ข้อมูล ภาพยนตร์ “IS AM ARE : A reason to live for” เหตุผล(ต่อ)ลมหายใจ

ภาพยนตร์ “IS AM ARE : A reason to live for” เหตุผล(ต่อ)ลมหายใจ

รายละเอียดภาพยนตร์
ชื่อเรื่อง “IS AM ARE : A reason to live for” เหตุผล(ต่อ)ลมหายใจ
เข้าฉาย วันที่ 17 ตุลาคม 2556
นักแสดง มนัสสวี กฤตานุกูลย์ / ลักขณา วัธนวงศ์สิริ / มนัญญา ตริยานนท์ / ปานพิมพ์ เตชะธนชัยพัฒน์ / รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ / อเล็กซานดร้า ณ ถลาง / พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา
กำกับภาพยนตร์ ครี พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา / รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม / ประกาศิต ภัทรธีรานนท์
 

“IS AM ARE : A reason to live for”  คือ ภาพยนตร์แนวดราม่า “กล้าเล่า” ที่กล้าบอกกล่าวเรื่องราวในสังคมทุกวันนี้ เกิดจากการรวมตัวกันของ 3 ผู้กำกับ 3 คาแรคเตอร์ แต่มี 1 สิ่งที่ตรงกัน คือ ต้องการเล่าเรื่องราวในสังคมปัจจุบันผ่านภาพยนตร์ เพื่อให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของตัวเอง สัมผัสได้ถึงคุณค่าของมนุษย์ และรับรู้ถึงคุณค่าของการดำรงอยู่ “IS AM ARE : A reason to live for”  ประกอบไปด้วยภาพยนตร์สั้น 3 เรื่อง ของ 3 ผู้กำกับ ได้แก่  “เฟย์”  กำกับโดย ครี พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา นักแสดงสาวผู้มีใจรักในศาสตร์ภาพยนตร์ เมื่อรักจึงเรียนรู้ ตั้งใจ ทุ่มเท  เพื่อทำตามฝันในการเป็นผู้กำกับ ให้เป็นจริง //  “เงา” กำกับโดย รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม  อาจารย์ด้านภาพยนตร์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน นี่เป็นอีก 1 ผลงานแห่งความภูมิใจ //  “ถ้า/เกิด/ว่า”  กำกับโดย ประกาศิต ภัทรธีรานนท์ ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง ที่อยากเติมไฟเติมแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม ผ่านงานภาพยนตร์ของเขา 3 เรื่องราว ผ่านหลากหลายตัวละคร บอกเล่าด้วยความ “กล้า”  เพื่อจุดประกายบางอย่างแก่ผู้ชม

 

“เป็น” ตัวของตัวเอง.... “อยู่”  แบบมีความสุข ..... “คือ” รู้คุณค่าของชีวิต

“เฟย์”  - - "I am not what i once used to be! I am what I am" กำกับภาพยตร์โดย ครี พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา ผลิตภาพยนตร์โดย The Black Maria Film Production

เรื่องย่อ การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “เฟย์”  นักร้องสาวสุดเท่ห์ในวัย 31 ปี  ถือเป็นเรื่องช็อควงการเป็นอย่างมาก สื่อทุกสื่อลงข่าวว่า “เฟย์ฆ่าตัวตาย” นักร้องสาวอนาคตไกล ผู้มีแฟนคลับมากมาย เหตุใดจึงเลือกจบชีวิตตัวเองลง ปริศนาทุกอย่างยังคาใจ และสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะกับ “พิม” สาวโลกส่วนตัวสูง แฟนคลับตัวยงของเฟย์ ที่ตามกรี๊ด คลั่งไคล้กันมานาน  พิม ยึดเอา เฟย์ เป็นไอดอล เมื่อเฟย์จากไป เหมือนโลกใบเล็กๆใบหนึ่งของเธอดับตามลงไปด้วย เมื่อเวลาผ่านไป พิม ได้กลายมาเป็น “คอลัมนิสต์” ประจำสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง และเหมือนโลกใบเล็กของเธอที่เคยดับไป ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเธอได้รับมอบหมายจาก บก. ให้เขียนบทความเกี่ยวกับการจากไปอย่างเป็นปริศนาของ “เฟย์” เนื่องจากปีนี้กำลังจะครบรอบ 10 ปี ในการจากไปของนักร้องสาวผู้นี้ พิมต้องทำในสิ่งที่เธอไม่อยากจะจำ เพราะเธอได้เลือกขุดหลุมฝังมันไปแล้วในความทรงจำ การเขียนบทความทำให้พิมต้องเข้าไปค้นหาสาเหตุการตายอันแท้จริงของเฟย์  เรื่องบางอย่างที่ไม่มีใครเคยรู้ บางสิ่งที่ถูกลืมเลือนไป  พิมได้รู้จักกับคนสำคัญในชีวิตของเฟย์ ไม่ว่าจะเป็น  “ป้อง” ช่างภาพหนุ่ม คนรักคนแรกของเฟย์สมัยมหาวิทยาลัย  จากคู่รักหวานชื่น กลายเป็นเส้นขนานของกันและกัน และท้ายที่สุดเส้นขนานนั้นก็มีปลายทางที่ต้องเลิกรากันไป   “แอม” เพื่อนสาวคนสนิทของเฟย์ที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเฟย์เป็นไปอย่างซับซ้อนและลึกซึ้ง มีหลายสิ่งเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงวิพากย์วิจารณ์ รวมไปถึงยาเสพย์ติด  “พี่ต่าย”  ศิลปินรุ่นพี่ที่เฟย์รักและนับถือเหมือนแม่คนที่สอง เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนเฟย์มาตลอดตั้งแต่ต้นจนวันสุดท้ายของชีวิตเฟย์ ชีวิตของเฟย์ ถูกถ่ายทอด ผ่านเรื่องราว คำบอกเล่า หลากหลายแง่มุม จากคนสำคัญในชีวิตเฟย์  จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ค่อยๆต่อเติมประกอบกันเป็นโลกของเฟย์ โลกที่เคยดับไปของพิม ในมุมที่พิมไม่เคยรู้.....และบางที “สิ่งที่เห็นอาจไม่เหมือนอย่างสิ่งที่เป็น

 

อเล็กซานดร้า ณ ถลาง ( dj deejai)  รับบท เฟย์

เด็กบ้านแตกที่ต่อมาที่ได้เป็นนักร้องอินดี้ชื่อดังแห่งยุค  เธอมีบุคลิกห้าว มาดมั่น แต่ขาดความมั่นใจในตัวเอง  จิตใจแปรปรวน บูชาความรัก มีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง ชอบโทษตัวเอง มีอารมณ์เศร้ารุนแรง บูชาความรัก มีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง ชอบโทษตัวเอง มีอารมณ์เศร้ารุนแรง

มนัญญา ตริยานนท์ (เบนซ์) รับบท พิม

คอลัมน์นิส์นิตยสารบันเทิง อดีตแฟนคลับตัวยงของเฟย์ บูชาความรักเช่นกัน เทิดทูนความถูกต้อง แต่เธอซ่อนเงื่อนงำอะไรบางอย่างเอาไว้ไม่มีใครรู้ได้

รัฐนันท์ จรรยาจิรวงศ์ (เต๋อ) รับบท ป้อง

สถาปนิกหนุ่มที่รักงานศิลปะ ที่ผันตัวเองมาเป็นช่างภาพ ป้องเป็นผู้ชายอบอุ่นแต่มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย จิตใจไม่มั่นคง เขาคือคนที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกเฟย์มาก

ปานพิมพ์ เตชะธนชัยพัฒน์ (แพม)  รับบท แอม

นางแบบวัยใส หัวแข็ง ดื้อเงียบ เป็นเด็กกำพร้าขาดแม่ โหยหาความรัก ถึงแม้ผู้เป็นพ่อจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเธอ แต่ไม่เคยพอ อยากเด่น อยากดัง เธอยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อแลกมาซึ่ง “ชื่อเสียง”

มนัสสวี กฤตานุกูลย์ (หลิว) รับบท พี่ต่าย

เจ้าของค่ายเพลงซึ่งคร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี เธอเป็นผู้ชักชวนให้เฟย์ก้าวเข้ามาในถนนสายบันเทิง  พี่ต่ายเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของเฟย์ เธอดูแลเฟย์ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

ลักขณา วัธนวงศ์สิริ (อุ้ม) รับบท เดียร์

นางแบบสาวทรงเสน่ห์ที่ใครๆเห็นเป็นต้องชอบ  เธอรู้ว่าตัวเองมีดี จึงชอบโปรยเสน่ห์ โดยไม่สนใจว่าใครคนนั้นจะมีเจ้าของแล้วก็ตาม

แรงบันดาลใจผู้กำกับ

ครี พัสวีพิชญ์  ได้แรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ จากการจากไปของนักร้องชื่อดัง “โจ้ วงพอส” ที่แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเนิ่นนาน แต่บทเพลง เสียงร้อง และ ความสามารถของโจ้ ยังคงอยู่ในหัวใจของแฟนเพลงเสมอ และหลายครั้งที่ทุกคนเอ่ยปากเสียดายในความสามารถ ของศิลปินหนุ่มผู้นี้...เหตุการณ์สะเทือนใจ และ ความคิดถึง ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์เรื่อง “เฟย์”

Director’s Profile

ครี พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา เกิดเมื่อวันที 1 เมษายน  2525 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นจาก โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียนสตรีวิทยา 2  ครี ได้มีความสนใจในด้านงานศิลปะเป็นพิเศษจึงเลือกสอบเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาทัศนศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบได้ทำงานในวงการบันเทิงหลากหลายสาขา อาทิเช่น ถ่ายแบบ เดินแบบ และเป็นนักแสดง มีคนรู้จักมากขึ้น เมื่อได้แสดงภาพยนตร์โฆษณารณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ของ สสส ในชุด “แล้วคุณมาทำร้ายฉันทำไม” ต่อมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อได้ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง “น้ำตาลแดง” และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงดาวรุ่งหญิงยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ จากงานประกาศรางวัลทอปอวอร์ด ในปีพ.ศ. 2554 ในเวลาเดียวกันนั้นได้เปิดบริษัทรับจัดงาน มีชื่อบริษัทว่า  Merit Creative Factory   และได้รับตำแหน่ง Executive PR Manager ให้กับบริษัท ไคโรฟิต จำกัด  และยังทำธุรกิจอาหารเสริม และ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามภายใต้ชื่อ “เบลธรีโอ” และ “ญาสดา” อีกด้วย

จากความรักและหลงใหลในศาสตร์ของภาพยนตร์เป็นทุนเดิม เมื่อครั้งที่ศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้น ได้เลือกวิชา Video Art เป็นวิชาเอก ซึ่งเป็นการถ่ายทอดงานศิลปะออกมาในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว นับว่าเป็นการปูพื้นฐานและเป็นการวางแผนให้ตนเองในอนาคตสำหรับการศึกษาต่อทางด้านภาพยนตร์ ซึ่งเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้เมื่อได้รับการตอบรับเข้ารับการศึกษาที่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการภาพยนตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาพยนตร์สั้นเรื่อง  “Monster” หนึ่งในผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดสั้น ระหว่างการศึกษาปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าชิงชนะเลิศของรางวัลมูลนิธิหนังไทย รัตน์ เปสตันยี 3 โดยเป็นหนึ่งในแปดเรื่องสุดท้ายจากการประกวดของคนทั่วประเทศและยังได้กำกับภาพยนตร์สารคดีเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน “บ้านขุนสมุทรจีน” ความยาว 10 นาที ซึ่งภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้สร้างขึ้นให้กับโครงการ Climate change ก่อตั้งโดยประเทศสวีเดน
 “เงา”  - -  "The shadow is the dark side of human nature"   กำกับภาพยนตร์โดย รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม   ผลิตภาพยนตร์โดย Love Peace Film Production

เรื่องย่อ

ภายใต้สังคมกรุงเทพฯ ที่สับสนวุ่นวาย “ชัยรัตน์” ครูสอนศิลปะโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง  เขาเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง  ไม่กล้าพูด แสดงออก หรือแสดงความคิดเห็น ทำให้ไม่ได้รับการเลื่อนไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น เขาได้รับคำแนะนำจาก “ศักดิ์” ภารโรงของโรงเรียน  ถึงวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง  โดยใช้บริการจาก “โสเภณีใบ้”

ขณะเดียวกัน  “มาลี” ภรรยาสาวที่มีลูกติดของชัยรัตน์  เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความไม่เป็นผู้นำของเขา และเริ่มระแคะระคายกับการที่เขาไปมีอะไรกับหญิงอื่น เธอจึงไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นบ้าง เมื่อชัยรัตน์จับได้ จึงไล่เธอออกจากบ้านพร้อมลูกของเธอ 2 คน ในที่สุดมาลีจึงนำลูกไปปล่อยทิ้งไว้ เพื่อให้คนอื่นนำไปเลี้ยง  มาลีจึงถูกตำรวจจับ และสอบปากคำแต่มาลีได้แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับในอำนาจผู้ชายและอำนาจรัฐในที่สุดเมื่อชัยรัตน์มีความเชื่อมั่นมากขึ้น ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามใจหวัง  แต่แล้วความเชื่อมั่นในตัวเขาก็หมดลงอีกครั้ง  เขาจึงต้องกลับไปสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองใหม่ ด้วยวิธีการเดิม กับโสเภณีใบ้คนเดิม

รายละเอียดนักแสดง

พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา (ครี) รับบท มาลี

หญิงสาววัย 28 ปี มีลูกติด 2 คน  เป็นภรรยาของชัยรัตน์ เป็นคนเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยว พยายามจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเพศหญิง 

สิทธิโชค พานิชย์เลิศเทวา (ท็อป) รับบท ชัยรัตน์  

ครูสอนศิลปะวัย 26 ปี เป็นผู้ชายที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง แม้จะมีความสามารถ วิธีเรียกความเชื่อมั่นของเขากลับทำลายผู้หญิงบางคน

 

ณัฐ เลขา รับบท โสเภณีใบ้ 

หญิงสาววัย 25 หน้าตาสะสวย ทว่าเป็นใบ้ เธอต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเป็น

แรงบันดาลใจผู้กำกับ

รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม  ได้แรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่อง “เงา” โดยนำมาจากเรื่องสั้นสองเรื่องของนักเขียนชื่อดังของไทย แล้วนำประเด็นทั้งสองเรื่องมาร้อยเรียงใหม่ให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน  เรื่องแรกคือเรื่อง “ความเงียบ” ของ ประภัสสร เสวิกุล ที่แสดงให้เห็นว่าตัวละครที่เป็นโสเภณีใบ้นั้นมีความต่ำต้อยเพียงใดในสังคม เพราะลำพังการเกิดเป็นสตรีนั้นก็ได้รับการแสดงออกว่าด้อยกว่าบุรุษโดยที่เราไม่รู้ตัวอยู่แล้ว ยิ่งเป็นโสเภณีก็ถือว่าด้อยกว่าสตรีทั่วไป เพราะต้องกลายมาเป็นที่รองรับการระบายออกทางอารมณ์รุนแรงของเพศชายที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง  และมากกว่านั้นคือยังเป็นโสเภณีที่เป็นใบ้อีก ยิ่งแทบจะไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง  ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่อง “มัทรี”  ของ ศรีดาวเรือง  เป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่ท้าทายอำนาจของเพศชายและอำนาจของรัฐ  ซึ่งศรีดาวเรืองได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง พระเวสสันดรชาดก โดยทั้งสองเรื่องสะท้อนอำนาจของเพศชายที่เหนือกว่าเพศหญิงในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี  ถึงแม้ในปัจจุบันสังคมพยายามบอกถึงความเท่าเทียมกัน แต่ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ท้ายสุดไม่ว่าจะชายหรือหญิง ใครจะมีอำนาจมากกว่าใคร ต่างก็ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน

Director’s Profile

รักศานต์ วิวัฒน์สินอุดม  อาจารย์ประจำภาควิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของวงการภาพยนตร์ไทย คร่ำหวอดอยู่ในวงการมายาวนาน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลงานภาพยนตร์ไทยมากมาย และมีผลงานบทความ หนังสือ เกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยหลายเล่ม จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทจาก Photography Brooks Institute of Photography จากสหรัฐอเมริกา ล่าสุดจบการศึกษาระดับปริญญาเอก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ...เป็นอีกหนึ่งท่านที่สร้างสรรค์ผลงานให้กับวงการภาพยนตร์มาโดยตลอด  ไม่ว่าจะเป็นในฐานะอาจารย์ นักวิชาการ และนักสร้างหนัง

“ถ้า/เกิด/ว่า”  - -   "It's not where you are from. It's where are you at." กำกับภาพยตร์โดย      ประกาศิต ภัทรธีรานนท์ ผลิตภาพยนตร์โดย บริษัท มัสตาร์ด ฟิล์ม จำกัด

เรื่องย่อ

หลายคนบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา แต่แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดเราไม่ใช่แค่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาคนนั้น แต่เรากลายเป็นคนคนนั้นเสียเองเรื่องราววุ่นๆ เหนือความคาดหมายของ “ทรงยศ”  ชายหนุ่มที่กำลังหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เพราะกำลังตกงาน เขาตระเวณหางานใหม่อยากเหนื่อยหน่าย และเริ่มสงสัยว่าทำไมชีวิตของเขาต้องดิ้นไปตามจังหวะของคนอื่น นี่เขากำลังใช้ชีวิตของเขาอยู่จริงๆหรือเปล่า  แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันเมื่อเวลา 08:08 น. ทรงยศก้าวลงจากรถเมล์สาย ปอ. 547 สวนลุม- บางแค จังหวะนั้นเองเขาได้ชนกับชายชราผู้ที่กำลังก้าวสวนขึ้นรถเมล์ไป เสี้ยววินาทีแห่งการชนกันนั้นได้เปลี่ยนชีวิตทรงยศ และชายชราไปตลอดกาล....เขาทั้งสองได้สลับร่างกันแล้วทรงยศในร่างชายชรา ชื่อ  “ปู่ชั้น”  ชายชราที่ออกมาจากบ้านบางแคเพื่อมาทำประโยชน์ที่สวนผักคนเมือง ทรงยศต้องตกกระไดพลอยโจนใช้ชีวิตของปู่ชั้น ไปอย่างเก้ๆ กังๆ ทั้งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การอยู่ที่สวน ปลูกผัก ทำปุ๋ย หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตแบบคนชรา  ลุกเข้าห้องน้ำคืนละหลายๆ หน  ต้องกินยาตลอด ร่างกายสูงวัยที่ไร้เรี่ยวแรง พึ่งพาตัวเองไม่ค่อยได้  เขาพยายามอยู่หลายครั้งที่จะติดต่อปู่ชั้นในร่างของเขา  แต่ก็ไม่สำเร็จ ดูเหมือนปู่ชั้นจะกำลังสนุกสนานที่ได้กลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง  ตรงกันข้ามกับทรงยศที่หมดหวังกับการมีชีวิต มองไปข้างหน้าไม่เห็นอนาคตใดๆ  แต่แล้วกำลังใจจากผู้คนรอบข้างปู่ชั้น ความช่วยเหลือและน้ำใจดีๆ ทำให้เขาก้าวผ่านชีวิตในแต่ละวันได้ อย่างเข้าใจความหมายมากขึ้นทีละนิดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านไป  ทรงยศเรียนรู้เรื่องราวของปู่ชั้น จากไดอารี่ที่ปู่ชั้นตัวจริงเขียนไว้ ทำให้ทรงยศเข้าใจปู่ชั้นมากขึ้น ว่าทำไมต้องมีชีวิตอยู่คนเดียวแบบนี้  ทรงยศคิดที่จะแก้ไขความผิดพลาดของปู่ชั้น ให้เป็นสิ่งดีๆสุดท้ายที่เขาทำได้วันหนึ่ง ณ ป้ายรถเมล์เดิม เวลาใกล้เคียงเวลาเดิม ทรงยศในร่างปู่ชั้น ยืนรอรถเมล์ที่กำลังเทียบท่า เขากำลังก้าวขึ้นรถ  ในขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวลง  ทั้งคู่สบตากัน ทรงยศเจอปู่ชั้นในร่างตัวเองแล้ว ทั้งสองจะเดินเลี่ยงหลบกัน หรือชนกันอีกครั้งเพื่อกลับสู่ร่างเดิม ใครจะเป็นฝ่ายก้าวมาหาก่อนเมื่อเลือกได้....ชีวิตแบบไหนที่ทรงยศต้องการ

รายละเอียดนักแสดง

วัฒนะ สรรพกิจ รับบท ปู่ชั้น

ชายชราอายุประมาณ 70 ปี  มีความมั่นใจในตัวเอง มีทิฐิมานะ เชื่อมั่นในตัวเองจนบางครั้งกลายเป็นดื้อรั้น คิดว่าตนเองยังมีสุขภาพแข็งแรง เคยทำสิ่งผิดพลาดในอดีต

 

สรรพชัย เสริมศิริธรรม รับบท ทรงยศ

ชายหนุ่มวัยทำงาน มีความรับผิดชอบ ไม่ค่อยพูด เก็บความรู้สึก มีความกดดันทั้งจากที่ทำงาน และที่บ้าน  รวมทั้งต้องการพิสูจน์ตัวเอง

แรงบันดาลใจผู้กำกับ

ประกาศิต ภัทรธีรานนท์  ตั้งคำถามกับตัวเองว่า  “ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเรามีคุณค่าแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?”

ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง เมื่อชีวิตโรยรา ผู้สูงอายุหลายคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นภาระให้ลูกหลาน หรือถ้าต้องอยู่คนเดียวในบั้นปลาย ก็รู้สึกว่าเป็นภาระให้โลกใบนี้ และว้าเหว่เหลือเกิน  ในช่วงที่เรากำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ มักจะมีคู่มือ แนวทาง ในการก้าวเข้าสู่วัยนั้นๆ แต่ไม่ค่อยมีคู่มือหรือแนวทางในการก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ  แต่ถ้าเราได้กลายเป็นผู้สูงอายุ อยู่ในสถานะแบบนั้นจริงๆ  เราอาจจะเข้าใจพวกเขาเหล่านั้นได้มากขึ้น  พร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ซึ้งในน้ำใจของคนรอบข้าง มองเห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจตัวเองดีขึ้นไปพร้อมๆกัน และด้วยรู้สึกถึงความเมินเฉยต่อผู้สูงอายุในสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมครอบครัวขยาย  สู่สังคมครอบครัวเดี่ยว ผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นส่วนเกิน หรือกลายเป็นภาระหน้าที่ ที่คนหนุ่มสาวต้องดูแลรับผิดชอบ ความเอื้ออาทรเริ่มหายไปจากสังคม  ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากที่เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในสังคม และยังสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและตนเองได้

Director’s Profile

ต้อง ประกาศิต ภัทรธีรานนท์ เกิดวันที่ 8 ธันวาคม 2519 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศิตมีสนใจงานด้านการโฆษณา จึงเลือกสอบเข้าคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการฝึกฝนกระบวนความคิดด้านเหตุและผล ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งได้รับการอบรมจากโครงการ BAD Award และได้สำเร็จปริญญาตรีสาขาโฆษณาในปี พ.ศ. 2541

ประกาศิตเริ่มทำงานในสายผลิตภาพยนตร์โฆษณาในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณากับบริษัท ปฏิวัติ จำกัด ได้ทำงานกับสินค้าและบริการที่หลากหลาย ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงโฆษณาส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร  หลังจากเพิ่มพูนประสบการณ์ทางกระบวนการคิดและกระบวนการผลิตภาพยนตร์แล้ว ประกาศิตได้เดินทางไปศึกษาต่อเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ  ในปี พ.ศ. 2546 เพื่อพัฒนาทางด้านกระบวนความคิดสร้างสรรค์และการกำกับภาพยนตร์ เขาสำเร็จการศึกษาใน 2 หลักสูตร คือ Foundation Degree Award – Media Practice at University of the Arts London จาก London College of Communication และ One Year Filmmaking Program จาก New York Film Academy (London) ขณะศึกษาอยู่ที่อังกฤษ เขาได้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์สั้น 3 เรื่อง คือ Fred (10 mins,2004), The Last Play (10 mins, 2005) และ Between the line (10 mins, 2005) ประกาศิตกลับมากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2548 และเริ่มงานด้านกำกับภาพยนตร์โฆษณากับ บริษัท มัสตาร์ด ฟิล์ม จำกัด โดยเฉพาะภาพยนตร์โฆษณาที่เน้นอารมณ์การเล่าเรื่อง และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร รวมไปถึงได้มีส่วนร่วม ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้กำกับที่ 1 ในภาพยนตร์เรื่องความสุขของกะทิ (Happiness of Kati) ออกฉายในปีพ.ศ. 2552 (กำกับโดย เจนไวยย์ ทองดีนอก) และภาพยนตร์สั้นของ NYU เรื่อง อุปสมบท (Enlightenment) ในปีพ.ศ. 2546 (กำกับโดย ธนนท์ สัตตะรุจาวงศ์) และได้ดูแลการผลิต (producer) ในภาพยนตร์ละครขนาดยาว 120 นาที เรื่อง รุ้ง 13 แวง 101 และ ซิท-คอม เรื่อง เพิ้ง (กำกับโดย เจนไวยย์ ทองดีนอก) ออกอากาศทางช่อง ThaiPBS ปัจจุบัน ประกาศิตมีความตั้งใจที่จะพัฒนาภาพยนตร์ทางเลือกให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง Coffee Please และเป็นผู้ดูแลการผลิตให้กับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง ปาทังก้าแมน ให้กับ เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์  นอกจากนี้ ประกาศิตยังเป็นผู้สร้างสรรค์รวมถึงดูแลการผลิตรายการละครภาพยนตร์และซิทคอมให้ทางช่อง ThaiPBS  นอกเหนือจากงานสร้างสรรค์แล้ว ประกาศิตยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนทางด้านการผลิตภายนตร์โฆษณาให้กับ มหาวิทยาลัยศิลปากร  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขาโฆษณาอีกด้วย

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram