วิวัฒนาการการแสดงของโรเบิร์ต แพททินสัน ก่อนสัมผัสหนังน้ำดี 'LIFE'

 

 

ในภาพยนตร์เรื่อง LIFE โรเบิร์ต แพททินสัน รับบท เดนนิส สต็อก (Dennis Stock) ช่างภาพชื่อดัง ที่ได้ตามติดชีวิตของ เจมส์ ดีน เพื่อถ่ายภาพมาลงนิตยสาร  ผลงานการกำกับภาพยนตร์โดย อังตง กอร์เบจ์น ที่เคยฝากฝีมือมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง Control  โดยได้ เอียน  แคนนิ่ง (IAIN CANNING)  และ เอมิล เชอร์แมน (EMILE SHERMAN) ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ออสการ์เรื่อง The King’s Speech มาร่วมเป็น Producer  ของภาพยนตร์เรื่องนี้

โดย เอียน แคนนิง ผู้อำนวยการสร้าง ได้สังเกตพัฒนาการแสดงของแพททินสันว่าเขาจะฉีกภาพลักษณ์ดาราขวัญใจวัยรุ่นแล้วหันมารับบทที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างในหนังเรื่องนี้ เขาจะเป็นช่างภาพผู้บันทึกชีวิตของดาราผู้ที่กำลังก้าวสู่จุดสูงสุดของอาชีพซึ่งไม่ต่างจากยุคหนึ่งของแพททินสันที่ดังสุดขีดจากหนังเรื่อง The Twilight Saga  และเพื่อเข้าถึงบทบาทของช่างภาพ

 

 

แพททินสันจึงฝึกการถ่ายภาพโดยใช้กล้องไลก้าเป็นเวลาสองสามเดือนก่อนถ่ายทำภาพยนตร์ แพททินสันกล่าวถึงความหลงใหลในการถ่ายภาพแบบสมัยก่อนว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่กำลังจางหาย  “มันมีความละเมียดละไมเฉพาะตัวเมื่อเปรียบเทียบกับการถ่ายภาพแบบดิจิตอล เพราะคุณไม่สามารถกำหนดตัวรูปภาพได้  และคุณไม่สามารถถ่ายภาพในแบบเดียวกับที่คุณถ่ายด้วยไอโฟนแล้วตกแต่งภาพทีหลังได้หรอก” แม้การถ่ายภาพสมัยก่อนต้องใช้เวลากว่าจะได้ภาพดีๆ แต่แพททินสันก็ชื่นชอบและต้องการเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจตัวละครมากขึ้น  ส่วนแคนนิงกล่าวถึงการแสดงของแพททินสันว่าเขาพยายามอย่างยิ่งเพื่อเข้าใจแรงผลักดันทางจิตใจของสต็อค และเข้าใจวิถีชีวิตของคนหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆในยุคนั้นที่เสาะแสวงความมั่นคงในชีวิต ทว่าตัวสต็อคกลับมีชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งแคนนิงก็ชื่นชมแพททินสันว่าการแสดงของเขาเผยถึงการผสานรวมกันระหว่างความเห็นใจคนอื่นกับความเปราะบางในตัวละครของเขาที่ต้องทำตามบรรทัดฐานของสังคมยุคนั้น และความซับซ้อนทางอารมณ์

ส่วนตัวแพททินสันก็กล่าวถึงตัวละครของเขาว่า นอกจากเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทางครอบครัว (สต็อคทุ่มเทกับงานจนแทบไม่มีเวลาดูแลภรรยาและลูกวัยเจ็ดขวบ) เขาก็มีปัญหากับการงานที่เขาทำอีกด้วย เขาคิดว่างานถ่ายภาพที่เขาทำทั้งชีวิตเป็นไปเพราะรู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอด เขาจึงไม่รู้สึกปลาบปลื้มกับผลงานของตนเองก่อนที่เขาจะพบกับเจมส์ ดีน ซึ่งกว่าที่เขาได้รับความไว้วางใจจากดีนเพื่อให้เขามีเวลาบันทึกภาพก็ต้องท้าทายตนเองพอสมควร แล้วความพยายามของสต็อคก็ถือว่าคุ้มค่ากับผลงานภาพถ่ายที่อาจจะทำให้สต็อคได้อะไรมากกว่าชื่อเสียง

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram