“ถอดจิต” สู่โลกหน้าแบบ Insidious เป็นไปได้แค่ไหน?

“ถอดจิต” สู่โลกหน้าแบบ Insidious เป็นไปได้แค่ไหน?

 

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Sarakadee.com

-หากยังไม่ได้ดูครบ 2 ภาคมีสปอยล์นะ-

 

 

“การถอดจิต” หรือ “ถอดกายทิพย์” เป็นหนึ่งในเรื่องเหนือธรรมชาติที่ยากจะหาข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ทำให้บรรดาหนังสยองขวัญทั้งหลายชอบนำ “การถอดจิต” มาเป็นพล็อตดำเนินเรื่อง เห็นได้ชัดจากภาพยนตร์สยองขวัญของผู้กำกับฝีมือดี เจมส์ วาน ที่นำเอาการถอดจิตมาใส่เป็น “พลังพิเศษ” อย่างหนึ่งของตัวละครใน Insidious (2011) และ Insidious : Chapter 2 (2013) ซึ่งเมื่อถอดจิตได้สำเร็จแล้ว พวกเขาจะก้าวเข้าสู่ “ภพหน้า” โลกอีกแห่งที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ ... ทว่าในความเป็นจริงนั้น เราสามารถถอดจิตได้จริงหรือ?

 

 

ถอดจิตแบบ Insidious ... หลับตาสู่โลกหน้า

สำหรับการถอดจิตใน Insidious นั้นปรากฏให้เราเห็นเป็นครั้งแรกโดย ดอลตัน แลมเบิร์ต ลูกชายของจอช (รับบทโดย ไท ซิมป์กินส์) ซึ่งพบว่า เขาสามารถท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆในยามค่ำคืนได้ แม้ว่าร่างกายของเขาจะยังหลับอยู่บนเตียงก็ตามและเขาก็มองเห็นร่างกายของเขาเองด้วย ในตอนแรกทุกอย่างเป็นเรื่องน่าตื่นตาสำหรับดอลตัน จนกระทั่งเขาได้ล่วงล้ำสู่ “ประตูแดง” ที่อยู่ในห้องใต้หลังคาของบ้าน และพบกับ “เพื่อน” จากภพหน้าที่เขาจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ซึ่งในภาคนี้ ดอลตันสามารถถอดกายละเอียดให้บินได้ แต่ด้วยความไม่รู้ ทำให้เขาถูกปีศาจหมายปองวิญญาณและถูกดึงให้ห่างจากร่างกาย จนทำให้เขาเข้าสู่ภาวะโคม่าที่ทางการแพทย์ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้

สำหรับ Insidious : Chapter 2 เราจะเห็นการถอดจิตที่ยกระดับอีกขึ้น เมื่อ จอช แลมเบิร์ต พ่อของดอลตัน ผู้ส่งต่อ “การถอดจิต” สู่ลูกได้กลับเป็นวิญญาณที่อยู่ในภพหน้าแทน และจอชยังสามารถเดินทางย้อนเวลากลับไปยัง “ความทรงจำ” หรือช่วงเวลาในตอนเด็กของเขาเพื่อตามหาเบาะแสในการช่วยชีวิตตัวเองและครอบครัวด้วย ราวกับว่า การถอดจิตในภาคนี้ไม่ใช่แค่เดินทางไปสู่ “ภพหน้า” ได้เท่านั้น ทว่าสามารถเดินทางบน “ช่วงเวลาแห่งความทรงจำ” ที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ได้ด้วย แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม (สามารถคิดย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่ต้องการได้) ว่าง่ายๆคือ ถ้าหากยังมี “ความทรงจำ” หลงเหลืออยู่ ก็สามารถเดินทางไปสู่สิ่งนั้นได้ และความทรงจำนั้นก็จะมีอิทธิพลกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย

 

 

ความลี้ลับพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ (?)

“การถอดจิต” ถูกพบในบันทึกโบราณของชนชาติต่างๆทีเกี่ยวข้องกับลัทธิ พิธีกรรม และศาสนา โดยในภาษาอังกฤษใช้ว่า “Out-of-Body Experience” (OBE) หรือประสบการณ์นอกร่างกาย โดยต้องมีลักษณะสำคัญ 3 อย่างคือ

1. ต้องตระหนักรู้การเคลื่อนจิตออกนอกร่างกาย
2. กายละเอียดของผู้ถอดจิตหลุดออกจากร่าง ปกติมักลอยสูงขึ้น
3. มองเห็นร่างกายของตนเองนอนอยู่

มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่พยายามพิสูจน์ภาวะลี้ลับเช่นนี้ เช่น งานวิจัยเมื่อปีค.ศ. 1968 โดย ซีเลีย กรีน ที่ว่าด้วยการจำแนกประเภทของ OBE ให้ละเอียดมากขึ้น โดยสรุปข้อมูลจากตัวอย่างราว 400 คน ซึ่งบางข้อมูลก็ขัดแย้งกับงานวิจัยของผู้อื่นในรายละเอียดอย่างเช่นเรื่องของ “เส้นใย” ที่เชื่อมจิตเอาไว้กับร่างกาย บางวิจัยก็ระบุว่า 85% ของผู้ถูกสำรวจพบกับเสียงดังมากในระหว่าง OBE ที่ทำให้เกิดเป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ว่า Exploding Head Syndrome (EHS) ด้วย  

มีการวิจัยในปี 2001 ของเนเธอร์แลนด์ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ The Lancet ว่า 18% ของผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นที่เป็นผู้ถูกสำรวจนั้น มีอาการ OBE ร่วมด้วย และผู้ป่วยเหล่านั้นจำรายละเอียดที่เกิดขึ้นในห้องผ่าตัดได้แม้จะถูกประกาศว่า ตนเองเสียชีวิตแล้วด้วย และในปี 2005 ก็มีงานวิจัยว่าส่วนหนึ่งในสมองซีกขวาที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับรู้ตัวตนและตำแหน่ง มักพบอาการผิดปกติ ซึ่งก่อให้เกิด OBE ได้

 

 

นอกจากนี้ มีการทดลอง “ถอดจิต” ด้วยตนเอง นำโดยทีมวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ว่า พวกเขาสามารถทำให้คนปกติรู้สึกราวกับถอดจิตได้ด้วยอุปกรณ์สร้างภาพเสมือน วิธีการก็คือ ให้ผู้ทดลองสวมอุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งผู้ทดลองจะเห็นภาพ “ด้านหลัง” ของตนเอง ทำให้เกิดอาการสับสนเหมือนกับถอดจิตไปยืนอยู่ด้านหลังของตนเอง และเมื่อใช้ไม้แตะไปที่หลังของ “ร่างจำลอง” ที่มองอยู่ อย่างเป็นจังหวะและสอดคล้องกับเอาไม้แตะที่หลังของผู้ทดลองจริงๆ ก็ทำให้ผู้ทดลองรู้สึกว่า “ร่างจำลอง” ที่เห็นเป็น “ร่างจริง” นั่นเอง

ในทางวิทยาศาสตร์สรุป “การถอดจิต” ไว้ว่า เกิดจากความสับสนในกลไกประสานข้อมูลระหว่างภาพที่เห็นกับประสาทสัมผัสอื่นของร่างกาย อันนำไปสู่การตีความทางสมอง ซึ่งยากที่จะพิสูจน์ได้อย่างชี้ชัดว่า คนเราสามารถถอดจิตได้จริงหรือไม่?! และด้วยความลึกลับของภาวะเช่นนี้ ทำให้ Insidious จับจุดนี้ไปใช้เป็นพล็อตในการสร้างความสยองให้กับเรื่องราวนั่นเอง และสำหรับภาคที่ 3 ที่กำลังจะเข้าฉาย “การถอดจิต” สู่โลกหน้าก็ยังมีให้เราลุ้นกันแน่นอน แถมเพิ่มความสยองด้วยบรรดา “เพื่อน” จากภพหน้าที่หวังคร่าชีวิตโดยไม่แคร์สื่อด้วย!

 

จงระวังอย่าให้พวกมันรู้ ไม่เช่นนั้น เราอาจจะ “ถูกยึดร่าง” และ “ถูกกลืนกิน” โดยไม่รู้ตัว!

 

Insidious : Chapter 3 เปิดรอบพิเศษ วันนี้ 20.00 น.เป็นต้นไป ฉายจริง 18 มิ.ย.
♦ เช็ครอบและจองตั๋วได้เลยที่นี่ http://www.majorcineplex.com/movie/insidious-chapter-3

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram