ปรัชญา ปิ่นแก้ว จากองค์บาก ถึง 'ลูกทุ่งซิกเนเจอร์' หนังรักสไตล์Love Actually แบบไทยๆ

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” เอารักมาฝาก
ในภาพยนตร์เลิฟสตอรี่เรื่อง “ลูกทุ่งซิกเนเจอร์
วาเลนไทน์นี้ เพลงขึ้นให้รีบรัก

 

 

จุดเริ่มต้น-ที่มาที่ไปของโปรเจกต์เรื่องนี้

    โปรเจกต์นี้ผมมีความคิดที่จะทำอยู่ในหัวมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีก่อน จะว่าไปแล้วก็เป็นไอเดียที่มีพร้อมๆ กับที่ผมอยากจะทำเรื่อง “องค์บาก” ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้ถ่ายองค์บากเลย โดยส่วนตัวผมเป็นชอบฟังลูกทุ่งมาก บางทีชอบถึงขนาดเปิดฟังในรถ แล้วขับวนไปวนมาอยู่ถนนหน้าบ้าน บางทีเราอินกับมันน่ะ ก็เลยรู้สึกว่า เพลงลูกทุ่งมันมีเสน่ห์อะไรบางอย่างโดยเฉพาะกับความเป็นคนไทย ก็เลยมีไอเดียอยากทำหนังเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่งที่เป็นมุมมองของคนเมือง เพราะผมคิดว่ามุมนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะจริงๆ แล้วคนไทยทุกคนกับเพลงลูกทุ่งมันอยู่คู่กันมาและก็เป็นจิตวิญญาณ
ซึ่งตอนนั้น “คุณศุ บุญเลี้ยง” ที่มีมุมลูกทุ่งเหมือนกัน ก็คุยกันและตั้งชื่อหนังให้ว่า “มนต์รักลูกครึ่ง” เพราะตอนนั้นกระแสลูกครึ่งกำลังมาแรง เลยมีความคิดว่าจะทำหนังลูกทุ่งแต่ใช้ลูกครึ่งเล่นกันทั้งเรื่องเลย ซึ่งเป็นไอเดียอยู่ ณ ตอนนั้น และเก็บไว้ในใจอยู่ตั้งนาน จนมาถึงตอนนี้พอเราเสร็จจากหนังแอ็คชั่น และหาช่วงเบรกจากหนังแอ็คชั่นก็อยากจะลองหาหนังแนวอื่นๆ มาทำดูบ้าง ไอเดียลูกทุ่งอันนี้เลยกลับมา

พัฒนาโปรเจกต์-เรื่องราวอย่างไร

    ตั้งแต่ไอเดียแรกตอนนั้น มันเปลี่ยนไปเลยครับ ผมว่าเรื่องราวและเนื้อหามันต้องร่วมสมัยมากขึ้น ส่วนตัวเพลงลูกทุ่ง ยังไงผมก็ยังนึกถึงเพลงลูกทุ่งคลาสสิก ไล่มาตั้งแต่ยุคเก่าๆ แต่เพลงลูกทุ่งที่ผมจะใช้ในเรื่องนี้ต้องมีหลายเพลง และต้องเป็นเพลงที่คนรุ่นใหม่รู้จัก ซึ่งผมก็ดูรายการประกวดร้องเพลงไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่มีคนรุ่นใหม่มาร้อง มีเพลงอะไรที่เขานิยมเอามาร้องกันบ้าง ซึ่งนั่นคือเพลงที่ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักด้วย

การคิดเรื่อง-เขียนบท พี่ปรัชมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน

    ผมเป็นคนคิดเรื่องเองทั้งหมด ไอเดียและภาพจะอยู่ในหัวผมอยู่แล้ว แล้วผมก็หาคนเขียนบทมาช่วยเขียนไอเดียต่างๆ ที่ผมเล่าให้ฟัง วิธีการคิดเรื่องเนี่ย บางเรื่องก็ลอยมาเอง บางเรื่องก็มาจากเรื่องจริง ซึ่งหลายเรื่องในนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ผมได้เห็น มีมุมที่มันกระทบความรู้สึกซึ่งมันผสมกับเพลงลูกทุ่งได้ดีก็เลยนำมาผสมกัน

 

 

ความหลากหลายของทั้งเรื่องราวและอารมณ์เพลงแบ่งสัดส่วนอย่างไร

ผมมองว่ามันจะเล่าเรื่องเดียวไม่ได้ และพอเป็นหนังเพลง มันก็ต้องมีหลายเพลง และให้ความสำคัญกับเพลงเหล่านั้นโดยที่เล่าเป็นเรื่องใครเรื่องมันไปเลย เสร็จแล้วผมก็มานึกถึงเรื่อง Love Actually ซึ่งเป็นหนังรักโรแมนติกที่หลายๆ คนประทับใจ เป็นหนังที่พูดถึงคู่รักหลายๆ คู่ หลายๆ รูปแบบ ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะกับโปรเจกต์นี้มากๆ ผมก็เลยไปศึกษาการเล่าเรื่องของเรื่องนี้ ก็จะเห็นว่าเค้าพูดมุมความรักให้ไม่ซ้ำมุมกัน แต่มันแทบไม่ได้เชื่อมตัวละครเลยด้วยซ้ำ ผมว่าเค้าก็เล่าอย่างนั้นก็ทำให้เราสนุกได้ ผมก็เลยคิดว่าวิธีนี้เราต้องทำให้ได้ ก็คือเล่าจากเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกันก็ได้ ให้เรื่องแต่ละเรื่องมันเป็นเรื่องใครเรื่องมัน แล้วก็สมบูรณ์ในแต่ละเรื่องไปเลย 

 เรื่องเพลงนี่จริงๆ ผมคิดแยกกันเลย คือเรารู้แล้วว่าจะมาทางนี้ ไอ้ตรงเพลงผมเลือกมาก่อนเลยเป็นเพลงลูกทุ่งเก่าที่คนรุ่นใหม่รู้จัก คือพูดง่ายๆ ไปร้านคาราโอเกะแล้วต้องมี หรือเราได้ยินคนรุ่นใหม่นำร้องบ่อยๆ ร้องประกวดอะไรอย่างนี้ ผมก็เลยกรุ๊ปมาเลยว่าเพลงเหล่านี้ผมต้องได้ใช้แน่ๆ เสร็จแล้วผมก็โฟกัสให้มันชัดไปอีกคือ ต้องไม่ใช่เพลงที่พูดถึงท้องไร่ ท้องนา ควายอะไรอย่างนี้ ผมอยากให้เป็นเพลงที่พูดถึงแล้วคนกรุงเทพฯ ก็รู้สึกได้ ก็สัมผัสได้ เพราะฉะนั้นเนื้อหาก็จะเป็นแบบคิดถึงกัน หลงรักกันอะไรอย่างนี้ ผมก็ค่อยๆ โฟกัสให้มันชัดขึ้นๆ จนเหลือประมาณ 20-30 เพลง 

หลังจากนั้นตัวเรื่องก็คิดแยกต่างหาก เรื่องนี้รู้สึกยังไง เรื่องนี้สัมผัสใจเรายังไง แล้วค่อยมาดูว่าเรื่องนี้กับเพลงไหนมันเข้ากัน ก็ใช้เวลากับตรงนี้หลายปีอยู่ พูดง่ายๆ คือที่ผมบอกว่า 10 กว่าปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ผมก็คิดไม่หยุดตลอดเวลา คือปั้นมัน ผสม ปรับเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา ผมตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นความรักวาไรตี้ผสมกลิ่นอายเพลงลูกทุ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ทุกเพศวัย มีทั้งอารมณ์รักซาบซึ้ง อบอุ่น ตลก ยิ้มยิ้ม น่ารัก เรียกว่าครบทุกความรู้สึกเลย

 

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram