จากยุคเก่าสู่ยุคใหม่ Kong: Skull Island ตำนานผู้พิทักษ์แห่งเกาะกะโหลก

 

Kong: Skull Island ตำนานผู้พิทักษ์แห่งเกาะกะโหลก

 

 

การย้ายเรื่องราวจากยุคทศวรรษ 1930 มายังยุคที่ใหม่ขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ยุคปัจจุบันนั้น เชื่อมโยงกับแนวคิดที่ผู้สร้างหนังต้องการสำรวจได้เป็นอย่างดี ฮิดเดิลสตันตกลงมารับบทเป็นทหารผ่านศึกผู้ผิดหวังจากหน่วย SAS ร้อยเอก เจมส์ คอนราด มาตั้งแต่ก่อนที่ผู้กำกับจะเข้ามาร่วมงาน เขากล่าวว่า “ยุคนั้นทุกคนยังไม่ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของดาวเทียม การสอดแนมแทบทุกรูปแบบ และข้อมูลข่าวสารที่ล้นเกิน เราไม่ได้หลงคิดไปว่าเรารู้ทุกอย่างบนโลก เหมือนอย่างทุกวันนี้ที่เรามีอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และจีพีเอส ยุคสมัยในเรื่องช่วยให้เราได้มีกระจกสะท้อนว่าคองอาจนำเสนออะไรในบทสนทนาเกี่ยวกับสงคราม รวมถึงแนวโน้มที่มนุษย์จะทำลายสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ”

ปี 1973 ไม่เพียงเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียดนามแต่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการแลนด์แซท เมื่อ NASA เริ่มต้นทำแผนที่โลกจากอวกาศ ซึ่งช่วยให้ทีมผู้สร้างหนังสามารถสร้างเรื่องราวการค้นพบที่อยู่อันลึกลับของคอง “แต่เกาะกะโหลกก็เป็นสถานที่ซึ่งความเย่อหยิ่งของมนุษย์อาจเป็นต้นเหตุของหายนะ ถ้าคุณไม่หยุดคิดก่อนทำ” ผู้อำนวยการสร้าง จอน แจชนี ให้ความเห็น

แม้ว่าคองเป็นผู้ครองเกาะ แต่เท่าที่ผ่านมาเขาก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ดุร้ายหรือน่ากลัวที่สุด “เกาะกะโหลกถูกปิดตายจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง และเดินตามเส้นทางวิวัฒนาการที่แปลกประหลาดและมีเอกลักษณ์ของมันเอง” การ์เซียกล่าว “มันเป็นสถานที่ซึ่งงดงามน่าเหลือเชื่อแต่ก็อันตรายที่สุดในโลก เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันไม่มีที่สำหรับมนุษย์ และการที่มนุษย์ไปปรากฏตัวก็จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อระบบนิเวศน์อันละเอียดอ่อนภายในเกาะ”

 

 


วอกท์-โรเบิร์ตส์ กำหนดจุดของอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามพื้นที่ต่างๆ ภายในเกาะ รวมถึงสิ่งอัศจรรย์และความน่าสะพรึงกลัวต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวละครและทางเลือกของตัวละคร “เรื่องหนึ่งที่น่าทึ่งมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยทำมาก็คือการนำตัวเองออกจากห่วงโซ่อาหาร” เขากล่าว “ตัวละครเหล่านี้มาถึงเกาะกะโหลกด้วยความคิดแบบเดิมๆ ว่ามนุษย์เรามีสถานะอยู่ตรงไหนในโลกภายนอก แล้วความคิดพวกนั้นก็ใช้ไม่ได้โดยทันที...เพราะพวกเขาต้องกลับเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ผมอยากสำรวจว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อคนเราอย่างไร ใครที่จะสติแตก ใครที่จะแข็งแกร่งขึ้น และใครที่จะร่วมมือร่วมใจกัน”


ผู้กำกับเสริมว่าคำถามเหล่านั้นเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราวใน “Kong: Skull Island” “ผมชอบแนวคิดเรื่องการนำตัวละครกลุ่มหนึ่งซึ่งผ่านสงครามเวียดนามมาโดยไม่เชื่ออะไรทั้งนั้นและไม่ค่อยรู้ว่าที่ทางของตัวเองอยู่ที่ไหน แล้วผลักพวกเขาเข้ามายังสถานที่ลึกลับแห่งนี้ ในหนังของเรา คองไม่ใช่แค่สัตว์ขนาดยักษ์ นี่ไม่ใช่เรื่องราวของมนุษย์ปะทะธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้คองของเราจึงเป็นคองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด ผมอยากให้ผู้ชมได้สัมผัสความรู้สึกของการมองขึ้นไปแล้วเห็นบางสิ่งที่มีสัมผัสรับรู้และดุร้าย เป็นร่างสูง 100 ฟุตที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือตัวคุณ”


“Kong: Skull Island” จะนำผู้ชมไปประจันหน้ากับภูเขามีชีวิตที่สง่างามและมีพลังมหาศาล แต่ร่างกายใหญ่มหึมาไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ทีมผู้สร้างหนังได้ทำการเปลี่ยนแปลง แพเรนท์อธิบายว่า “คองเป็นสัตว์วัยหนุ่มซึ่งตอนที่เราพบเขาในหนังนั้น เขายังคงเติบโตเพื่อเตรียมไปเป็นผู้ครองเกาะ และเกาะแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายยิ่งกว่า รวมถึงสกัลล์ครอว์เลอร์ซึ่งฆ่าบรรพบุรุษของคองและทำให้คองเป็นตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ นั่นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการสำรวจตำนานส่วนนี้ คองเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากอยู่แล้ว แต่เขากำลังเผชิญหน้ากับการต่อสู้ชี้ชะตาในหนังเรื่องนี้ เป็นการต่อสู้เพื่ออ้างสิทธิ์อันชอบธรรมในการขึ้นเป็นราชาแห่งเกาะกะโหลก”

 

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram