่องซึ่งทำให้ผลงานนี้มีความพิเศษ “สิ่งที่เดวิดทำในหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมชอบเลยครับ นั่นคือการทำหนังแบบที่ผมชอบดูเมื่อตอนเป็นเด็ก หนังสยองขวัญสนุกๆ ที่น่าสะพรึงกลัวแต่ก็ให้ความบันเทิงไปพร้อมกัน และทำให้คุณอยากดูอีก”

รวมทั้งอาจทำให้คุณเข้าใจธรรมชาติมนุษย์มากขึ้นด้วย แซนด์เบิร์กกล่าวว่า “ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะทำให้คนกลัวได้เพราะการกลัวความมืดก็คือการกลัวสิ่งที่เราไม่รู้ และในแง่นั้นมันก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนรู้สึกเหมือนกัน คุณไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นหรือว่ามันจะตามคุณมาหรือเปล่า เวลาเราปิดไฟที่บ้าน หลายคนคงเคยคิดว่า ‘มีใครยืนอยู่ตรงมุมห้องรึเปล่านะ’ แล้วเราก็เปิดไฟและเห็นว่า โอเค ก็แค่เสื้อโค้ตที่แขวนอยู่หรืออะไรแบบนั้น หลังจากได้ดู ‘Lights Out’ พร้อมผู้ชมในการฉายครั้งแรกๆ ผมดีใจมากที่ได้เห็นผู้ชมเข้าถึงเรื่องราว บางครั้งก็สะดุ้ง และบางครั้งก็หัวเราะด้วย”  

เขากล่าวเสริมอย่างขำๆ ว่า “มันอาจเหมือน ‘Jaws’ ก็ได้นะ แต่แทนที่จะกลัวการลงทะเล คนอาจกลัวการปิดไฟกันมากขึ้นก็ได้”

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram