โทนี่ จา จากเด็กบ้านนอก ตามหาฝัน สู่นักแสดงไทยที่ไปไกลที่สุดในตอนนี้

 

 

หากจะเอ่ยถึงนักแสดงไทย ชื่อ ทัชชกร ยีรัมย์ อาจจะมีคนไม่รู้จัก แต่ถ้าพูดว่า จา พนม ยีรัมย์ หรือ โทนี่ จา เชื่อได้ว่าชื่อนี้คนไทยรู้จักกันดี ในฐานะนักแสดงชาวไทยมากฝีมือในด้านแอ็คชั่นและคิวบู๊ที่ผสมผสานศิลปะป้องกันตัวแบบไทยๆ ทำให้เขามีความโดดเด่นถึงขนาดได้โกอินเตอร์ไปร่วมงานกับวงการหนังต่างประเทศ วันนี้เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ จึงขอพาทุกคนย้อนไปรู้จักก้าวแรกของ จา พนม สู่ก้าวเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยในวงการหนังโลก

ทัชชกร ยีรัมย์ หรือ จา พนม ยีรัมย์ เป็นคนสุรินทร์โดยกำเนิด ชีวิตในวัยเด็กของค่อนข้างลำบากเพราะอยู่ในชนบท ซึ่งตระกูลของจา พนม สืบเชื้อสายมาจากชาวกูยโบราณ ผู้ใกล้ชิดกับช้าง และชาวกูยส่วนใหญ่จะมีความสามารถพิเศษที่เกิดขึ้นติดตัวมานั่นคือการกระโดดสูง กระโดดไกล ด้วยความที่วัยเด็ก จา พนม ได้ดูหนังกลางแปลงผลงานของเฉินหลง เจ็ท ลี และพันนา ฤทธิไกร ทำให้เขาฝันว่าวันหนึ่งจะได้แสดงภาพยนตร์บ้างและเริ่มเรียนรู้ท่าต่อสู้ด้วยตัวเองโดยจำเอาจากหนังตั้งแต่ 10 ขวบ   ชีวิตที่ต้องคลุกคลีกับช้างทำให้เขาฝึกลีลาโลดโผนต่างๆบนหลังช้าง จนเกิดความชำนาญ ซึ่งใครจะไปรู้ว่าการเล่นแบบเด็กๆ ในตอนนั้นจะทำให้เขาได้กลายเป็นคนที่โด่งดัง 

เมื่อ จา พนม เรียนได้ถึง ม.3 เขาได้ขอร้องให้พ่อพาไปฝากกับ พันนา ฤทธิไกร ซึ่งกำลังถ่ายหนังอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นแต่ถูกปฏิเสธเพราะว่า พันนามองว่า จา พนมยังเด็กเกินไป แต่ก็ให้โอกาสจาเข้ามาดูการถ่ายทำที่จังหวัดขอนแก่นได้ จากนั้นพอเขาอายุ 14 ปี ก็ได้เริ่มเข้ามาคลุกคลีกับวงการหนังด้วยการเป็นตัวประกอบ ยกของ เสิร์ฟน้ำ ทำอาหารในกองถ่าย พร้อมทั้งเรียนรู้การต่อสู้ การเป็นสตันท์แมน เรียนวิชามวยไทยโบราณ มวยกังฟูของจีนไปด้วยกัน เวลาผันผ่านไป จา พนมรับบทเป็นสตั๊นท์แมน ตัวประกอบในหนังหลายเรื่อง

ในด้านความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้ จา พนม อาศัยการเรียนรู้จากมืออาชีพและครูพักลักจำ ทำให้เขากลายเป็นผู้รอบรู้ศาสตร์ต่างๆ  เช่น มวยไทยคาดเชือก มวยคชสาร เทควันโด วิชามัดเมา กังฟู คาราเต้ ยูโด คาโปเอล่า การใช้อาวุธกระบอง โซ่ ดาบซามูไร ดาบไทย ซึ่งเขาได้นำการต่อสู้ที่หลากหลายเข้ามาผสมผสานกลายเป็นศาสตร์ประยุกต์ใหม่ๆ จนทำให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร 

จนกระทั่งในปี 2546 จากการผลักดันของพันนา ฤทธิไกร และ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ทำให้เขาได้แจ้งเกิดในวงการหนังอย่างเต็มตัวและยิ่งใหญ่ ด้วยการเล่นบทนำใน องค์บาก  ทำรายได้เฉพาะในประเทศไทย 200 ล้านบาท และโด่งดังไปในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยคอนเซปต์ ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน เล่นจริง เจ็บจริง ต่อเนื่องในปี 2548 จา พนมก็ประกาศศักดาอีกครั้งด้วยหนังไทยตามหาช้างชื่อ ต้มยำกุ้ง ซึ่งเรื่องนี้ ทำรายได้รวมทั่วโลกสูงถึง 1,000 ล้านบาทและเป็นเหมือนเครื่องเบิกทางให้เขาไปยืนอยู่ในวงการหนังต่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นในปีเดียวกันกับที่ต้มยำกุ้งออกฉาย เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ วีกลี่ (Entertainment Weekly)ได้จัดอันดับให้จา พนมเป็น 1 ใน 200 ดาราทั่วโลกที่น่าจับตามอง ซึ่งดาราเอเชียติดอันดับเพียง 2 คนเท่านั้นคือ โทนี่ จาและจางอื้อยี่ ด้วย

จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จาพนม ได้รับการผลักดันให้ไปยืนอยู่ในวงการฮอลลีวู้ดแม้จะมีคนมองว่าเป็นก้าวที่เล็กๆ แต่สำหรับคนไทยที่ไปได้ไกลขนาดนี้มันถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ ใครจะไปคิดว่าจากเด็กไทยในชนบทจะเป็นนักแสดงที่คนทั่วโลกชื่นชมและให้การยอมรับในความสามารถ ซึ่งในปี2015 มีหนังของ จา พนม ที่เข้าฉาย 2 เรื่องคือ Fast & Furious 7 ที่เขาร่วมแสดงสมทบและได้ร่วมฉากกับพอล วอล์คเกอร์ จนเป็นที่ชื่นชมของชาวต่างชาติ รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Skin Trade หนังร่วมทุนสร้างระหว่างไทยกับแคนาดา ที่เขาได้นักแสดงนำในบทบาทของโทนี่ วิทยกุล ตำรวจไทยที่ต้องช่วยตำรวจอเมริกาปราบกับอาชญากรข้ามชาติ ผลงานภาพยนตร์โดย ผู้กำกับชาวไทย เอกชัย เอื้อครองธรรม และในปีนี้ โทนี่ จา ประกาศศักดาผลงานโกอินเตอร์ในการร่วมเล่นภาพยนตร์   xXx: The Return of Xander Cage ร่วมกับซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก วิน ดีเซล และ ดอนนี เยน หนังมีกำหนดฉาย 19 มกราคมนี้

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram