โปสเตอร์ใบสุดท้ายจากภาพยนตร์ The Hobbit: The Desolation of Smaug

โปสเตอร์ใบสุดท้ายจากภาพยนตร์ The Hobbit: The Desolation of Smaug

สุดท้ายและท้ายสุดกับโปสเตอร์ใบสุดท้าย (Eye Art) จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปลายปี The Hobbit: The Desolation of Smaug – เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค จากผลงานการกำกับของ ปีเตอร์ แจ็คสัน ภาพยนตร์เรื่อง “The Hobbit: An Unexpected Journey” เป็นภาพยนตร์ภาคแรกจากผลงานไตรภาค “The Hobbit” ที่มีการฉายเมื่อปลายปี 2012 และประสบความสำเร็จทั่วโลกในระดับพันล้านเหรียญ สร้างแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ทุกยุคสมัยและจุดประกายความน่าสนใจครั้งใหม่ให้ผลงานอมตะชิ้นโบว์แดงของเจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ซึ่งเป็นที่มาของผลงานไตรภาค “โลกของโทลคีนมีความงดงามอลังการมาก” ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้สร้างภาพยนตร์เจ้าของรางวัล Academy Award® กล่าว “มันเหมือนกับเรากำลังพลิกหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปยังโลกใบนั้นที่บทใหม่ ได้เห็นตัวละคร สิ่งมีชีวิต สถานที่ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน” สำหรับการดัดแปลงเรื่อง The Hobbit ให้เป็นภาพยนตร์ไตรภาคฉบับสมบูรณ์ แจ็คสันและผู้ร่วมเขียนบทฯ ของเขาอย่างฟราน วอล์ช และ ฟิลลิปป้า โบเยนส์ พร้อมกับกิลเลอร์โม เดล โตโร พบว่าพวกเขามีอิสรภาพที่จะไม่ตัดต่อหรือลดทอนเนื้อเรื่องจากหนังสือ อีกทั้งยังมีข้อมูลจากภาคผนวกอีก 125 หน้าที่โทลคีนได้รวมเอาไว้ในตอนท้ายของ The Lord of the Rings โดยมีข้อมูลที่จดบันทึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและการปกครองแห่งมิดเดิ้ล-เอิร์ธแห่งช่วง The Hobbit โทลคีนได้สร้างสายสัมพันธ์บางๆ ระหว่างการผจญภัยของบิลโบ แบ๊กกิ้นส์และการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่แห่งมิดเดิ้ล-เอิร์ธในบันทึกแห่ง The Lord of the Rings เมื่อ 10 ปีที่แล้วผู้สร้างภาพยนตร์ได้นำผลงานการประพันธ์ เรื่อง “The Lord of the Rings” ทั้งสามเล่มมาสู่จอภาพยนตร์ โดยภาพยนตร์ไตรภาค “The Hobbit” ได้นำเสนอการผจญภัยที่ยากจะต้านทานของพวกเขา มีการสำรวจความลึกลับและอันตรายต่างๆ ที่บอกใบ้และบรรยายไว้อย่างละเอียดในภาคผนวกของ The Hobbit ที่ไม่มีการยั้งโทนเรื่องที่เขียนไว้ในหนังสือสำหรับเด็กๆ “ความท้าทายในการสร้างหนังพวกนี้คือการรักษาเจตนารมณ์ของหนังสือเอาไว้ ขณะเดียวกันก็มีการถ่ายทอดกลิ่นอายและสไตล์แห่ง ‘The Lord of the Rings’ ลงไปด้วย เราระมัดระวังเรื่องระดับความแตกต่างมาก” ผู้เขียนบทฯ และผู้สร้างฯ ฟราน วอล์ช กล่าวว่า “The Hobbit เป็นหนังสือที่มีความสนุกสนาน แต่ครึ่งหลังของนิยายก็มีเนื้อหาที่รุนแรงและโหดร้ายขึ้น ซึ่งโทลคีนได้พัฒนาผลงานไตรภาคต่อมาให้เหมาะกับการแสดง มีพลังแห่งสัญชาตญาณ ความกล้าหาญ ความโลภและการเสียสละ ฉะนั้นจะสัมผัสได้ว่าภาพยนตร์ภาคที่ 2 จะเป็นโทนเรื่องที่โหดขึ้น” พร้อมด้วยตัวละครหลัก 15 ตัวของภาพยนตร์ที่มีการทำความรู้จักกันแล้วในภาคแรก แจ็คสันและเพื่อนร่วมงานของเขาสามารถนำคำบรรยายที่แจ็คสันกล่าวไว้ในภาค 2 ว่า “ระยะที่หายใจแทบไม่ทัน” มาใช้ได้ “เราเข้าถึงเนื้อเรื่องต่อจากจุดที่ภาคแรกทิ้งท้ายเอาไว้ได้ทันที จึงต้องอาศัยการอธิบายอย่างละเอียดสักหน่อย” เขากล่าว “ขณะเดียวกันสำหรับภาพยนตร์ภาคที่ 2 ความท้าทายคือความขัดแย้งที่ถลำลึกขึ้น และเพิ่มความยุ่งยากให้ตัวละครของเรา ผมอยากให้มีความตื่นเต้นเร้าใจสักนิดตอนที่เหตุการณ์ต่างๆ ดูเข้มข้นและการเดิมพันต่างๆ ก็สูงขึ้น นั่นคือความตื่นเต้นสำหรับผมเกี่ยวกับหนังภาคนี้ มันมีเรื่องราวที่ต่อเนื่องแต่พาเราไปอยู่อีกโลกหนึ่งด้วย เราได้เดินทางไปสู่สถานที่ใหม่ๆ พบกับผู้คนหน้าใหม่ และแน่นอนว่าเราจะได้พบกับช่วงเวลาสำคัญของโทลคีนที่บิลโบได้เผชิญหน้ากับมังกร” ชื่อเรื่องของภาพยนตร์มีการกล่าวถึงการทำลายล้าง และความพินาศที่เกิดจากการปลุกมังกรสมอว์กที่มีพลังและโจมตีอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์อย่างโหดเหี้ยม ทำให้เป็นพื้นที่สีดำ ทำลายล้างเมืองต่างๆ สร้างความท้อแท้ให้ผู้คน “พวกมังกรหลงใหลทอง โดยเฉพาะเจ้ามังกรตัวนี้ที่มีความเหี้ยมโหดและหิวกระหายในช่วงนั้นที่มีนามว่าสมอว์ก” ฟิลลิปป้า โบเยนส์ อธิบายว่า คนที่ปฏิญาณว่าเป็น “แฟนพันธุ์แท้ของโทลคีน” ในบรรดาทีมผู้เขียนบทฯ “เขาโผล่ขึ้นมาท่ามกลางคนแคระอย่างปุบปับ และไม่ได้ทำลายอาณาจักรเอเรบอร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงเมืองแห่งเดลที่อยู่ด้านล่างหุบเขาเดียวดายด้วย เรียกได้ว่าเป็นวันแห่งการทำลายล้างที่สร้างความหวาดผวาให้มนุษย์ที่อยู่ห่างไกลไปอีกหลายไมล์ จนกลายเป็นที่ขนานนามว่า Desolation of Smaug.”

The Hobbit: The Desolation of Smaug – เดอะ ฮอบบิท: ดินแดนเปลี่ยวร้างของสม็อค 12 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น https://www.facebook.com/HobbitTheDesolationofSmaugThailand http://www.hobbitthedesolationofsmaug-thai.com

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram