IT ปั่นประสาทคนดูด้วยจิตวิทยาความกลัว ถ้าคุณก้าวข้ามมันได้จะชนะ?

IT ปั่นประสาทคนดูด้วยจิตวิทยาความกลัว
ถ้าคุณก้าวข้ามมันได้จะชนะ? 

 

ความสยองขวัญของ “IT” ปรากฏในรูปของตัวตลกผู้ชั่วร้าย เพนนีไวส์ ปีศาจจอมขม้ำเด็กและผู้เชี่ยวชาญด้านความกลัว บิลล์ สการ์สการ์ด ผู้รับบทตัวร้ายตัวนี้กล่าวว่า “ผมคุ้นเคยกับITและตัวละครเพนนีไวส์เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก ส่วนตัวแล้วผมมองว่าเขาต้องการให้เด็กๆ เชื่อภาพที่ตัวเองเห็นและรู้สึกหวาดกลัวเพื่อที่เวลาเขากินเด็กๆ เข้าไป ความกลัวจะได้ช่วยให้เนื้อมีรสชาติดีขึ้น สำหรับผมแล้ว ทั้งตอนเป็นเด็กและแม้กระทั่งในตอนนี้แนวคิดนี้น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยล่ะครับ”

นักแสดง เจเดน ลีเบอร์เฮอร์ ซึ่งรับบทเป็นตัวแทนของกลุ่มขี้แพ้กล่าวว่า “แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการก้าวพ้นความกลัวครับ เพราะถ้าเด็กๆ ไม่กลัวเพนนีไวส์ เด็กๆ ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะมันได้ แต่การได้เห็นเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็กๆ ก็น่ากลัวมากครับ”

 

 

ในการพัฒนาโครงการนี้ ทีมผู้สร้างหนัง ซึ่งรวมถึงผู้อำนวยการสร้างรอย ลี และแดน ลิน รู้ดีว่าการนำหนังสือที่เล่าเรื่องราวอย่างละเอียดและมีความหนากว่าพันหน้ามาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์จะต้องเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ดังนั้นทีมงานจึงตัดสินใจมุ่งความสนใจไปยังครึ่งแรกของเรื่อง ตอนที่กลุ่มขี้แพ้ยังเป็นเด็กอยู่...และเป็นเหยื่อสำคัญของเพนนีไวส์ อย่างไรก็ดีโดเบอร์แมนกล่าวว่า “ความท้าทายประการสำคัญที่สุดในการดัดแปลงนวนิยายที่ผู้คนชื่นชอบอย่าง ITแม้จะเป็นเพียงครึ่งเดียวนั้นอยู่ที่การคัดเลือกเนื้อหาจากข้อความหลายส่วนที่น่าจดจำและฝังใจเรามาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านหนังสือ”

เกรแฮม-สมิธกล่าวว่า “เราทุกคนต่างรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการรักษาจิตวิญญาณของนวนิยายเอาไว้เพราะหนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อแฟนๆ ของสตีเฟน คิง ซึ่งก็รวมถึงทุกคนที่ทำงานอย่างหนักเพื่อนำเรื่องราวนี้มาสู่จอภาพยนตร์”
“งานนี้เป็นกระบวนการที่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง” โดเบอร์แมนเล่า “และแอนดีก็นำเสนอแนวคิดต่างๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่เราคุยกันมากที่สุดก็คือความกลัวที่เด็กขี้แพ้แต่ละคนได้พบบ่งบอกถึงตัวตนของเด็กคนนั้นอย่างไร เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยอธิบายการกระทำของตัวละครอย่างไร โดยสกัดทุกสิ่งทุกอย่างจากข้อมูลเริ่มต้นที่เขาพบในนวนิยาย”

“แอนดีมีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัดสำหรับหนังเรื่องนี้” แคตเซนเบิร์กยืนยัน “เขารู้จักเรื่องราวสยองขวัญเป็นอย่างดี” ผู้อำนวยการสร้างกล่าวโดยอ้างถึงผลงานของมุสเชตติในหนังฮิตเรื่อง ‘Mama’ “แต่เขาก็ยังจัดวางโทนเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัวและรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะประสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ เขาจึงเป็นตัวเลือกที่วิเศษสำหรับการกำกับหนังเรื่องนี้ครับ”

 

 

ยังมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งซึ่งทีมผู้สร้างเห็นตรงกันในการดัดแปลงเรื่องนี้เป็นบทภาพยนตร์ แม้ว่าคิงได้กำหนดให้ส่วนแรกของนวนิยายเกิดขึ้นในยุคทศวรรษ 1950 แต่ทีมงานได้ตัดสินใจย้ายกรอบเวลาให้เรื่องราวไปอยู่ในยุคทศวรรษ 1980บาร์บารา มุสเชตติ อธิบายว่า “ยุค 50 เป็นช่วงเวลาที่สตีเฟน คิงเติบโต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องราวของคนยุคเขาและหนังสือก็สะท้อนความกลัวในช่วงที่เขาเติบโตมา สตีเฟนพูดเสมอว่า “เขียนสิ่งที่คุณรู้’ ดังนั้นเราจึงต้องการทำหนังเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้ นั่นคือการเติบโตมาในยุค 80 และดึงเอาสิ่งที่เรากลัวในเวลานั้นออกมา”

แอนดี มุสเชตติกล่าวว่า “ในยุค 50 เด็กๆ กลัวสิ่งที่แตกต่างออกไปมาก อย่างเช่นสัตว์ประหลาดคลาสสิกที่เห็นจากหนังในเวลานั้น และเพนนีไวส์ก็แปลงกายเป็นสิ่งเหล่านั้นอยู่บ้างในเรื่องราวเดิม ความกลัวที่เราจินตนาการขึ้นมาใหม่ในหนังเรื่องนี้มีมิติซับซ้อนและลึกซึ้ง แม้กระทั่งแฟนหนังสือก็อาจต้องประหลาดใจเมื่อเห็นสิ่งที่เรานำเสนอในหนังเรื่องนี้” 
นักเขียน สตีเฟน คิง กล่าวว่า “ทีมผู้สร้างเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างจากนวนิยายไปเล็กน้อย แต่สิ่งสำคัญคือพวกเขาได้เก็บแนวคิดหลักที่ว่าเพนนีไวส์จัดการเด็กพวกนี้ด้วยการค้นหาว่าเด็กกลัวอะไรมากที่สุดแล้วแปลงกายเป็นสิ่งนั้น แอนดีเข้าใจเรื่องนี้ดี เขาเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง และผมคิดว่าเขาก็ได้สร้างผลงานที่เราภาคภูมิใจ”

 


 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram